FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

PS17

พฤกษา เรียลเอสเตท เจ้าตลาดอสังหาฯ
เปิดวิลเลต ไลท์ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ1.98 ลบ. 
   

Intuch1

   

We have 2252 guests and no members online

   

CPFxx

   

ALL-Hoon

   

test Slideshow CK  

   

GHBx60

   


พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ : คอร์รัปชันเป็นโรคร้ายของประเทศ

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ :คอร์รัปชันเป็นโรคร้ายของประเทศ ไทยโพสต์ : หมายเหตุ : พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นประธานในการเปิดงานครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 ขอขอบคุณคณบดีที่กรุณาชวนมาในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของคณะ ตามที่เราถือปฏิบัติกันมาการกล่าวเปิดจะเป็นแค่ข้อความสั้นๆ แสดงความยินดี ขออวยพรให้การจัดงานประสบผลสำเร็จ แต่ในวันนี้ ขออนุญาตคณบดีว่าขอพูดเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อคณะต่อชาติบ้านเมืองของเราบางเรื่อง ก่อนที่จะพูดเรื่องนั้น ตามที่คณบดีได้เล่าถึงนักศึกษาบางคน ที่เสียสละ และเสียชีวิตเพื่อชาติของเรา เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่น่ายกย่อง ชมเชยแก่ผู้ที่ทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองของเราเป็นอย่างมาก เรื่องที่ จะขอพูดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับชาติบ้านเมืองของเรา โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ เมื่อ 60 ปีที่แล้ว คนไทยมีเพียง 17 ล้านคน แต่ถึงวันนี้ ได้เพิ่มมาถึง 67 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า เพราะฉะนั้นขออนุญาตเรียนกับบรรดาข้าราชการทั้งหลายว่า พวกเราจะต้องปรับการพัฒนา การบริหารภาครัฐให้ดีที่สุด สอดคล้องที่สุดกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และปัญหาที่ประชากรเพิ่มขึ้นมาก แต่ก่อนนี้ประเทศของเราจะเรียกว่า เป็นประเทศผู้นำของ ภูมิภาค แต่ถอยหลังไปอย่างน้อย 10 ปี ประเทศของเราโชคไม่ดี มีปัญหาเยอะ เพราะฉะนั้นการพัฒนาจึงชะงักงัน แล้วเราก็ถอยหลัง จนกระทั่งไปอยู่ในหมายเลขที่ไม่น่าจะคงอยู่ เรื่องนี้ข้าราชการจำเป็นจะต้องช่วยกันดึงความเป็นผู้นำของเราในภูมิภาคกลับคืนมาให้ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะภาษาไทย ประเทศไทยจัดว่ามีปัญหาเรื่องภาษาไทย มีปัญหาทั้งพูดและเขียน นำภาษาอังกฤษมาใช้ในภาษาไทยแล้วก็แปลไม่ได้ว่าจะหมายความว่าอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องภาษา เรื่องการศึกษา คิดว่าควรจะต้องไปดูว่าความเพี้ยนแปรของการใช้ภาษานี้ ควรจะปรับหรือควรจะมีคนกำหนดว่าอะไรควรใช้หรือไม่ควรใช้ ขณะเดียวกัน เรื่องระบอบประชานิยม ว่าเป็นเรื่องที่มีปัญหา ที่ทำให้ประชาชนบางคนไม่คิดจะทำอะไรเอง คอยรับระบอบประชานิยมแล้วก็ทำร้ายประเทศของเรา ทำให้คนอ่อนแอ ปัญหาคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในสังคมของเราเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ "เด็กรุ่นใหม่บางคนบางส่วนและผู้ใหญ่อย่างน้อยหนึ่งคนพูดว่า การโกงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้เราได้ประโยชน์ เป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดและเป็นการพูดซึ่งทำให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า โกงก็ไม่เป็นไร" คนที่พูดแบบนั้น เป็นคนที่พูดเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่า ประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งเราไม่ควรจะยอมรับ เรื่องที่จะพูดเป็นส่วนสุดท้ายในวันนี้ คือเรื่องที่เราเรียกกันว่า คอร์รัปชัน พูดว่าคอร์รัปชันนี้คนจะเข้าใจมากกว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง จะใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยก็เหมือนกัน การฉ้อราษฎร์บังหลวง นี้เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศของเรา เป็นปัญหาที่นำความอับอายขายหน้ามาสู่ประเทศของเรา เพราะฉะนั้นคนไทยทุกคนที่ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่คอร์รัปชันจะต้องช่วยกันปราบปรามเรื่องนี้ เรามี ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช. ก็มีแรงไม่มากพอที่จะทำ เพื่อให้ ป.ป.ช.ทำงานได้เราต้องช่วย ป.ป.ช. นอกจากช่วย ป.ป.ช.แล้ว เราจะต้องสอนคนไทยให้เข้าใจว่า คอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด เป็นเรื่องขายหน้าที่สุดและจะปล่อยปละละเลยต่อปัญหานี้ไม่ได้ วิธีทำเพื่อช่วย ป.ป.ช.ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน "ต้องสอนให้คนเข้าใจว่า คอร์รัปชันเป็นปัญหาที่เลวร้ายที่สุดเราจะต้องไม่ยอมให้ปัญหานี้มีอยุ่ในประเทศของเรา หรือมีก็ขอให้ น้อยที่สุด ต้องสอนให้คนรู้จักคุณธรรมจริยธรรม ให้รู้จักว่าคอร์รัปชัน นี้คือดรค ถ้าเปรียบก็เป็นโรคร้ายที่ยากมาก อาจจะรักษาไม่หายก็ได้" เคยไปพูดหลายแห่งว่า เราต้องเลิกเคารพนับถือ กราบไหว้ เลิกคบค้าสมาคมกับคนที่คอร์รัปชัน โดยคนบางสถาบัน บางกลุ่มได้แบ่งการคอร์รัปชันออกเป็นว่าเป็นการคอร์รัปชันเชิงอำนาจกับคอร์รัปชันเชิงผลประโยชน์ แต่คิดว่าจะขยายความอย่างไรก็ตาม คนที่คอร์รัปชันก็คือคนที่โกงชาติของเรา นั่นเอง คนที่คอร์รัปชันเป็นคนที่ทำให้เราขายหน้า เดินไปไหนเค้าก็ชี้หน้าว่าคนไทยเป็นคนที่คอร์รัปชันเก่ง เป็นการด่าเชิงชม บางคนที่ได้รับเลื่อนยศได้รับภาระสูงขึ้นไม่ใช่ เพราะว่าเก่ง แต่เพราะว่าใช้วิธีคอร์รัปชัน เอาประโยชน์ของ การคอร์รัปชันเป็นประโยชน์ของส่วนตัว คอร์รัปชันเป็นโรคร้ายของประเทศของเราเราต้องช่วยกันทำ อย่างที่เรียนแล้วว่าต้องเลิกนับถือคนพวกนี้ แม้ว่า เค้าจะรวยอย่างไร เลิกกรอบไหว้เคารพเลิกทุกอย่างให้เค้าเห็นว่าเป็นที่น่ารังเกียจของคนไทย ทุกคนที่ไม่คอร์รัปชันไม่โกงชาติบ้านเมือง สิ่งสำคัญที่ประสงค์ที่จะมาพูดในวันนี้คือ เราต้องช่วยกับปราบปรามการคอร์รัปชันในยุคของเรา ในชั่วชีวิตของเรา ในการบริหารประเทศ รัฐบาลเป็นผู้นำเป็นผู้กำหนด ทิศทางการบริหารประเทศ โดยมีภาครัฐคอยเอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ภาครัฐจึงเป็นฝ่ายนำใคร่ขอร้องในที่นี้ว่า ไม่ว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่งใดหน่วยใด ขอโปรดทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง แต่มุ่งเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ทำตนให้ประขาชนรู้สึกว่า จะหวังพึ่งพวกเราที่เป็นข้าราชการได้ ที่จะช่วยให้หายจากความยากจนไปบ้างพอสมควร วิธีทำที่เคยใช้มาคือเริ่มที่ตัวเราเองก่อน ประพฤติตนเป็นคนดี เห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่า ส่วนตัว เป็นตัวอย่างที่ดี การทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีนี้เป็นวิธีทำงานที่ยังประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมมากที่สุดและไม่มีต้นทุน ขอให้กำลังใจแก่คณบดี และคณาจารย์ทั้งหลายของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ และใคร่ขอความเมตาจากท่านทั้งหลายว่า โปรดเน้นเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่ไปกับการสอนทางวิทยาการ โดยเน้นเรืองการฉ้อราษำร์บังหลวง มั่นใจว่าการสัมมนา ทางวิชาการในครั้งนี้จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้มากพอสมควร และเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอันเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทุนเสรีนิยมมีกิเลสตัณหานำทาง หมายเหตุ : ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาประเทศ ในงานครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 การตั้งหัวข้อเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาประเทศนั้น ถือว่าเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะทั้งสองสิ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ และตนก็ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น การพัฒนาประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 เป็นต้นมา มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 เราได้มีแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ โดยใช้แผนพัฒนาเป็นเครื่องนำทาง ดำเนินการเหมือนกับนานาประเทศที่มุ่งเอาความร่ำรวยเป็นเป้าหมาย เน้นการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนคือในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 แต่ทุกวันนี้ก็เช่นกัน หากเปิดหนังสือพิมพ์ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงความปริวิตกจากหน่วยงานต่างๆ ว่าในปีหน้าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งยังเป็นการฝังแนวคิดมาจนถึงบัดนี้ ตั้งแต่แผนฉบับที่ 1-7 เราได้ยึดแนวทางนี้มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น ทำให้ผมได้บทเรียนจากท่านมาอย่างมากมาย ได้มีโอกาสในช่วงปี พ.ศ. 2515-2517 ในขณะที่ ฯพณฯ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นเลขานุการในงานพัฒนาด้านความมั่นคง ในขณะนั้นได้สัมผัสถึงต้นตอถึงสิ่งที่เราเรียกว่าการก่อการร้าย ในเรื่องของการชักจูงให้หลงผิดในลัทธิ ศรัทธาในความหวังใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของปัญหานั้นคือความยากจน ซึ่งความยากจนนั้นนอกจากจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นปัญหาในเชิงสังคมด้วย และผมได้เรียนรู้ว่าความยากจนยังเป็นรากเหง้าของปัญหาความมั่นคงของประเทศด้วย ผมเห็นว่ากรอบคิดดังกล่าวยังไม่เคยเปลี่ยนจนถึงทุกวันนี้ เรื่องประชาธิปไตยหรือสิ่งต่างๆ เป็นเรื่องแค่เพียงเปลือกนอก ปัญหาที่ล้ำลึกนั้นก็คือ ความยากจน จะเห็นได้ว่าตลอดเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์มานั้น พระองค์ทรงมุ่งเน้นที่จะขจัดความยากจน ตามที่ทรงเคยให้ สัมภาษณ์ช่องบีบีซีจากคำถามที่ว่า ทรงต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อยู่หรือ พระองค์ท่านทางรับสั่งตอบว่า เราไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิวนิสต์แต่เราต่อสู้กับความหิวโหย ความยากจนเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องหัวใจแม้กระทั่งบัดนี้ ตราบใดที่ยังยากจนอยู่ เรื่องทุจรติคอร์รัปชัน เรื่องหวังประโยชน์ เรื่องประชานิยม ก็ยังคงอยู่อย่างนี้ เพราะยังคงต้องการแสวงหาสิ่งต่างๆ ผมยังจำได้ว่าเมื่อ ฯพณฯ พล.อ.เปรมมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้จัดการกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อขจัดความยากจนเป็นพิเศษ และอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับว่าความยากจน ปัญหาการกระจายรายได้ยังคงเป็นปัญหามาจนกระทั่งทุกวันนี้ และปัญหาที่ตามมานอกเหนือจากการทุจริตคอร์รัปชัน คือปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติการบุกรุกป่า ที่ดิน ทำลายแหล่งน้ำ เอื้อผลประโยชน์ส่วนตัว มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ปัญหาความล้าหลังของภาคเกษตรกรรมที่ตั้งขึ้นกับดิน ฟ้าอากาศ ซึ่งยังโยงไปถึงปัญหาทางด้านการเมืองด้วย ความเหลื่มล้ำในสังคมก็เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ๆ จากปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะเห็นได้ว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งเน้นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรให้มีความยั่งยืน หากได้นำสิ่งที่พระองค์ทรงสอนเอาไว้นำไปใช้ ปัญหาต่างๆ คงทุเลาลงไปได้มาก ขอให้ได้ลงมือปฏิบัติ คืนบุญคุณให้แก่แผ่นดิน ในช่วง พ.ศ. 2537 ผมได้ถูกเรียกตัวกลับไปเป็นเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) จำได้ดีเลยว่า อัตราความเจริญเติบโตที่ทั่วโลกได้ยึดถือ ประเทศไทยสามารถทำได้ถึง 11 กว่า ซึ่ง อยู่ในช่วงครึ่งแผนของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7 และกำลังเตรียมทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ต่อไป อัตราความเจริญเติบโตสูงสุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2539 ที่ 11.7 แต่ก็เป็นเรื่องที่แปลกว่า ทำไมเมื่อรวยแล้วถึงพินาศ เป็นปัญหาที่คนทั่วโลกควรจะหาคำตอบ แต่ในขณะนี้เมื่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นหน่อย ก็เบรกกันตัวโก่ง ทั้งจีน ทั้งเวียดนาม ก็เป็นไปตามนี้ เมื่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปสู่จุดสูงสุด สุดท้ายแล้วก็จะแตก หรือที่เราเรียกกันว่า เศรษฐกิจฟองสบู่ เพราะตัวมันเหมือนฟองสบู่ ที่แท้ข้างในไม่มีอะไรเลย อัตราความเจริญของไทยในช่วงที่สูงนั้นไม่มีฐานอะไรรองรับเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานสอนว่า เปรียบง่ายๆ ว่าเหมือนการสร้างบ้านที่ไม่มีเสาเข็มรองรับ เราเพลินกันต่อชั้นขึ้นไป ต่อบ้านไปเรื่อย ขยายบ้านไปเรื่อย แต่ไม่ได้วางฐานรองรับไว้เลย ฐานที่ว่านี้คือ ฐานเงินเป็นเบื้องต้น ฐานทางด้านมนุษย์ก็จำเป็นจะต้องมี ฐานทางด้านเทคโนโลยีทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันจะต้องฝังเป็นเสาเข็มเอาไว้ เราถึงจะสร้างบ้านเมืองของเราให้แข็งแรง มั่นคงและยั่งยืนตลอดไปได้ แต่นี่เราโตแค่ความรู้สึก โตด้วยอารมณ์ของกิเลสตัณหาและแสวงหาความอิสระอย่างไร้ขอบเขต เป็นที่นิยมกันมากว่าความอิสรเสรีภาพนั้นเราจะต้องมี แต่ลืมคิดไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันจะมีสิ่งที่ต้องพูดถึงด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งพวกเราคนไทยไม่คอยจะเอ่ยถึงนั้นคือระเบียบและวินัย เมื่อไม่มีระเบียบและวินัยเราก็ได้อิสรภาพทางด้านการเงินกันอย่างเสรี ซึ่งทุกคนทุกหน่วยงานเรียกร้อง แต่ลืมถามถึงตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นว่ามีความพร้อมหรือไม่ ในฐานะที่ขณะนั้นเป็นเลขาธิการ สคช. ก็ตอบเลยว่าเรายังไม่พร้อม กฎหมายล้าหลัง ความทันสมัยที่พร้อมจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงยังไม่มี เมื่อมองด้านฝ่ายการเมืองท่านมา ในเดือนๆ จะออกกฎหมายได้มากี่ฉบับ ประชุมเยอะ แต่เท่าที่สังเกตกฎหมายไม่ค่อยออก มัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นหลัก จากอิสรภาพนั้นเองทำให้เกิดการทุจริตเพราะมีเงินเข้ามาอ้างมากมายก่ายกอง ซึ่งก็เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ จากที่ควรจะนำเงินไปทำให้งอกเงยได้นั้น เราก็เจอกับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล หมายความว่า เอาเงินเข้ามาแต่ไม่ทำให้ก่อประโยชน์ เอาไปโกงกิน แจกเป็นโบนัสกัน สร้างตึกซื้อรถแจกกัน สรุปว่าไม่ได้ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เพื่อผลประโยขน์ของกลุ่มของตัวเองเท่านั้น ผลสุดท้ายวิกฤติเศรษฐกิจก็เกิดขึ้น วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเริ่มต้นจากการขาดบัญชีดุลเดินสะพัด การส่งออกหดตัวจาก 24 หรือ 19 หนี้ต่างประเทศก็มีเยอะ ลงทุนเกินตัว โดยเฉพาะในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อนึกย้อนไปในปีดังกล่าว คอนโดฯ ที่ดิน เปลี่ยนมือกันอย่างรวดเร็ว มันเป็นสิ่งที่ไม่มีฐาน ซื้อมาแล้วก็ขายไป แล้วก็ซื้ออีก ทุกคนสนุกสนาน เงินก็สะพัด แต่เป็นไปแบบไร้ขอบเขต ไร้ระเบียบ ไม่มีรากฐาน ประสิทธิภาพในการดำเนินงานทางการเงินของธนาคารมีปัญหาทั้งหมด มีการทุจริตคอร์รับ'ชันตลอดจนไม่สามารถตรวจสอบได้ รวทถึงการโจมตีค่าเงินบาท ผลสุดท้ายผลกระทบต่างๆ ก็เกิดขึ้น เรามองเห็นว่าคงไปต่อแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งขณะนั้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งได้เปลี่ยนจากการพัฒนาทางด้านความเจริญทางเศรษฐกิจ เป็นการพัฒนาที่เอาคนเป็นศูนย์กลาง แต่ก็ไม่ทันการณ์ การพัฒนาประเทศก็หยุดชะงักลง เกิดความพินาศทางด้านเศรษฐกิจ จากที่เคยพัฒนาถึง 11.7 กลับกลายเป็นติดลบ ถ้าจำตัวเลขไม่ผิด ไทยเป็นหนี้กว่า 4 ล้านล้านบาท ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งในปี พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นที่ถกเถียงของเหล่านักวิชากการ เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นเรื่องของคนจน ส่วนคนรวยต้องทุนนิยมเสรีนิยม ขอยืนยันว่าเศรษฐกิจไม่ต้องไปทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ หากเป็นเกษตรกรอยู่แล้วก็เชิญ ในเวลานี้เมื่อสื่อออกไป จะเห็นได้ว่าศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นทั่วประเทศ เมื่อเข้าไปก็จะเห็นรูปเหมือนกันหมด คือมีการยกแปลงผักปลูกกระต๊อบ เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่อยู่ มีวัวมีควาย แล้วบอกว่านี่คือเศรษฐกิจพอเพียง ก็ขอกรอบเรียนว่าไม่ผิด แต่เป็นสิ่งที่เหมาะกับเกษตรกร ถ้าทุกคนต้องทำก็รับราชการไม่ได้ ทำธุรกิจก็ไม่ได้ ทุกคนคงต้องลาออกแล้วไปทำไร่ทำนา มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น พระองค์ท่านทรงพระราชทานธรรมะปฏิบัติหรือปรัชญาที่จะยึดเหนี่ยวให้เราปฏิบัติตนไม่ว่าจะไปทำอะไร ยิ่งมีการพัฒนาแล้วยิ่งจนนั้น ก็หมายถึงการพัฒนาที่ทำไม่สอดคล้องกับพื้นฐนของเราเอง และมักจะตามแนวทางของโลก คำว่าโลกาภิวัฒน์ (Globalization) หลายคนคงเข้าใจผิด ว่าอีกฟากโลกหนึ่งทำอะไรเราก็ทำตาม เขาจะเป็นอะไรเราก็ต้องเป็นตาม จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่โลกาภิวัฒน์นั้นมันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อทั่วโลกเขาเป็นอย่างนี้แล้วเราจะอยู่กับเขาได้อย่างไร เราจะต้องพิจารณา บทเรียนแรกที่ ฯพณฯ พล.อ.เปรมได้ตั้งให้ผมเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงทราบว่าทางราชการได้ส่งข้าราชการมาถวายงานก็ทรงเรียกผมเข้าไปในฐานะข้าราชการคนนั้น พระองค์ทรงรับสั่งว่า มาทำงานกับฉันนั้น ต้องระวังและให้ความเคารพคำว่า "ภูมิ-สังคม" การพัฒนานั้นจึงต้องทำให้สอดคล้องกับภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ สอดคล้องกับทุนที่เรามีอยู่ เช่น สวิตเซอร์แลนด์เป็นเมืองภูเขา อยู่ใต้หิมะ 3 เดือน ระหว่าง 3 เดือนที่เขาอยู่ในบ้าน เขาก็นั่งทำเครื่องจักร นาฬกิกาไป พอหิมะละลายก็หิ้วของไปส่ง ไปประกอบเข้าเป็นเรือน ลักษณะภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมมีอิทธิผลต่อการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตและวิถีการพัฒนา ประเทศไทยไม่ค่อยจะเป็นอย่างนั้น วันดีคืนดีเราลุกขึ้นมาบอกว่าเราอยากเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIC) วันดีคืนดีเราก็ไปต่อคิวกันจะเป็นเสือตัวที่ 5 ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและเราก็ได้รับบทเรียนแล้ว แต่ถ้าทำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้ พระองค์ทรงติดเครื่องมือทางความคิดให้กับเรา โดยไม่ได้แบ่งว่าใครจะทำเกาตร ทำธุรกิจ หาบเร่ หรือจะเป็นเจ้าของโรงงานใหญ่ จะรับราชการ จะเป็นผู้บริหารประเทศ ก็สามารถใช้เศรษฐกิจพอเพียงได้ ขอเน้นย้ำว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นธรรมะ พระองค์ท่านทรงพระราชทาน 3 คำให้เราคิด คือพอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน อันนี้คือธรรมะหลัก ท่านจะปกครองประเทศ บริหารตัวเอง บริหารธุรกิจ หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่เริ่มจาก 3 นี้ก่อน พอประมาณนั้น เราคงเคยได้ยินผู้ใหญ่สอนเราว่าทำอะไรก็ให้ประมาณตัว อย่าทำอะไรเกินตัว ดังนั้น ก้าวแรกที่จะทำอะไรก็คือ ต้องประเมินตนเองก่อน ต้องรู้ทุนตัวเองก่อน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ต้องประเมินชาติบ้านเมืองก่อนว่าจะเดินไปในทิศทางไหนก็ต้องดุทุนของเราก่อน ถ้าจะบริหารตัวเองก้ต้องทำ Self Assessment ถ้าจะบริหารประเทศก็ต้องทำ Nation Assessment ถ้าจะบริหารธุรกิจก็ทำ Business Assessment ก่อน เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะรู้ทุน ซึ้งสามารถนำมากำหนดทางสายกลางของแต่ละคนแต่ละประเทศ แต่ละองค์กรนั้นไม่เหมือนกัน ของใครก็ของเขา แล้วแต่ทุนแล้วแต่พื้นฐาน ถ้าตอกเสาเข็มไว้เยอะก็ต่อชั้นได้สูง ในวันที่เราจะเป็นเสือตัวที่ 5 ถ้าหากวันนั้นเราเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง เขามีเกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เราควรจะต้องหยุดชะงักสักนิด แล้วเริ่มประเมินตัวเองประเทศต่าง ๆ นี้เขาเป็นเสือ ธรรมชาติของเสือเป็นสัตว์กินเนื้อ เสือนั้นเป็นสัญลักษณ์ของอุตสาหกรรม เราเป็นอะไร เมื่อลองดูพื้นฐานไม่ว่าทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ความถนัด รวมถึงแรงงานของเราไปอยู่ในภาคเกษตรถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์เราไม่ใช่เสือ แต่เราเป็นสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่เป็นตัวแทนของการเกษตรแต่คนรังเกียจที่จะเป็น จะเรียกว่ากระบือหรือโคก็แล้วแต่ เป็นสัตว์ 4 กระเพาะ ที่กินพืชเป็นหลัก ประเทศไทยปลูกข้าวเก่งที่สุดในโลก เลี้ยงสัตว์เก่งที่สุดในโลก จับปลาเก่งที่สุดในโลก เกลี้ยงทั้งอันดามัน ทั้งอ่าวไทย เลยไปถึงไปจับในประเทศอื่น ๆ เรามีผลไม้ที่หลากหลาย ความถนัดของเราไม่ใช่อุตสาหกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยรับสั่งว่า ถ้าทำอุตสาหกรรม ก็ต้องเป็นอุตสาหกรรมทางอาหาร ลองตัวอย่างก็แล้วกัน โดยไม่ต้องเอ่ยชื่อบริษัท ที่อยู่ในภาคการเกษตรและอาหารนั้น รวยทั้งสิ้น แต่ภาวะที่เกิดขึ้นก็ต้องรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง อย่าไปหยุดอยู่กับที่ ประเทศไทยพัฒนามาแค่ปฐมฐาน หมายถึงว่า ผลิตข้าวใส่กระสอบไปขายอย่างเดียว ไม่เคยคิดที่จะแปรรูป ยางก็เช่นกัน เป็นยางแผ่นยางก้อน แต่ก็ดีใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมาถึงเรื่องแปรรูป แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ มันจะต้องมีงานวิจัย มีนวัตกรรมมาตอบสนอง ซึ่งมีกระบวนการเยอะ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องมุ่งไปในทิศทางนี้ เพิ่มมูลค่าขึ้นมาให้ได้ ดังนั้น หลังจากประเมินต้นทุน เมื่อรู้ตัวแล้วก็มาวางวิถีที่จะดำเนินต่อมาก็จะต้องใช้เหตุผล ซึ่งมาจากสติและปัญญา หากปราศจากสติและปัญญาแล้ว เหตุผลไม่เกิด ตามภาวะปกติที่ใช้ทุนนิยมเสรีนิยม ขอพูดอย่างไม่เกรงใจเลยว่า มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องนำทาง มีแต่ความอยาก กำไรสูงสุด กอบโกย ใช้เยอะ ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างจะมุ่งไปอย่างนั้น ผลสุดท้ายก็ทำลายทรัพยากรที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราที่มีอยู่อย่างจำกัด คนก็มากขึ้น แต่ทรัพยากรมีเท่าเดิม แถมถูกทำลายไปอีก สหประชาชาติบอกว่า อีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรจะกระโดดจาก 7,400 ล้านคน จะกระโดนไปเป็น 9,000 ล้านคน รวมถึงยังจะมีภาวะโลกร้อน ประเทศไทยมีทรัพยากรอย่างเหลือเฟือ ขนาดบุกรุกทำลายกันตลอด ขอเพียงอย่างเดียวให้บริการให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยรับสั่งไว้ว่า "เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" นั้น เป็นสิ่งที่สะท้อนอย่างดี ถ้าทุกระเบียดนิ้วของแผ่นดิน ทุกบาททุกสตางค์ที่เราสร้างขึ้นมานั้นนำไปสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น ความสุขย่อมจะต้องเกิดขึ้น แต่ถ้ามัวแต่จะโกงกินกัน ลงไป 100 ตกไปถึงประชาชนแค่ 10-20 บาท การพัฒนาก็คงจะอยู่ได้อย่างนี้ คนอื่นก็แซงหน้าไปหมด เราอยู่กับที่ จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อคงไม่ได้แล้ว การใช้เหตุผลนั้นจะทำให้เราอยู่ในเส้นทางสายกลางของความพอดี ความสมดุล มั่นคง ยั่งยืนเป็นส่วนล่าง ดีกว่าร่ำรวยแล้วเป็นเอ็นพีแอล อย่างที่เราเจอมาแล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้การเจริญทางเศรษฐกิจพอสมควร ให้มีความยั่งยืน มีเสถียรภาพในระยะยาว เป็นสิ่งที่ผู้คนในโลกนี้มีความปรารถนามากกว่าซึ่งสอดคล้องกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนภูมิคุ้มกันที่ทรงสอนไว้คือ เป็นการระมัดระวังแม้ว่าจะทำดีแล้ว ทำถูกต้องครบถ้วนทุกอย่าง แต่เราก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ เหตุการณ์อะไรที่เราไม่นึกไม่ฝัน สามารถเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา ในโลกนี้ล้วนแล้วแต่มีความแปรปรวนอยู่สูงมาก ดังนั้น ต้องมีภูมิคุ้มกันต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เงื่อนไขเรื่องคุณธรรมที่ทรงกำหนดไว้ ก็ตรงกับที่ ฯพณฯ พล.อ.เปรมได้กล่าวไว้ ถ้าหากเราไม่สามารถเข้ามาจัดการ ไม่กล้าใช้คำว่าตัดปัญหาทุกจริตออกไปจากประเทศเพราะกิเลสของคนเรายังมีอยู่ แต่อย่างน้อยให้อยู่ในขนาดที่ควบคุมได้ ขอเพียงแค่นี้ ประเทศชาติจะลืมตาอ้าปากได้ จะกลับมาที่หัวแถวตามเดิมได้อย่างง่ายดาย เพราะเรามีพร้อมทุกอย่าง ระบบการบริหารที่ยังแย่อยู่ก็เพราะจุดนี้ ผมเห็นการเอารัดเอาเปรียบ การแย่งชิงทรัพยากรกันอย่างไม่หยุดยั้ง ประเทศชาติอยู่ไม่ได้ เราเรียกร้องแต่ประชาธิปไตย เรียกร้องแต่เสรีภาพ แต่ไม่เคยเอ่ยถึงคำว่าระเบียบและวินัย กฎหมาย บ้านเมืองไหนไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นไปม่ได้ ในความรู้สึกต้องกลับกัน โดยเรียกร้องระเบียบวินัยและความเสมอภาคทางด้านกฎหมายก่อน และประชาธิปไตยจะมาเอง ไม่ต้องเรียกร้องมันก็มาเอง แต่เรากลับเอาสิ่งนี้ไปไว้ทีหลัง หรือเฉย ๆ ไม่เรียกร้องเลย อิสรภาพทำอะไรก็ได้ อย่างนี้บ้านเมืองคงไปไม่ไหว ขอสรุปว่า การพัฒนาประเทศกับเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้อีกสักนิด เป็นเรื่องที่พูดกันเยอะว่าใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องนำทาง กระทรวง ทบวง กรมก็ประกาศ หลายองค์กรก็ประกาศ แต่เวลาปฏิบัติจริง มองไม่เห็นว่าปฏิบัติอย่างไร มีประกาศดูให้เป็นเรื่องสวยงาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ที่ได้ไปวางไว้เป็นต้นมาใช้คำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องนำทางทั้งนั้น แต่ปัญหา คือ เวลานี้เราไม่ได้นึกถึงแผนพัฒนาฯ แผนวางก็วางไป เมื่อมีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง แผนพัฒนาฯ ของทางราชการก็หมดความหมายไป ต่อให้วางยังไงก็ไม่มีใครไปเอ่ย วางไว้โก้ ๆ เล่น ๆ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากไว้ว่า เราจะต้องเปลี่ยนสภาพของแผนพัฒนาฯ ให้สอดคล้องกับธรรมชาติใหม่หรือไม่ จะวางไว้ทำไมเมื่อไม่มีคนใช้....

เว็บไซต์สปินดี้ดอทคอม เปิดตัว Universal Clip Lens 3in1 เลนส์อเนกประสงค์สุดฮิต

เว็บไซต์สปินดี้ดอทคอม เปิดตัว Universal Clip Lens 3in1 เลนส์อเนกประสงค์สุดฮิต เพิ่มมุมมองในการถ่ายภาพสำหรับกล้องบนโทรศัพท์มือถือ บริษัท อเบาท์ ลิฟวิ่ง จำกัด ผู้ให้บริการครบวงจรเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนรุ่นใหม่ และผู้ให้บริการเว็บไซต์ www.zpindy.com ร้านค้าออนไลน์สำหรับสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อคนรุ่นใหม่สไตล์อินดี้ ที่คัดสรร และรวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วทุกสารทิศมาให้คนอินดี้ได้ช็อปกันอย่างสะดวก สบายในแต่ละหมวดหมู่ โดยเน้นสินค้าด้านความงามและสุขภาพจากแบรนด์สินค้าชั้นนำภายใต้หลักการสำคัญคือสินค้าคุณภาพ และสร้างมั่นใจให้กับผู้ซื้อในบริการส่งสินค้าถึงมือผู้รับอย่างแน่นอน ล่าสุดจัดจำหน่าย Universal Clip Lens 3in1 อุปกรณ์เลนส์อเนกประสงค์ สำหรับเพิ่มมุมมองในการถ่ายภาพบนกล้องมือถือ ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ต เหมาะกับผู้ที่รักการถ่ายภาพ โดยอุปกรณ์หนึ่งชุดประกอบด้วยเลนส์ 3 ชิ้น ได้แก่ เลนส์ฟิชอาย (Fisheye lens) สามารถเก็บภาพได้กว้างสูงสุดถึง 180 องศา มุมกว้าง 0.67X ทำให้เก็บภาพวิวได้กว้างและรายละเอียดครบที่สุด เลนส์มุมมองกว้าง (Wide Angle) กำลังขยายขนาด 0.67X เก็บมุมได้กว้างมาก ประมาณ 90, 120 องศารอบตัว (เลนส์ มือถือปกติเก็บได้ประมาณ 60,90 องศา) ขอบภาพที่ได้ไม่เป็นสีดำเหมือนภาพที่ได้จากเลนส์ Fish Eye เหมาะกับการถ่ายภาพกลุ่มเพื่อนหลายๆคน ถ่ายภาพในห้องที่มีพื้นที่การถอยจำกัด เลนส์มาโคร (Macro) ถ่ายภาพโคลสอัพได้ใกล้ที่สุดในระยะ 1.2-1.5 ซม. ซึ่งกล้องมือถือทั่วๆไปไม่สามารถโฟกัสได้ใกล้ใกล้สุดประมาณ 10 กว่า cm อัตราขยายประมาณ 10เท่า จากภาพที่ได้จากกล้องธรรมดาของ ไอโฟน5 (iPhone5) ทำให้เก็บภาพวัตถุที่มีขนาดเล็กได้ชัดเจนที่สุด เหมาะมากสำหรับนำไปถ่ายพระเครื่อง นาฬิกา เพชรหรือเครื่องประดับต่างๆ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดมีขนาดเล็กกระทัดรัด พร้อมถุงใส่อุปกรณ์ และ ฝาปิดเลนส์ ทำให้เหมาะแก่การพกพา ใช้งานสะดวก ราคาขายชุดละ 300 บาท โปรโมชั่นพิเศษเพียง 199 บาทเท่านั้น (ราคาดังกล่าวรวมค่าจัดส่งแล้ว และสินค้ามีจำนวนจำกัด) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ E-Mail: zpindyshop@gmail.com หรือ LINE ID: zpindyshop หรือโทร 081-357-6000

ศิริมหาชัย ส่งมอบความสุข เพื่อชุมชนและคนในท้องถิ่น

ศิริมหาชัย ส่งมอบความสุข เพื่อชุมชนและคนในท้องถิ่น นายณัฐพล ธัญนิพัทธ์ (คน 5 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิริมหาชัย จำกัด และนายมานิตย์ บุญประเสริฐ (คน 6 จากซ้าย) ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ โฮมโซลูชั่น พร้อมด้วย นายพงศักดิ์ จิรัฐิติชีพ (คน 7 จากซ้าย) ผู้จัดการศูนย์บริการหลังคาครบวงจร ร่วมส่งมอบโครงการ “ปันสุขา พาสุขสันต์” ให้แก่วัดบ้านนาดีและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ ณ วัดบ้านนาดี ตำบลหนองผือ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นาย เด่นชัย เบ้าคำ (คน 1 จากซ้าย) ผู้ใหญ่บ้านบ้านนาดี และ คุณครูศูนย์พัฒนาเด็ก ก่อนเกณฑ์วัดบ้านนาดี เป็นผู้รับมอบ เมื่อเร็วๆนี้

ป้องกันหัวใจกับวันหัวใจโลก

ป้องกันหัวใจกับวันหัวใจโลก เพราะหัวใจมีดวงเดียว จึงต้องดูแลให้มากที่สุด สมาพันธ์หัวใจโลกได้กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็น “วันหัวใจโลก” เพื่อให้ได้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคหัวใจ เนื่องจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตในอับดับต้นๆ ศูนย์หัวใจ (Heart Center) โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอลเซ็นเตอร์ เล็งเห็นความสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจ ขอมอบโปรแกรมการตรวจสุขภาพหัวใจ “Happy Heart Screening Program” ด้วยการตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย การตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง หรือการตรวจหาความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจด้วย CTA เป็นต้น พร้อมรับเพิ่ม การตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน ด้วยเครื่อง CAVI-ABI ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2558 สามารถสอบถามหรือนัดหมายที่ 0-2836-9999 ต่อ 2821-2, 6220 หมายเหตุ ราคานี้สำหรับผู้เข้ารับบริการชาวไทยเท่านั้น

กูรูธุรกิจมองพื้นฐานไทยยังดี แต่ต้องแก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปศก.-ใช้ R&D ช่วยเพิ่มศักยภาพ

กูรูธุรกิจมองพื้นฐานไทยยังดี แต่ต้องแก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปศก.-ใช้ R&D ช่วยเพิ่มศักยภาพ นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ 'ศาสตราจารย์สังเวียนฟอรั่ม 2015'ในหัวข้อ 'ก้าวไปข้างหน้า...กับทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต'ว่า การที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตในระดับ 5% ในอนาคต และก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น จะต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น โดยจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของบุคคลากรในประเทศให้มีศักยภาพเพิ่มอย่างมาก โดยเฉพาะบุคคลากรของหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องเป็นผู้นำ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การที่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐรวมไปถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีการเติบโตขึ้นอย่างมาก เป็นผลมาจากการที่มีรัฐบาลเข้ามาอุปถัมภ์ ทำให้มีการเติบโตขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรของภาครัฐยังไมดีพอ เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้างของพนักงานรัฐ ซึ่งมีการปรับเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 10 ปี "ระบบเศรษฐกิจของเรายังเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ยังต้องพึ่งพาภาครัฐ ทำให้การเติบโตไม่ได้มาจากประสิทธิภาพของบุคลากรในประเทศ จะเห็นได้จากหน่วยงานรัฐที่มีการเติบโตมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากไม่มีภาครัฐช่วยอุปถัมภ์ไว้ก็จะไม่มีการเติบโต การที่เราจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีในระดับ 5% เราต้องพัฒนาความสามารถของบุคลากรเราให้ดีและแข่งขันกับคนอื่นได้ แต่มองว่าตอนนี้หากจะโตในระดับ 5% ใด้จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งเราต้องมีการ Reform ระบบเศรษฐกิจเราใหม่"นายบรรยง กล่าว อย่างไรก็ดี มองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรง เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดยังอยู่ไนระดับที่ดี สถาบันการเงินยังมีความแข็งแกร่ง และภาคเอกชนยังมีความแข็งแรงในเรื่องของฐานะทางการเงินและมีหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ในปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจทั้งไทยและต่างประเทศที่มีปัจจัยลบและความเสี่ยงค่อนข้างมาก ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยชะลอตัว โดยอย่างดีที่สุดมองว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้ 3% นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ไม่มากนั้นเป็นผลมาจากปัญหาทางการเมืองภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมาหลายครั้ง ทำให้เศรษฐกิจในประเทศเกิดการชะงักงัน ประกอบกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น และมีการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างเต็มที่ ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้ไม่มาก โดยปัจจัยที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยได้ คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนโยบบายประชานิยมต่างๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อการขาดทุนของภาครัฐ แต่ก็เป็นสิ่งที่ช่วยหนุนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศได้ ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้น้อย ส่งผลให้ฉุดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในอาเซียนรวมขยายตัวได้เพียง 4.7% ในขณะที่ประเทศอินเดียมีการขยายตัวได้ 7.5% ประเทศจีนขยายตัวได้ 6-8% ซึ่งรวมแล้วอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในเอเชียรวมจะเฉลี่ยอยู่ที่ 6.6% ในปีนี้ ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจากการประเมินของ IMF ปีนี้จะขยายตัวที่ 3.3% นายบรรยง กล่าวต่อว่า การฏิรูประบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างสมบูรณ์นั้น จะต้องมีการเริ่มต้นปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทยก่อน เนื่องจากรัฐวิสาหกิจไทยในปัจจุบันยังมีการให้อัตราผลตอบแทนที่ยังต่ำมากไม่ถึง 4% เนื่องจากการบริหารจัดการงานต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐวิสาหกิจไทยเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรในองค์กรรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าปัจจุบัน และลดการพึ่งพิ่งรัฐ เพื่อที่จะเป็นการเติบโตได้เองภายในองค์กร นอกจากนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยยังจะต้องลดการผูกขาดจากภาครัฐและการใช้อำนาจของรัฐให้ลดลง เพื่อที่จะทำให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงการดำเนินงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น และทำให้มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำลง อีกทั้งการปล่อยให้กลไกของเศรษฐกิจเป็นไปตามกลไกตลาดให้มากที่สุด โดยภาครัฐเป็นผู้วางกฏกติกาต่างๆ เพื่อให้ทุกคนดำเนินงานอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังจะต้องมีการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากกว่าปัจจุบัน "ตัวอย่างที่ดีในการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ สิงคโปร์ ที่ไช้ระยะเวลา 50 ปีในการปฏิรูปเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ จนเป็นประเทศชั้นนำของโลก และมีรายได้ประชากรต่อหัวสูงแซงอเมริกา เพราะเขามีการปล่อยให้กลไกทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดมากที่สุด ภาครัฐเป็นคนวางกฏกติกา และเขาไม่รังเกียจต่างชาติ มีการเชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำให้ประเทศพัฒนาขึ้นได้"นายบรรยง กล่าว ส่วนปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศนั้น จะต้องไม่มีการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นอุปสรรคที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างมีนัยสำคัญ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนในหลายเรื่อง ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งจนนำไปสู่ความแตกแยก ทำให้เป็นสิ่งที่ฉุดขีดความสามารถ แม้ว่าพื้นฐานโดยรวมจะยังอยู่ในระดับที่ดีทั้งด้านแรงงาน ภาคการเงินที่ยังมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่น่าห่วงในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ยังไม่ได้มีการลงทุนมากนักในปัจจุบัน ดังนั้น การจะรักษาฐานของเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งต่อเนื่อง นอกเหนือจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ควรจะมีการพัฒนาด้านบุคลากรด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อดึงศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่ นายเทวินทร์ กล่าวว่า การปฎิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต้องมีการทำงานร่วมกันทั้งจากหน่วยงานราชการและภาคเอกชน โดยต้องมีการกำหนดเป้าหมายของประเทศ และนำเป้าหมายนั้นลงไปสู่แผนการปฎิบัติ โดยล่าสุดไทยก็เริ่มดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าว หลังได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี เพื่อนำแผนไปสู่ภาคการปฎิบัติ สำหรับ แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มีเป้าหมายใหญ่ 5 ด้าน ได้แก่ การเป็นประเทศที่มีรายได้ขั้นสูง, การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม, การก้าวเข้าสู่สังคมสะอาดที่มีการใช้ชีวิตไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม, การดูแลประชากรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และการเน้นความมั่นคงของประเทศ ทั้งในด้านความปลอดภัย พลังงาน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินงานต้องให้มีความต่อเนื่องจึงจะทำให้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้สำเร็จได้ ขณะที่เป้าหมายการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ได้วางยุทธศาสตร์รองรับด้วยการมีคัสเตอร์ด้านต่างๆทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตร และการบริการ ด้านนายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย(SCC) กล่าวว่า การที่ไทยจะหลุดพ้นกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง (Middle income trap) นั้นควรจะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาทางด้านงานวิจัย(R&D) มากขึ้น เพราะจะช่วยเพิ่มมาร์จิ้นและขีดความสามารถของประเทศในการแข่งขันมากขึ้น โดยล่าสุดไทยก็เริ่มให้ความสำคัญโดยวางเป้าหมายจะให้มีการลงทุนด้าน R&D ราว 1% ของจีดีพี ภายในปี 60 ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นภาคเอกชนเป็นคนนำและมีภาครัฐให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ยังควรจะต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้เพิ่มมากขึ้น จากในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาไทยขาดการลงทุนในเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลานาน สังเกตจากความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ที่เพิ่งจะกลับมาเติบโตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากงานภาคเอกชน ขณะที่การลงทุนขนาดใหญ่จากภาครัฐยังไม่มีมากนัก นายกานต์ ยังแสดงความเป็นห่วงถึงข้อจำกัดขีดความสามารถของประเทศอีกด้านหนึ่ง คือต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น ค่าไฟฟ้าที่ปัจจุบันของไทยนับว่ามีระดับราคาที่แพงกว่าเพื่อนบ้าน โดยอยู่ที่ระดับมากกว่า 3 บาทเศษ/หน่วย และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 5 บาท/หน่วยใน 5 ปีข้างหน้า จากข้อจำกัดของการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่เทียบกับเวียดนาม ปัจจุบันมีค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 2 บาทเศษ/หน่วย และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 3 บาท/หน่วยใน 5 ปีข้างหน้า เป็นต้น อินโฟเควสท์ ขานรับจาก'เอสเอ็มอี' รบ.อัดฉีด 1.36 แสนล. มติชนออนไลน์ : วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2558 พลันที่ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแหง่ชาติ (คสช.) ให้คุมบังเหียนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล แนวทาง มาตรการต่างๆ ในการกระตุ้น ปลุกความกระปรี้กระเปร่าทางเศรษฐกิจ ก็หลั่งไหลจาก นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพราะปัญหาเศรษฐกิจกำลังเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะเขย่าเสถียรภาพรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่หมุนเวียน ขณะที่การส่งออกก็ประสบกับภาวะถดถอย ทีมเศรษฐกิจใหม่เอี่ยมของรัฐบาลจึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินหมุนเวียนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้วยวาง 3 มาตรการ วงเงินรวม 1.36 แสนล้าน ประกอบด้วยอัดฉีดผ่านกองทุนหมู่บ้าน 60,000 ล้านบาท สนับสนุนวงเงินลงสู่ท้องถิ่นตำบลละ 5 ล้านบาท รวม 36,000 ล้านบาท และเร่งรัดใช้จ่ายงบลงทุนโครงการขนาดเล็กวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว มาตรการดังกล่าว ก่อให้เกิดความเห็นจากผู้ประกอบการ นายพรชัย รัตนตรัยภพ ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ และมีการสื่อนโยบายถึงภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมามติ ครม. ได้ทำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะมีนโยบายชัดเจนว่าจะช่วยเหลือรากหญ้า ผ่านมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ หากประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและกำลังซื้อกลับมาจริง เอสเอ็มอีก็จะสามารถขายของได้ เกิดรายได้เพื่อจะนำไปลงทุนต่อ "สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อันดับหนึ่งไม่ใช่มาตรการด้านสินเชื่อ หรือการตลาด แต่คือความเชื่อมั่น เพราะหากรัฐบาลทำให้ประชาชน ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น จะเกิดกำลังซื้อตามมา ซึ่งกำลังซื้อนี่เองที่จะทำให้เอสเอ็มอีมียอดขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการดีตาม" นายพรชัยระบุ และว่า สาเหตุที่ต้องการให้เอสเอ็มอีมียอดขายเพิ่มขึ้น เพราะสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ค่อนข้างแย่ในทุกอุตสาหกรรม จนยอดขายลดลงถึงระดับ 50% ทำให้ต่างปรับตัว ทั้งการลดต้นทุนและลดการทำงานล่วงเวลา หรือโอที โดยกลุ่มที่หนักสุด คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เอสเอ็มอีในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ยอดคำสั่งซื้อจากค่ายรถยนต์ลดลงมาก ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ถึงขนาดต้องปรับลดพนักงานชั่วคราว ขณะที่ นายอธิภูมิ กำธรวรรินทร์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีศิลป์เซรามิค จำกัด ผู้ผลิตเซรามิกจำหน่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาเซรามิกลำปางเจอกับภาวะปัจจัย ทั้งดี และไม่ดีเข้ามามาก โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซรามิกใน จ.ลำปาง ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตขยับขึ้นแบบก้างกระโดด ทั้งราคารก๊าซแอลพีจี ภาคอุตสาหกรรม นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้อุตสาหกรรมเซรามิก ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ต้องแบกรับภาระ และประคองให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปให้ได้ "ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเซรามิกลำปางเจอภาวะมรสุมหลายด้าน ทำให้ผู้ประกอบการ ตั้งหน้าตั้งตารอความช่วยเหลือของภาครัฐเพียงอย่างเดียว โดยที่ผู้ประกอบการหลายรายมักจะมองว่าลำปางเป็นเมืองเซรามิก ภาครัฐสมควรที่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือ แต่การช่วยเหลือของภาครัฐ ในระดับจังหวัดหลายโครงการก็เป็นประโยชน์บ้าง แต่อีกหลายโครงการก็ไม่ได้ประโยชน์มากนัก" นายอธิภูมิระบุ และว่า เมื่อเจอปัญหาระดับนโยบายของประเทศ ที่กระทบต่ออุตสาหกรรมเซรามิก ทำให้ภาครัฐระดับจังหวัดไม่สามารถที่จะช่วยเหลือได้เต็มที่ ทำให้ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเซรามิกลำปาง จึงต้องหันไปตั้งความหวัง เพื่อพึ่งรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย ซึ่งได้รับการช่วยบ้าง และไม่ได้บ้าง "สำหรับในรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ทางผู้ประกอบการเซรามิกใน จ.ลำปาง มองเห็นถึงการช่วยเหลืออีกครั้ง ที่ผ่านมาทางเซรามิกมองถึงการขอความช่วยเหลือกับรัฐบาลในเรื่องสินเชื่อหมุนเวียน การให้รัฐบาลส่งเสริมด้านการตลาดใหม่ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ ในลักษณะเหมือนกับสินค้าโอท็อป และการขอสนับสนุนด้านการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมเซรามิก เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต" นายอธิภูมิระบุ และว่า อยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเซรามิก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ ได้ช่วยสนับสนุน และส่งเสริม เพื่อให้อุตสาหกรรมเซรามิกมีความเติบโต เมื่อระบบอุตสาหกรรมเข้มแข็ง การจ้างงานในพื้นที่ก็จะเข้มแข็ง และอยู่ได้ในภาวะฟื้นตัวในภาคเศรษฐกิจในปัจจุบัน นางนุชรี แซ่เจ้า อายุ 36 ปี ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ จ.นครศรีธรรมราช ให้ความเห็นว่า การกู้เงินของผู้มีรายได้น้อยกับปานกลางค่อนข้างยาก เงื่อนไขจากสถาบันการเงินไม่ได้เปิดง่ายแบบที่เห็นๆ กันในภาพยนตร์ หรือตามสื่อโฆษณาต่างๆ เอาตั้งแต่เงินในบัญชีย้อนหลัง ทำบัญชีย้อนหลัง คนค้ำ คนกู้ร่วม จิปาถะ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ยากมากสำหรับพวกเรา "เมื่อก่อนเคยขอกู้ตามโครงการเหมือนกัน แต่ติดตรงไม่ได้ทำบัญชี ขายข้าวแกง อาหารตามสั่ง ถามว่าใครจะมาทำบัญชี แล้วใครจะวิ่งเอาเงินไปฝากเข้าฝากออก รายได้วันละ 3,000 บาท แต่รายจ่ายบางวันขาดทุน จะกู้เงินมาต่อทุน มาต่อเติม ฯลฯ เงื่อนไขจึงมากมาย หากเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ หนี้สินบานเบอะยังให้กู้ ความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินกับคนจนจึงยาก พูดก็พูดได้ เป็นเหมือนยาหอม" นางนุชรีระบุ และว่า หากรัฐบาลตั้งใจจริงก็ควรให้สถาบันการเงินเชื่อมั่นในตัวผู้ประกอบการรายย่อย อะไรก็ได้ปล่อยให้ผู้ประกอบการได้นำเงินมาหมุนเวียนสร้างรายได้ในระยะสั้นๆ แล้วหนี้เก่าไม่ต้องพูดถึง หากไม่เชื่อก็ให้คณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบ ให้เดินตามแผน ตามโครงการ ซึ่งก่อนกู้ให้ผู้ประกอบการวาดแผนโครงการของตัวเองว่าจะบริหารการเงินอย่างไร วันนี้ผู้ประกอบการรายย่อยที่จะสร้างให้เศรษฐกิจหมุนเวียนมีมากกว่าผู้ประกอบการขนาดใหญ่ อย่าไปหวังว่าคนรวยจะเอาเงินมาใช้ ขณะที่ นางอาทิตยา ศิริมัชชาดากุล เจ้าของร้านมัชชาดาไหมไทย หนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ใน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ให้ความเห็นว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่รัฐบาลออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะนี้ออกมา เพราะที่ผ่านมากลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขายผ้าไหมใน อ.ปักธงชัย เคยมีอยู่ทั้งหมดกว่า 100 ราย แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 50 รายเท่านั้น เนื่องจากที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ปิดกิจการไปเพราะประสบกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ไม่มีออเดอร์สั่งเข้ามา "แต่ละร้านต้องเก็บสินค้าไว้ในสต๊อกเป็นจำนวนมาก จึงไม่มีเงินมาหมุนเวียนค่าเช่าร้าน ค่าจ้างพนักงาน และค่าใช้จ่ายจิปาถะ ดังนั้น หากได้รัฐบาลเข้ามาช่วยเรื่องเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ หรือเงินช่วยเหลือเรื่องตลาดค้าขาย จะทำให้ร้านผ้าไหมเหล่านี้กลับมามีความคึกคักขึ้นได้อีกครั้ง" นางอาทิตยากล่าวทิ้งท้าย ความคึกคักจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไร ต้องติดตามผลกันต่อไป….

'แม่ศรีเรือน'ต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวไก่ ฉลองเปิดสาขาใหม่

'แม่ศรีเรือน'ต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวไก่ ฉลองเปิดสาขาใหม่ อัดโปรโมชั่นสุดพิเศษรับส่วนลด 10% นายชาณ เรืองรุ่ง รองประธานกรรมการบริหาร (ที่ 3 จากซ้าย) บริษัท ครัวแม่ศรีเรือน จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านแม่ศรีเรือน ต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวไก่ ฉลองเปิดสาขาที่ 26 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต จัดหนักมอบโปรโมชั่น 3 ต่อ ให้ลูกค้า ต่อที่หนึ่งเมื่อรับประทานอาหารที่ร้านรับส่วนลดค่าอาหารทันที 10% ต่อที่สอง สำหรับลูกค้าที่ถือบัตร The 1 Card รับส่วนลดสูงสุด 15% และต่อที่สาม รับคูปองส่วนลดเมนูเส้นมูลค่า 240 บาทเมื่อรับประทานอาหารที่ร้านครบ 500 บาท และพิเศษสุดเพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น INSTANT9 บนมือถือ พร้อมกับสั่งเมนู ก๋วยเตี๋ยวต้นตำรับ ขนาดปกติรับสิทธ์อัพไซส์เป็นขนาดพิเศษทันที เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2558 ที่ร้านแม่ศรีเรือน ต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวไก่ ชั้น 3 ณ สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกตดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/MaesriruenThaifoodFanpage

eFin School ชวนเรียนรู้เรื่องลงทุน

eFin School ชวนเรียนรู้เรื่องลงทุน อาจารย์จตุพล ชมภูนิช และ อาจารย์วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงษ์ ขอเชิญชวนมือใหม่ด้านการลงทุน เตรียมความพร้อมก่อนขึ้นสังเวียนลงทุนภายใต้โครงการ ติว(อินเวส)เตอร์ พบกับความรู้ วิธีการเล่นหุ้น รูปแบบใหม่ เข้าใจจง่าย ในรูปแบบทอล์คโชว์ สนใจลงทะเบียนฟรี (จำนวนจำกัด) ได้ทาง http://www.efinancethai.com/ ในวันเสาร์ที่ 5 ก.ย.58 เวลา 13.00 น. ณ ห้องวิวัฒนไชย อาคารไทยซัมมิท

ทางด่วนกรุงเทพ นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร

ทางด่วนกรุงเทพ นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมความก้าวหน้า โครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร โดย ณ เดือนกรกฎาคม 2558 มีความก้าวหน้ามากกว่าร้อยละ 70 คาดว่า จะเปิดให้บริการในเดือนกรกฎาคม 2559 ขณะนี้อยู่ระหว่างงานก่อสร้างสายทางหลัก งานอาคารด่าน งานโครงสร้าง ทางขึ้น-ลง และงานสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีการก่อสร้างชิ้นส่วนสะพานแบบคานยื่นสมดุล (Balanced Cantilever) มาใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสำหรับการสร้างสะพานที่มีช่วงถนนยาว อีกทั้งยังช่วยลดจำนวนเสาตอม่อกลางแม่น้ำ จึงไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมในระหว่างก่อสร้าง

สยามไฟเบอร์กลาส รับโล่เชิดชูเกียรติคุณ ผู้ดำเนินธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จด้านอนุรักษ์พลังงาน

สยามไฟเบอร์กลาส รับโล่เชิดชูเกียรติคุณ ผู้ดำเนินธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จด้านอนุรักษ์พลังงานจากโครงการ ร่วมกับ บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ "ESCO Project Award 2015" รางวัลสถานประกอบการที่ประสบผลสำเร็จจากโครงการอนุรักษ์พลังงาน ให้แก่ บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด ในกลุ่มธุรกิจ เอสซีจีซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง(SCG Cement-Building Materials) ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ ฉนวนกันความร้อนสเตย์คูล (STAY COOL) แผ่นโปร่งแสงตราช้าง และฉนวนกันเสียง/วัสดุอะคูสติกไซเลนซ์ (Cylence) ตราช้าง ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับ บริษัท โคเฟลี (ประเทศไทย) ที่เป็น บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) ของโครงการ เนื่องในงานสัมมนา "Thailand ESCO Fair 2015" จัดโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย โดยมี นายวรวิทย์ สุรีศรากร ผู้จัดการโรงงาน เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

'เบอร์เกอร์ คิง' ชวนลองเมนูสูตรเด็ด 'เดอะ รีเบล' และ 'ดิ เอาท์ลอว์'

'เบอร์เกอร์ คิง' ชวนอร่อยสะใจ...ไม่เหมือนใคร กับเมนูสูตรเด็ด 'เดอะ รีเบล' และ'ดิาท์ลอว์' 'เบอร์เกอร์ คิง' (Burger King) แบรนด์เบอร์เกอร์ระดับพรีเมี่ยม ชวนสัมผัสเมนูเด็ด 2 สูตร 2 สไตล์ที่แหกกฎความอร่อยแบบเดิมๆ กับเบอร์เกอร์คู่หู 2 สูตร 2 สไตล์ ได้แก่ “เดอะ รีเบล” (The Rebel) เบอร์เกอร์ไก่ และ “ดิ เอาท์ลอว์” (The Outlaw) เบอร์เกอร์เนื้อ/หมู ' เดอะ รีเบล' (The Rebel)เบอร์เกอร์ไก่ ที่มาพร้อมความพิเศษด้วยเนื้อไก่คุณภาพดี ชิ้นใหญ่เต็มคำ แล้วเพิ่มความกรอบอร่อยด้วยออเนียนริงที่กรุบกรอบ เติมความเข้มข้นด้วยซอส บาร์บีคิว ตามด้วยอเมริกันชีสเยิ้มๆโป๊ะหน้า และผักกาดแก้วสดกรอบวางบนแผ่นขนมปังที่โรยด้วยผงข้าวโพดทั้ง 2 แผ่น ให้รสชาติกลมกล่อมอร่อยลงตัวสุดๆ 'ดิ เอาท์ลอว์' (The Outlaw) เบอร์เกอร์เนื้อ/หมู ที่คัดเนื้อวัวคุณภาพดีสั่งตรงจากออสเตรเลีย นำมาย่างบนเปลวไฟ ทำให้เนื้อไม่แห้ง และนุ่มอร่อย พร้อมทั้งยังมีกลิ่นหอมของการย่างตามแบบฉบับเฉพาะของเบอร์เกอร์ คิง พร้อมส่วนผสมอย่างเบคอนรมควันกรอบที่ให้รสชาติที่ลงตัว และเติมความกรุบกรอบด้วยออเนียนริง เพิ่มความฟินไปกับอเมริกันชีสเยิ้มๆและผักกาดแก้วสดกรอบ ให้คุณได้ฟินครบทุกรสชาติตั้งแต่คำแรกที่กัดสัมผัสความอร่อยแบบสะใจกับส่วนผสมคุณภาพ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการเรียงชั้น เบอร์เกอร์ที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ทั้ง “เดอะ รีเบล” และ “ดิ เอาท์ลอว์” จาก “เบอร์เกอร์ คิง” ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคมศกนี้ ที่ร้านเบอร์เกอร์ คิง ทุกสาขา ยกเว้นสาขาสนามบิน พร้อมความสะดวกใหม่แบบ Drive Thru ที่เอสโซ่รังสิตขาออก, เอสโซ่วังน้อย และโครงการออโต้มอลล์-นวนคร...
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Content unpublished

   

   

SME

   

BAACx60

   

CPALLxx

   
002041711
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
6129
12409
66093
1902846
39909
302395
2041711

Your IP: 54.226.241.8
Thu, 03 Sep 2015 21:20:37 +0000
   
© ALLROUNDER
บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด
: 387/9 ลาดพร้าว 87 แยก 9 วังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ : 081-431-6381 แฟกซ์ : 02-530-4424 
Emai : icorehoon@yahoo.com ,ipipat.n@gmail.com