FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

PS17

พฤกษา เรียลเอสเตท เจ้าตลาดอสังหาฯ
เปิดวิลเลต ไลท์ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ1.98 ลบ. 
   

Intuch1

   

We have 420 guests and no members online

   

CPFxx

   

ALL-Hoon

   

test Slideshow CK  

   

GHBx60

   


ทิสโก้ แนะเพิ่มพอร์ตน้ำมันโลก คว้าจังหวะน้ำมันร่วง ส่ง ‘ออยล์ ทริกเกอร์ 7’ เป้าหมายเลิกโครงการที่ 8%

ทิสโก้ แนะเพิ่มพอร์ตน้ำมันโลก คว้าจังหวะน้ำมันร่วง ส่ง ‘ออยล์ ทริกเกอร์ 7’ เป้าหมายเลิกโครงการที่ 8% ทิสโก้ แนะเพิ่มพอร์ตน้ำมันโลก ส่ง งกองทุนเปิด ทิสโก้ ออยล์ ทริกเกอร์’ กอง 7 หลังน้ำมัน WTI ดิ่งลงแตะระดับ 48 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล แนะเป็นจังหวะทยอยสะสม เป้าหมายเลิกโครงการที่ 8% ใน 8 เดือน มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 5,000 บาท เสนอขาย 31 ก.ค. – 4 ส.ค. นี้ นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (Mr. Saharat Chudsuwan, Head of Marketing and Wealth Advisory, Mutual & Private Fund Business, TISCO Asset Management Co.,Ltd.) กล่าวว่า จากทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง และเพื่อเป็นการจับจังหวะการลงทุนในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง บลจ. ทิสโก้ จึงเปิดเสนอขาย'กองทุนเปิด ทิสโก้ ออยล์ ทริกเกอร์ 8% #7' ในระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 4 ส.ค. 58 นี้ "ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากเหตุความกังวลอุปทานน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากอิหร่านที่คาดว่าจะหันกลับมาส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นหลังบรรลุข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจากระดับ 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาสู่ระดับประมาณ 48 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน หรือปรับตัวลงมาร่วม 20% ในช่วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมา ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาสเหมาะในการทยอยสะสมเพิ่มพอร์ตน้ำมัน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีเมื่อราคาน้ำมันรีบาวน์ ทั้งนี้ เรายังคงประเมินราคาน้ำมันดิบในครึ่งปีหลังของปี 2015 ไว้ที่มากกว่า 60 ดอลล่าห์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และเปิดอัพไซด์อีกค่อนข้างมาก โดยคาดว่าภาวะอุปสงค์น้ำมันดิบโลกในช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้นตามภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ด้านอุปทานจะปรับตัวลดลงเนื่องจากผลของการลดกำลังผลิตของผู้ประกอบการในสหรัฐฯ" นายสาห์รัช กล่าว ทั้งนี้'กองทุนเปิด ทิสโก้ ออยล์ ทริกเกอร์ 8% #7' จะเน้นลงทุนในกองทุนน้ำมัน United States Oil Fund ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสอดคล้องกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาสัญญาฟิวเจอร์ที่อ้างอิงกับน้ำมันดิบคุณภาพดี (WTI Light Sweet Crude Oil) ในตลาดไนเม็กซ์ (NYMEX) ในสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเลิกโครงการที่ 8% ภายในระยะเวลา 8 เดือน หรือ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งหลังจากเปิดให้ผู้ถือหน่วยลงทุนซื้อขายสับเปลี่ยนได้ทุกวันทำการ ซึ่งการกำหนดเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่ประมาณการหรือการรับประกันผลตอบแทนว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามเป้าหมายเมื่อเลิกกองทุน และมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ประมาณ 90% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในต่างประเทศ "ที่ผ่านมาเราแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในน้ำมันในจังหวะที่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง และกองทริกเกอร์ฟันด์ในซีรีย์น้ำมันของเราก็สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการจับจังหวะการลงทุนอย่างแม่นยำของเราได้เป็นอย่างดี" กองทุนเปิด ทิสโก้ ออยล์ ทริกเกอร์ 8% #7 มีมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 5,000 บาท ผู้สนใจสามารถติดต่อ บลจ. ทิสโก้ หรือ ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือสอบถามรายละเอียดหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000กด 4 คำเตือน ? ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ? เนื่องจากกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ? การกำหนดเป้าหมาย 8% เป็นเพียงการกำหนดเป้าหมายที่เป็นเหตุให้มีการเลิกกองทุนหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเท่านั้น ไม่ใช่ประมาณการหรือการรับประกันว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามมูลค่าที่กำหนดเมื่อเลิกกองทุนหรือเมื่อมีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ทั้งนี้ หากภาวะตลาดหรือภาวการณ์ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากการคาดการณ์ กองทุนรวมอาจไม่ดำเนินการเลิกกองทุนหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติก็ได้ หรือหากหน่วยลงทุนมีมูลค่าไม่เป็นไปตามเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ลงทุนสามารถ ซื้อ/ขาย/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ โดยที่เป้าหมายที่เป็นเหตุให้เลิกโครงการยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ซึ่งเป้าหมายเลิกโครงการเป็นเป้าหมายก่อนหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง (ถ้ามี) ? ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บลจ.ธนชาต โชว์ผลงาน จ่ายคืนกอง T-AllStar1 5%

บลจ.ธนชาต โชว์ผลงาน จ่ายคืนกอง T-AllStar1 5% บลจ.ธนชาตโชว์ผลงานนำกองคัดหุ้นเด่นระดับโลก T-AllStar1 เข้าเป้า จ่ายคืน 5% อีกรอบ ตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด เผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายปีนี้จากเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานของสหรัฐฯ ยังต่ำกว่าคาดและต่ำสุดในรอบหลายปี ส่วนทางด้านยุโรป พบว่าปัญหาหนี้สินกรีซคลี่คลายลงไปมาก หลังรัฐสภากรีซผ่านกฎหมายปฏิรูปเศรษฐกิจตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้ส่งผลให้กรีซสามารถเจรจาเรื่องเงินช่วยเหลือก้อนใหม่ได้ นอกจากนั้นการที่ค่าเงินยูโรอ่อนลงจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยืนยันจะทำ QE ไปจนถึง ก.ย. ปีหน้าเป็นอย่างน้อย ก็เป็นตัวกระตุ้นการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศในสหภาพยุโรปอีกทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยบวกให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปได้ในระยะถัดไป เรายังมีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะญี่ปุ่นและยุโรป ดังนั้นหลังจากกองทุนนี้ครบอายุ 1 ปี เราก็ยังแนะนำให้ผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงและลงทุนในต่างประเทศได้ กระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคเหล่านี้ต่อไป เนื่องจากว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงซบเซาต่อไปอีกสักระยะ" นายบุญชัยกล่าว สำหรับ กองทุนเปิดธนชาต All Star Global 1 (T-AllStar1) เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำระดับโลก มีศักยภาพในการเติบโตสูงและมีผลการดำเนินงานที่ดี โดยกองทุนสามารถทำผลงานได้ตามเป้าพร้อมจ่ายคืนให้นักลงทุนอีก 5% ในเดือนนี้ หลังจากจ่ายคืนครั้งก่อนเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ในพอร์ตของกองทุนนี้จะมีการกระจายการลงทุนในหุ้นอยู่ประมาณ 20 ตัว และก็สามารถสร้างผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ อย่างหุ้น Google บริษัท search engine สัญชาติอเมริกันชื่อดังที่ทุกคนรู้จักกันดี ตั้งแต่ต้นปีก็ทำผลตอบแทนได้มากกว่า 23% (Morningstar ,24 ก.ค. 58) กองทุนเปิด T-AllStar1 เป็นกองทุนอายุประมาณ 1 ปี โดยระหว่างอายุกองทุนจะรับซื้อคืนอัตโนมัติไม่เกิน 4 ครั้ง ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารธนชาตในวันที่ 31 กรกฏาคม 2558 ทั้งนี้หากผู้ลงทุนไม่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารธนชาต บลจ.ธนชาต จะนำเงินไปลงทุนยังกองทุนเปิดธนชาตตลาดเงิน (T-MONEY) ซึ่งผู้ลงทุนสามารถสั่งขายคืนหน่วยลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฏาคม 2558 เป็นต้นไปเช่นกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมพร้อมขอรับหนังสือชี้ชวนได้ในวันและเวลาทำการเสนอขายที่ บลจ. ธนชาต โทรศัพท์ 0-2126-8399 กด 0 หรือธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โทร. 1770 หรือผู้สนับสนุนการขาย หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ บลจ.ธนชาต แต่งตั้ง www.thanachartfund.com

DA+PP แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยสุดฮิต ปักหมุดเป็นผู้นำตลาดแฟชั่นสยายปีกต่างประเทศขอโต 20%

DA+PP แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยสุดฮิต ปักหมุดเป็นผู้นำตลาดแฟชั่นสยายปีกต่างประเทศขอโต 20% บ้านเมือง : ดีเอพีพี แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยสไตล์โมเดิร์นวินเทจสตรีทที่กำลังมาแรง นำเสนอเสื้อผ้าเอาใจวัยรุ่นด้วยดีเทล ลูกเล่นที่แตกต่างไม่เหมือนใคร เปิดเกมรุกตลาดแฟชั่น เดินหน้าเร่งสยายปีกสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งในเอเชียและอเมริกา เล็งเปิดอีก 7 สาขาในประเทศ และเปิดช่องทาง ซื้อ-ขายออนไลน์หลังจากได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า จัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่นด้วยคอนเซ็ปต์ไม่เหมือนใคร เนรมิตลานสเกตน้ำแข็งเป็นรันเวย์จากแรงบันดาลใจของคอลเลคชั่นที่มาจากขั้วโลก น.ส.ศิริทิพย์ ศรีไพศาล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์แบรนด์ DA+PP (ดีเอพีพี) กล่าวว่า ดีเอพีพีเป็นแบรนด์แฟชั่นไทยในเครือแบรนด์ DAPPER (แดปเปอร์) ที่นำเสนอความแตกต่างให้กับวงการแฟชั่นตอบสนองวัยรุ่นยุคใหม่ด้วยสไตล์ที่แตกต่าง แสดงถึงความเป็นตัวของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องตามกระแสหรือตามใคร ตามสโลแกนของแบรนด์คือ "Be You by DA+PP" โดยกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นที่มีอายุ 18-35 ปี ที่มีความคิดต่าง มีมุมมองของตนเอง ในขณะที่แดปเปอร์กลุ่มลูกค้าจะเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ และด้วยตลาดแฟชั่นในเมืองไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกปีหลังจากการเข้ามาของแบรนด์จากต่างประเทศทำให้ตลาดแฟชั่นประเทศไทยปรับตัวไปสู่ฟาสต์แฟชั่น ที่การหมุนเวียนของสินค้าเร็วขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่ต้องการเติมเต็มช่องว่างของแบรนด์แดปเปอร์ แต่ยังคงมาตรฐานการผลิตจากแบรนด์แม่อย่างแดปเปอร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในเดือนธันวาคม 2011 เราได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยในปี 2012-2014 เติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 53% และ 28% ตามลำดับ สำหรับ ในปีนี้กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในการแข่งขันกับตลาดแฟชั่นคือการสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนของแบรนด์คาแร็กเตอร์ตั้งแต่ตัวสินค้า พนักงาน การตกแต่งร้าน ป้ายโฆษณาหรือแม้กระทั่งกลิ่นของร้าน การสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ผ่านช่องทางต่างๆ รวมไปถึงการออกแบบสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย มีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่น และจะเพิ่มช่องทางการขายออนไลน์และ Pop up store ทำให้เราเข้าถึงทั้งกลุ่มลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันได้ทันท่วงทีและตลอดเวลา นอกจากนั้น มีการวางแผนที่จะขยายอีก 7 สาขาภายในปี 2020 ด้วยงบประมาณ 21 ล้านบาท โดยพิจารณาจากทำเลที่ตั้ง ศูนย์การค้า พฤติกรรมผู้บริโภค และปรับปรุงจุดขายเดิมที่เปิดมานานกว่า 3 ปี ด้วยงบประมาณ 12 ล้านบาท ซึ่งการตกแต่ง ภายในร้านเน้นการใช้วัสดุและสีที่มีความขัดแย้งกันแต่เข้ากันได้อย่างลงตัว รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ในร้านและวิธีการจัดวางสินค้าล้วนแต่ถูกสร้างสรรค์ให้ใช้งานได้จริง อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินในการเลือกช็อปปิ้งได้อย่างมีอรรถรสมากที่สุด ปัจจุบันดีเอพีพีมีทั้งหมด 13 สาขา เป็นสแตนด์อะโลน 11 สาขา และในดีพาร์ตเมนต์สโตร์ 2 สาขาทั่วประเทศ นอกจากนั้นเรายังมีแผนที่จะขยายไปยังตลาดต่างประเทศทั้งอเมริกา เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน จีน มาเลเซีย และในปีหน้าจะเพิ่มจุดขายอีก 3 สาขา ได้แก่ อินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม ซึ่งที่ผ่านมาเราได้สำรวจลูกค้าต่างชาติ สินค้าของเราได้รับความสนใจสูงมากทั้งเรื่องของการตกแต่งร้านและสินค้าที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สวมใส่ง่ายในราคาที่เหมาะสม อีกทั้ง แบรนด์ได้เตรียมการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีพนักงานที่พูดได้อย่างน้อย 2 ภาษาในจุดขายที่มีกำลังซื้อจากต่างชาติ ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เทอร์มินอล 21 เพื่อที่จะแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ตั้งเป้าการเติบโตของแบรนด์ 20% "ขณะเดียวกัน ยังมีการนำกลยุทธ์การร่วมกันออกแบบ (collaboration) สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์โปรดักท์ร่วมกับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากญี่ปุ่นและแว่นตาจากอิตาลี มาร่วมสร้างสรรค์ไอเดียแปลกใหม่เป็นคอลเลคชั่นพิเศษและมีโครงการ CSR ที่เราทำร่วมกับ Polar Bears International ซึ่งที่มาของโครงการเกี่ยวข้องกับคอลเลคชั่น Autumn/Winter 2015 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางไปในขั้วโลก โดยเราจะนำรายได้ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้กับ Polar Bears International มูลนิธิอนุรักษ์หมีขั้วโลกด้วย"น.ส.ศิริทิพย์ กล่าว

'เซเว่น อีเลฟเว่น'เปิดตัวสุดยอดแคมเปญแห่งปี'ริลัคคุมะ แสตมป์จัดหนัก'เอาใจสาวกคนรักหมี

'เซเว่น อีเลฟเว่น'เปิดตัวสุดยอดแคมเปญแห่งปี'ริลัคคุมะ แสตมป์จัดหนัก'เอาใจสาวกคนรักหมี บ้านเมือง : เซเว่น อีเลฟเว่น ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ ของเจ้าแห่งแสตมป์ตัวจริง เปิดตัวแคมเปญแห่งปี ‘ริลัคคุมะ แสตมป์จัดหนัก’ โดยมี ริลัคคุมะ คาแร็กเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักจากญี่ปุ่น พร้อมพรีเมียมลิขสิทธิ์แท้ มีให้เลือกสะสมหลายรูปแบบเอาใจแฟนพันธุ์แท้และลูกค้าเซเว่นฯ พร้อมโปรโมชั่น แจกหนัก แลกหนัก ลุ้นหนัก นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย กล่าวว่า จากความนิยมของลูกค้าที่ชื่นชอบคาแร็กเตอร์ลิขสิทธิ์การ์ตูนแท้ลายหมี 'ริลัคคุมะ' (RILAKKUMA) ด้วยสีสันที่สดใสบวกกับความน่ารักของหมี ในบุคลิกสบายๆ ทำให้ 'ริลัคคุมะ'กลายเป็นการ์ตูนขวัญใจของลูกค้าจำนวนมาก เพื่อตอบสนองความนิยมดังกล่าว เซเว่นฯ จึงได้จัดงานเปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่แห่งปี 'ริลัค คุมะ แสตมป์จัดหนัก'เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม-25 พฤศจิกายนนี้ รวมระยะเวลากว่า 4 เดือน สำหรับ ในปีนี้เซเว่น อีเลฟเว่น จัดเต็มแสตมป์พร้อมของพรีเมียมน่าสะสมลาย'ริลัคคุมะ'กับคอนเซ็บต์'Lemon Fresh Theme" สื่อถึงความสดใสและสนุกสนาน โดยมีวิธีการคือ เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบทุกๆ 50 บาท (ยกเว้นสินค้าที่ไม่ร่วมรายการ) รับแสตมป์ 1 ดวง (มูลค่า 1 บาท) หรือซื้อสินค้าที่ร่วมรายการแจกแสตมป์แบบแจกหนักรับแสตมป์ตามที่กำหนด (มูลค่าดวงละ 3 บาท) หรือชำระบิลผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสจะได้รับแสตมป์ตามจำนวนที่ระบุในใบเสร็จ ซึ่งแสตมป์เซเว่นฯ สามารถใช้แทนเงินสดซื้อสินค้าในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น, ชำระค่าธรรมเนียมเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือสะสมเพื่อแลกซื้อของพรีเมียมในเวลาที่กำหนด ซึ่งได้จัดเตรียมพรีเมียมลิขสิทธิ์แท้ลายน่ารัก Rilakkuma Limited Edition ตลอดจนสามารถนำแสตมป์เซเว่นฯ มาร่วมบริจาค "กองทุนพัฒนาแพทย์ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล" เพื่อร่วมส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาการศึกษาแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาลและบริจาคให้กับวัดนานาชาติ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อการกุศลในกองทุนเพื่อเป็นที่ศึกษาและจำพรรษาของพระนิสิตนานาชาติ โดยในปีที่ผ่านมาลูกค้าที่ได้ร่วมบริจาคติดดวงแสตมป์ที่โปสเตอร์ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เพื่อสมทบทุนโครงการ "ปลูกรากแก้วแผ่นดิน" วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก รวมเป็นเงินจำนวน 5,887,925 บาท เซเว่น อีเลฟเว่นยังตอบสนองความต้องการของลูกค้าและแฟนพันธุ์แท้แสตมป์เซเว่นฯ ตลอดจนผู้สนใจสะสมของพรีเมียมจาก เซเว่น อีเลฟเว่น มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีการจัดโปรโมชั่นพิเศษกับ'แสตมป์แจกหนัก'เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการจะได้รับแสตมป์แบบแจกหนักกว่าเดิม แสตมป์แจกหนัก 7 วัน แถมด้วยโปรโมชั่นพิเศษ 7 fun day เพื่อให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกมากขึ้นเช่นในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เมื่อซื้อครบ 50 บาท รับแสตมป์ 1 บาท 2 เท่า ตั้งแต่เวลา 07.00-11.00 น. นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้บัตรเซเว่นการ์ดเป็นลวดลายริลัค คุมะ เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสะสมเดือนละ 2 ลาย รวม 8 ลาย และสำหรับผู้ออกบัตรใหม่สามารถเลือกรับชุดแสตมป์ริลัคคุมะ 50 ดวง พร้อมกรอบตั้งโชว์สวยงาม และเมื่อซื้อสินค้าครบ 50 บาท สามารถเลือกรับแสตมป์แบบดวงแสตมป์หรือแบบ อี-แสตมป์ (e-Stamp) ที่จะถูกจัดเก็บในบัตรเซเว่นการ์ดทันที สำหรับ ของพรีเมียมในปีนี้มีให้แลกหนักหลากหลายรายการ อาทิ หมอนผ้าห่มหมีฝันดี, ชุดถนอมอาหารจุใจ, ชุดชั้นวางของ, เก้าอี้ริลัคคุมะ เป็นต้น นอกจากสินค้าพรีเมียมลิขสิทธ์แท้ลายริลัคคุมะแล้ว เซเว่นอีเลฟเว่นร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าเจ้าของสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน แบรนด์ดัง คุณภาพดี อย่างเครื่องครัวสเตนเลสซีกัล และผลิตภัณฑ์เมลามีนซูเปอร์แวร์ นำสินค้ามาสร้างสีสันให้กับลูกค้าที่รักการทำอาหาร อาทิ ชุดวาไรตี้ 6 ชิ้นฟลาวเวอร์, หม้อด้ามญี่ปุ่น พร้อมทัพพี และหม้อต้มพร้อม ชั้นนึ่ง อีกทั้ง เซเว่น อีเลฟเว่นยังให้สะสมแสตมป์แลกคูปองส่วนลดและบัตรสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อกิจกรรมแห่งความสุขได้อีก อาทิ บัตรดรีมเวิลด์ สวนสยาม ตั๋วหนัง SF ตั๋วเครื่องบิน ที่พักโรงแรมในราคาพิเศษ และอื่นๆ อีกมากมาย ให้ลูกค้าสะสมแสตมป์แลกได้ถึง 15 ธันวาคมนี้ และเพิ่มความสนุกสนานให้กับลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้สมาร์ทโฟน เพียงโหลดแอพพลิเคชั่น 7-Eleven TH Application แล้ว 'ลุ้นหนัก กับ 7-App'เพียงซื้อสินค้าครบ 50 บาทหรือชำระเคาน์เตอร์เซอร์วิส สแกนบาร์โค้ดบนใบเสร็จ ลุ้นรับของรางวัลมากมาย อาทิ ลุ้นรถ MG3 ริลัคคุมะ 4 รางวัล และลุ้นเที่ยวญี่ปุ่น เยี่ยมบ้านริลัคคุมะ 80 ที่นั่ง

แบรนด์ซีพี เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณารับวันแม่ สร้างกระแสไวรัลด้วยยอดผู้ชมกว่า 3 ล้านวิว พร้อมชวนคนไทยบอกรักแม่ ผ่านแคมเปญ'ทุกคำมีความหมาย'

แบรนด์ซีพี เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณารับวันแม่ สร้างกระแสไวรัลด้วยยอดผู้ชมกว่า 3 ล้านวิว พร้อมชวนคนไทยบอกรักแม่ ผ่านแคมเปญ 'ทุกคำมีความหมาย' บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผู้ผลิตอาหารคุณภาพ 'แบรนด์ ซีพี'เชิญชวนคนไทยรำลึกคำสอนของแม่ผ่านแคมเปญ 'ทุกคำมีความหมาย’พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาล่าสุดต้อนรับเทศกาลวันแม่ที่กำลังมาถึง ชูแนวคิด 'ความสำคัญของอาหารไม่เพียงแต่ทำให้เราอิ่มท้อง แต่ในทุกมื้อ...ทุกคำ ล้วนแฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง'ได้กระแสตอบรับทางเว็บไซต์ยูทูบเกินคาดด้วยยอดผู้ชมกว่า 3 ล้านวิวแล้ว ภาพยนตร์โฆษณาชุด'ทุกคำมีความหมาย' ความยาว 180 วินาที ออกอากาศทางเว็บไซต์ยูทูบครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกิดจากแรงบันดาลใจของ'แบรนด์ ซีพี'ที่เชื่อว่าการคัดสรรอาหารที่มีคุณภาพเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความใส่ใจ และความรู้สึกดีๆ ที่ไม่ต้องใช้คำอธิบายใดๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกมื้อ...ทุกคำ มีความหมายมากกว่าที่เคย เรื่องราวบอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวที่มีความคิดและมุมมองที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ฝังใจที่ทำให้ทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน นำมาสู่การทะเลาะกันจนลูกสาวหนีออกจากบ้าน ด้วยความหิวลูกสาวเดินมาหยุดที่ร้านอาหารตามสั่ง แล้วเธอต้องประหลาดใจเมื่อคนขายทำเมนูจานโปรดที่แม่ทำให้เธอทานเป็นประจำ ทำไมคนขายถึงรู้ว่าเธอชอบกินข้าวผัด? เรื่องราวเฉลยว่า แม่ของเธอออกตามหาลูกสาวทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งผ่านมาเจอคนขายอาหารร้านนี้และได้บอกว่า ถ้าเจอลูกสาว ถ้าเธอหิว ช่วยทำอาหารจานนี้ให้เธอทานด้วย เพราะ 'อาหารจานโปรด' คือตัวเชื่อมความสัมพันธ์ที่ทำให้ลูกได้สำนึกและรู้ซึ้งถึงความรักของแม่ที่ทำทุกอย่างให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอมา ผลงานโฆษณาชุดนี้ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของหลายๆคนที่เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน นำเอา 'อาหาร' เป็นศูนย์กลางความรู้สึก สื่อสารความตั้งใจของแม่ที่มุ่งคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก เช่นเดียวกับ แบรนด์ซีพี ที่ใส่ใจมุ่งมั่นในการผลิตอาหารคุณภาพที่ดีที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของไทยเช่นกัน ต้อนรับเทศกาลวันแม่ที่จะมาถึงนี้แคมเปญ'ทุกคำมีความหมาย' ยังได้วางแผนในช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสบอกเล่าคำสอนของแม่และสื่อสารถึงแม่ผ่านข้อความ ‘แม่เคยบอกว่า……… #ทุกคำมีความหมาย’ นอกจากนี้ยังได้ชักชวนพระเอกนางเอกชั้นนำของเมืองไทย อย่าง บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์, หมาก ปริญ สุภารัตน์, พอร์ช ศรัณย์ ศิริลักษณ์, ศรีริต้า เจนเซ่น และ ซานิ AF6 มาร่วมแสดงความรักและบอกเล่าคำสอนของแม่ พร้อมชักชวนคุณลูกๆร่วมแสดงความรักต่อแม่ด้วยการส่งข้อความ#ทุกคำมีความหมายบน https://www.facebook.com/brandcpโดย ซีพีจะนำข้อความที่โดนใจมาบอกเล่าผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และ สื่อออนไลน์ เพื่อบอกรักแม่ให้คนไทยได้รู้ ซีพี เชื่อมั่นว่า แคมเปญชุดนี้จะทำให้ลูกทุกคนตระหนักถึงความรักของแม่ ผ่านทุกการกระทำ ทุกคำพูด และอาหารทุกคำที่แม่ทำให้ เพราะ 'ทุกคำมีความหมาย'

'เทสโก้ โลตัส'ทยอยปิดร้าน'365' จี้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

'เทสโก้ โลตัส'ทยอยปิดร้าน'365' จี้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แนวหน้า : ความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาดค้าปลีก'เทสโก้ โลตัส' ทยอยปิด ร้านคอนวีเนียนสโตร์ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้แบรนด์ '365' ที่ชูจุดขายการเป็นร้านสะดวกซื้อที่ทันสมัย รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยสโลแกน 'อิ่มสะดวกทางเลือกใหม่ อิ่มทุกวัน สะดวกทุกวัน' โดยหลังจากที่ได้เปิดนำร่องทดลองทำตลาด 6 สาขา ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะนี้ ได้ทยอยปิดให้บริการแล้ว 2 สาขา คือ ประตูน้ำ ซึ่งเป็นสาขานำร่องสาขาแรก และสาขาทองหล่อ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตน์พันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคระดับล่าง ดังนั้น การจัดโปรโมชั่นราคา เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของคนกลุ่มนี้จึงไม่ค่อยเป็นผล ขณะที่ผู้บริโภคระดับกลางถึงบน รวมถึงนักท่องเที่ยว ถือเป็นกลุ่มความหวังของธุรกิจค้าปลีกช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยต้องกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้เกิดการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะการใช้เงินในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินมากขึ้น ด้านนางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจค้าปลีกครึ่งปีหลังยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว เนื่องจากมีปัจจัยลบทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น กำลังซื้อของผู้บริโภคระดับล่างลดลง รวมถึงปัญหาภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจค้าปลีกยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนการขยายสาขาที่วางไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตและสินค้ากลุ่มอาหารที่ยังคงขยายตัวได้ดีจากกำลังซื้อของตลาดกลางและบน ที่ยังขับเคลื่อนต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการบริหารสมาคมค้าปลีกไทย อธิบายเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนจีดีพีของไทย มาจาก 4 ปัจจัย คือ ส่งออก นำเข้า การลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้น หากมีการชะลอตัวลง หรือกำลังซื้อหดตัวลง ภาครัฐ จะเป็นเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ รัฐบาลจึงต้องเร่งบริหารจัดการให้เกิดการจ้างงานเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจของประเทศ

สคบ.-ยูนิลีเวอร์เข้มบรรจุภัณฑ์คุ้มครองบริโภค

สคบ.-ยูนิลีเวอร์เข้มบรรจุภัณฑ์คุ้มครองบริโภค ไทยโพสต์ : เพลินจิต * เมื่อวันที่ 29 ก.ค. กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ประเทศ ไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมจัดเสวนา 'ลดพื้นที่ว่างบรรจุภัณฑ์ : มิติใหม่การคุ้มครองผู้บริโภค และทางออกการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน' โดยนายอำพล วงค์ศิริ เลขาธิการ สคบ. เปิดเผยว่า บรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดไม่เหมาะสม ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ได้รับการร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง และจากการศึกษาพบว่ามีมากในกลุ่มสินค้าอาหาร เช่น ขนมขบเคี้ยว รวมไปถึงสินค้าอุปโภค เช่น ยาสระผม น้ำยาล้างจาน เป็นต้น โดยบรรจุภัณฑ์มีพื้นที่ว่างเฉลี่ย 15-35% แม้ว่าผู้ผลิตจะระบุน้ำหนักหรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่ข้างบรรจุภัณฑ์ก็ตาม ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ.เตรียมออกมาตรการควบคุมพื้น ที่ว่างบรรจุภัณฑ์ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันต่อไป ซึ่งหากทำได้ถือเป็นเรื่องดีกับทุกฝ่าย ทั้งผู้บริโภคไม่เกิดความสับสนในเรื่องขนาดกับปริมาณ อีกทั้งเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ช่วยลดปริมาณขยะ ทางออกของการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ประเทศ ไทย กล่าวว่า ยูนิลีเวอร์พร้อมสนับสนุน สคบ. ในการออกมาตร การควบคุมพื้นที่ว่างบรรจุภัณฑ์ เพราะบริษัทได้ให้ความสำคัญเรื่องขยะบรรจุภัณฑ์อย่างมาก เนื่องจากมีมากถึง 50% ของขยะที่มี และเชื่อว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนและเป็นระบบได้. ยูนิลีเวอร์หนุนลดพื้นที่ว่างบรรจุภัณฑ์ แนวหน้า : นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ประเทศไทย เปิดเผยในงานเสวนา “ลดพื้นที่ว่างบรรจุภัณฑ์ : มิติใหม่การคุ้มครองผู้บริโภค และทางออกการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ว่า ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก จึงตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนที่บริษัทเป็นสมาชิก โดยบริษัทได้ประกาศ “แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2553 และนำมาเป็นรูปแบบใหม่ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ของบริษัทที่จะเติบโตเป็น 2 เท่า ในขณะที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ทั้งนี้ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนและผลการดำเนินการก็เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ก็รู้ดีว่าการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้น ต้องมองไกลไปกว่าความสำเร็จภายในระดับปฏิบัติการในองค์กร และต้องร่วมมือกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และบริษัทอื่นๆ เพื่อสร้างพันธมิตรที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ และบางปัญหานั้นทำคนเดียวไม่ได้ ดังนั้นบริษัทจึงสนับสนุนแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ในการผลักดันการลดพื้นที่บรรจุภัณฑ์ เพราะนอกจากจะเกิดประโยชน์กับผู้บริโภค และลดขยะบรรจุภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิผลแล้ว เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทอีกด้วย “บริษัทให้ความสำคัญเรื่องขยะบรรจุภัณฑ์อย่างมาก โดยที่ผ่านมาได้คิดค้นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์หลายอย่างที่ลดการใช้ทรัพยากร แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งาน เช่น นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ลดความหนาของกระดาษ นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ลดการใช้พลาสติก เป็นต้น”นางสุพัตรา กล่าว

เปปเปอร์ ลันซ์ รุกขยายสาขา ตั้งเป้ารายได้โต 20%

เปปเปอร์ ลันซ์ รุกขยายสาขาตั้งเป้ารายได้โต 20% แนวหน้า : นางอรวรรณ โกมลพันธ์พร ผู้จัดการทั่วไป แบรนด์เปปเปอร์ ลันซ์ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าของเปปเปอร์ ลันซ์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มดังกล่าวมีการจับจ่ายต่อใบเสร็จ (บิล) มากกว่ากลุ่มคนไทยประมาณ 20-30% หรือประมาณ700 บาทต่อบิล โดยในปี 2558 นี้บริษัทจึงมีนโยบายที่มุ่งเน้นการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์เปปเปอร์ ลันซ์ ให้มากขึ้น พร้อมขยายสาขา ผ่านการใช้งบลงทุนรวม 50 ร้านบาท ซึ่งบริษัทมีแผนการขยายสาขาใหม่ในปี 2558 จำนวน 3 สาขา ประกอบด้วย สาขาเซ็นทรัล เวสเกทต์, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และสยามสแควร์ นอกจากนี้ ยังมีแผนการขยายสาขาในหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ในปี 2559 อีกจำนวน 3-5 สาขา เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ รวมถึงการปรับปรุงสาขาเดิมที่มีจำนวน 14 สาขา ในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าสิ้นปี 2558 นี้ ผลประกอบการของบริษัทจะเติบโตกว่า 15-20% จากปี 2557 “ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในปี 2557 มีมูลค่าตลาดประมาณ 19,000 ล้านบาท สำหรับอาหารญี่ปุ่นประเภทข้าวและสเต๊กญี่ปุ่น มีสัดส่วนประมาณ 6-8%ของมูลค่าตลาดรวมอาหารญี่ปุ่น หรือประมาณ 1,200-1,500 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของแบรนด์เปปเปอร์ ลันช์ มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 16% หรือประมาณ 200-250 ล้านบาท” นางอรวรรณ กล่าว 'เปปเปอร์ ลันช์'ตั้งเป้ารายได้โต 20% บ้านเมือง : นางอรวรรณ โกมลพันธ์พร ผู้จัดการทั่วไป ร้านอาหารแบรนด์ 'เปปเปอร์ ลันช์' ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยภาพรวมธุรกิจ ร้านอาหารญี่ปุ่น ว่า ในปี 2557 มีมูลค่าตลาดประมาณ 19,000 ล้านบาท สำหรับอาหารญี่ปุ่นประเภทข้าวและสเต็กญี่ปุ่น มีสัดส่วนราว 6%-8% ของมูลค่ารวมตลาดอาหารญี่ปุ่น สำหรับในส่วนของแบรนด์ เปปเปอร์ ลันช์ มีสัดส่วนยอดขายอยู่ประมาณ 16% หรือราว 200-250 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2558 เชื่อว่า ในครึ่งปีหลัง เปปเปอร์ ลันช์ มีแนวโน้มที่ดี คาดว่าจะเติบโตอีก 15-20% จากปี 2557 เนื่องจากเรามีสาขาเพิ่ม และปรับภาพลักษณ์ใหม่ Re-Branding แบบ 360 องศา ทั้งรูปแบบร้านให้ดูทันสมัย เพิ่มความหลากหลายของเมนูใน Grand Menu 2015 มีการคัดสรรวัตถุดิบพิเศษ เนื้อวัวนำเข้าจาก U.S. คุณภาพเยี่ยม มาเป็นวัตถุดิบหลักของ Signature menu หลายๆ เมนู และเรายังตอบโจทย์ด้วยราคาที่คุ้มค่า จึงทำให้เรา ได้กลุ่มลูกค้าวัยทีน และวัยทำงานตอนต้นที่มี กำลังซื้อสูง และเป็นกลุ่มที่ชอบรับประทานอาหาร คุณภาพ นอกจากนี้ 'เปปเปอร์ ลันช์' ได้ปรับความหลากหลายของเมนู โดยมีราคาเฉลี่ยต่อจานราว 100-230 บาท ถือว่าเป็นเมนูอาหารจานร้อนสไตล์ญี่ปุ่นที่คุ้มค่า และเป็นอีกทางเลือกให้ลูกค้าได้ลิ้มรสเนื้อชั้นดี U.S. Beef (U.S. Corn-fed Beef) นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา "เราตั้งเป้าว่า การรีแบรนดิ้ง ปรับรูปโฉมร้าน และปรับ Grand Menu ด้วยราคาที่เหมาะสมครั้งนี้ จะทำให้เปปเปอร์ ลันช์ สามารถขยาย ฐานลูกค้าได้มากขึ้น" 'เปปเปอร์ ลันช์'ตั้งงบลงทุนในปี 2558 มากกว่า 50 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น งบการขยายสาขา-การปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ และงบการตลาด สัดส่วนเป็น 45 : 55 โดยในปัจจุบันเปปเปอร์ ลันช์ มีสาขาทั้งหมด 14 สาขา และได้ตั้งเป้าการขยายสาขาเพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, สยามสแควร์ และภายในสิ้นปี 2558 แบรนด์ Pepper Lunch จะมีสาขาในประเทศไทย 17 สาขา นอกจากนี้ยังมีแผนการขยายสาขาในหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ในปี 2559 อีกจำนวน 3-5 สาขา อาทิ ขอนแก่น เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ "เราจะให้ความสำคัญเรื่องทำเลที่ตั้งของร้าน หากทำเลร้านไม่ดีเราจะทำการรีโลเกชั่น ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ขนาดพื้นที่ร้านเปปเปอร์ ลันช์ ที่เหมาะสมจะใช้พื้นที่ประมาณ 100-120 ตร.ม. โดยใช้เงินลงทุนต่อสาขาราว 6.5-7 ล้านบาท" โดยกลุ่มลูกค้าของ'เปปเปอร์ ลันช์'กลุ่มหลัก ได้แก่ วัยทีน-วัยทำงานตอนต้น อายุ 15-25 ปี และกลุ่มรอง ได้แก่ กลุ่มครอบครัว โดยมีพฤติกรรมการซื้อราว 250-400 บาท/บิล โดยเฉลี่ยมีการซื้อซ้ำ 2-3 ครั้ง/เดือน สำหรับ การตั้งรับสู่ตลาด AEC ในปลายปี 2015 นี้ เปปเปอร์ ลันช์ มีลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ด้วยพื้นที่ในบางสาขาของเราอยู่ในโซนที่เป็นแหล่งช็อปปิ้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น เซ็นทรัลเวิลด์, เทอร์มินอล 21 เป็นต้น จึงได้มีการเตรียมรับมือกับลูกค้าต่างชาติด้วยการเทรนนิ่งพนักงานด้านการต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งพัฒนาเมนูต่างๆ ให้เป็นที่ชื่นชอบกับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติอีกด้วย

น้อมบุญปักธงอสังหาเมืองหมอแคน

น้อมบุญปักธงอสังหาเมืองหมอแคน บ้านเมือง : นายมานะ จิระนภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้อมบุญ จำกัด เปิดเผยว่า จากที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในโซนกรุงเทพตะวันออกย่านศรีนครินทร์ ทั้งหมด 5 โครงการ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ ซึ่งปัจจุบันได้ปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้วในทุกโครงการ สามารถทำยอดขายรวมได้กว่า 2,300 ล้านบาท ล่าสุดจึงมีแผนเปิดโครงการใหม่บ้านเดี่ยว "เลอ นีโอ เลี่ยงเมืองศรีจันทร์ ขอนแก่น" มูลค่าโครงการ 900 ล้านบาท บนเนื้อที่โครงการ 45 ไร่ 2 งาน 40.6 ตารางวา จำนวน 199 ยูนิต ขนาดที่ดิน 50 ตารางวาขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 168-249 ตร.ม. ซึ่งเป็นโครงการแรกในจังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่บนศักยภาพทำเลทองบนถนนเลี่ยงเมือง ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น การคมนาคมสะดวกเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ถึง 2 เส้นทาง โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที เชื่อมต่อกับถนนศรีจันทร์ (ถนนเศรษฐกิจหลักของตัวเมือง) และประมาณ 8 นาทีถึงถนนมิตรภาพ อยู่ริมถนนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) เป็นประตูเปิดสู่อินโดจีนและจีนตอนใต้ การคมนาคมสะดวกสามารถเข้าถึงแทบทุกจังหวัดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดอยู่ในโซนพื้นที่ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสานต่อความต่อเนื่องในแบรนด์น้อมบุญแล้ว ยังเป็นการนำเสนอทางเลือกที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวให้แก่ลูกค้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเป็นการขยายการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบมาสู่ต่างจังหวัด เพราะจากแนวโน้มครึ่งปีหลังมองว่าตลาดอสังหาฯ มีการฟื้นตัวขึ้นแม้จะไม่หวือหวา แต่ก็มีปัจจัยบวกทั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อ 29 เมษายน ที่ผ่านมา มาช่วยเรื่องต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้ประกอบการ และพอจะเป็นแรงหนุนช่วยให้มีการตัดสินใจซื้อบ้านบ้างเล็กน้อย ประกอบกับมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและโครงการพัฒนาของภาครัฐมีความชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของโลจิสติกส์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ดังนั้นบริษัทฯ จึงได้เล็งเห็นว่าการลงทุนในตลาดอสังหาฯ ยังไปต่อได้

ไทยร่วมจัดตั้งฐานข้อมูลเคมีอาเซียน

ไทยร่วมจัดตั้งฐานข้อมูลเคมีอาเซียน บ้านเมือง : นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า การจัดทำระบบฐานข้อมูลด้านสารเคมีมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของไทยและกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เนื่องจากปัจจุบันและอนาคตของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของไทยต้องเผชิญกับความ ท้าทายในเรื่องกฎระเบียบสากลในด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม ที่ออกโดยกลุ่มประเทศต่างๆ หรือข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น ในเวที APEC Chemical Dialogue เวที Strategic Approach to International Chemical Management (SAICM) เป็นต้น ซึ่งเป็นความพยายามของกลุ่มประเทศที่มีอำนาจทางการค้าที่ต้องการควบคุมและจำกัดการใช้สารเคมี ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของพลเมืองประเทศ และกฎระเบียบดังกล่าวนั้นอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือเงื่อนไขสำคัญต่อการกีดกันทางการค้า ดังนั้น การประชุม The 20th Meeting of AMEICC Working Group on Chemical Industry (WG-CI) เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2558 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เวทีหนึ่งที่สำคัญของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการสารเคมีและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Content unpublished

   

   

SME

   

BAACx60

   

CPALLxx

   
001702657
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
3250
8279
51817
1597125
3250
249467
1702657

Your IP: 54.221.49.52
Sat, 01 Aug 2015 09:42:23 +0000
   
© ALLROUNDER
บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด
: 387/9 ลาดพร้าว 87 แยก 9 วังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ : 081-431-6381 แฟกซ์ : 02-530-4424 
Emai : icorehoon@yahoo.com ,ipipat.n@gmail.com