FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

PS17

พฤกษา เรียลเอสเตท เจ้าตลาดอสังหาฯ
เปิดวิลเลต ไลท์ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ1.98 ลบ. 
   

Intuch1

   

We have 302 guests and no members online

   

CPFxx

   

ALL-Hoon

   

test Slideshow CK  

   

GHBx60

   


ยูเมะ พลัส จัดแคมเปญ Power Mall Smart Summer 2015 ต้อนรับลมร้อนกับโปรโมชั่นเลือกผ่อนตามใจ

ยูเมะ พลัส จัดแคมเปญ Power Mall Smart Summer 2015 ต้อนรับลมร้อนกับโปรโมชั่นเลือกผ่อนตามใจ อีซี่บาย และยูเมะ พลัส ชวนลูกค้าเกาะกระแสช็อปสินค้าไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าต้อนรับลมร้อนด้วยข้อเสนอสุดพิเศษผ่านบัตรกดเงินสดยูเมะ พลัส เลือกผ่อนตามใจกับเงื่อนไขสุดพิเศษให้คุณเย็นใจกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม ผ่อน 0% 18 เดือน หรือ 12 เดือน (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) หรือเลือกผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน กับอัตราดอกเบี้ยสุดคุ้ม 0.39% ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ เมื่อมียอดผ่อนสินค้าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป พิเศษ!!! ลูกค้าสมัครบัตรใหม่ยื่นเอกสารครบ รับฟรี! Sport Bag รุ่น Limited Edition มูลค่า 350 บาท หรือ รับเพิ่ม! บัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท เมื่อผ่อนแอร์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป วันนี้ – 22 เม.ย.58 ได้ที่ The Mall ทุกสาขา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์อีซี่บาย โทร.02-695-0000

ธนาคารไทยพาณิชย์คว้ารางวัล Thailand Top Company Awards 2015

ธนาคารไทยพาณิชย์คว้ารางวัล Thailand Top Company Awards 2015
ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับรางวัล Thailand Top Company Awards 2015 ในกลุ่มธุรกิจการเงิน ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับบริษัทที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมในแต่ละกลุ่มบริษัทซึ่งแบ่งตามประเภทการดำเนินงานของธุรกิจ โดยอ้างอิงการแบ่งกลุ่มจากการจดทะเบียนธุรกิจ คัดเลือกจากบริษัทที่มีรายได้สูงสุด 1,000 อันดับแรก ในปี 2556 รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของธนาคารในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน และการบริการทางการเงินที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม โดยมี นางกาญจนา โรจวทัญญู ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายบริหารกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสาร ธนาคารไทยพาณิชย์ รับมอบรางวัลจาก ฯพณฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ

ซีพี ส่ง'หมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ'สุดยอดเนื้อหมูเกรดพรีเมี่ยม บุกตลาดหัวเมืองใหญ่

ซีพี ส่ง'หมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ'สุดยอดเนื้อหมูเกรดพรีเมี่ยม บุกตลาดหัวเมืองใหญ่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวอังคณา ลิขิตจรรยากุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านการตลาด และนายปกรณ์ ลีนะกิตติ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านการขาย พร้อมทีมผู้บริหารจากซีพี ร่วมกันจัดกิจกรรม งTHE SIGNATURE DISH…KING OF PORK By CP - KUROBUTAงเพื่อสร้างการรับรู้พร้อมเปิดประสบการณ์ดีๆกับผลิตภัณฑ์ หมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ ซึ่งเป็นสุดยอดเนื้อหมูเกรดพรีเมี่ยมที่ขึ้นว่าเนื้อนุ่ม หอมฉ่ำ ภายในงานยังมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เชิงลึกเรื่องความสุดยอดของหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ รวมถึงการเลือกใช้ชิ้นเนื้อส่วนต่างๆมาประกอบเป็นเมนูสุดฮิตประจำร้าน รวมถึงมีการชิมเมนูจากหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ เช่น มินิเบอร์เกอร์หมูดำ ,หมูดำทงคัตสึ โดยไฮไลท์ของงานนี้ ได้เชฟคนดังจาก รายการ เชฟกระทะเหล็ก เชฟหนุ่ม - ธนินธร จันทรวรรณ มาโชว์ฝีมือการปรุงอาหารโดยใช้วัตถุดิบหมูดำ ซีพี-คูโรบูตะ ซึ่งมีทั้งแบบสดและแบบหมักพร้อมปรุง เช่น สเต๊กหมูดำหมักพริกไทยดำ ทั้งนี้งานดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากเชฟโรงแรม,รีสอร์ท,เจ้าของร้าน,ผู้ประกอบการร้านขนาดกลาง-ใหญ่ และสมาคมเชฟใน จ.ภูเก็ต ซึ่งในปีนี้ทางซีพียังคงเดินหน้าบุกตลาดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ โดยสามารถติดตามการเคลื่อนไหวกันต่อไป

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดปทุมธานีโดยเฉพาะในอำเภอลำลูกกา และคลองหลวงที่ติดต่อกับกรุงเทพมหานครนั้นเป็นอีกพื้นที่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจตั้งแต่ช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม และสีเขียวเริ่มมีความชัดเจน แม้ว่าในอดีตก่อนหน้านี้พื้นที่ทั้ง 2 อำเภอนี้จะมีโครงการที่อยู่อาศัยมากอยู่แล้วก็ตาม แต่เริ่มมีโครงการคอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรเปิดขายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา คอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรที่เปิดขายในช่วงระหว่างปีพ.ศ.2554 – ไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2558 ที่มา: ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงตลาดอสังงหาริมทรัพย์ส่วนนี้ว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในทั้ง 2 อำเภอนี้มีการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดในปีพ.ศ.2556 ที่มีโครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมากเปิดขาย โดยโครงการส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในพื้นที่รอบๆ มหาวิทยาลัยรังสิตเพื่อรองรับกำลังซื้อของนักศึกษา และบุคลากรในมหาวิทยาลัย รวมทั้งคนที่ต้องการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนปล่อยเช่าให้กับคนกลุ่มข้างต้น โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่เข้ามาดักกำลังซื้อในบริเวณนี้ อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมคือ ในอำเภอคลองหลวงช่วงที่ไม่เกินรังสิตคลอง 2 ที่มีโครงการขนาดใหญ่ของผู้ประกอบการรายหนึ่งทีเปิดขายเป็นหลักหมื่นยูนิตต่อโครงการ ทำให้การดูดซับในบริเวณนี้เกิดการชะลอตัวลงไปในตลาดคอนโดมิเนียม เนื่องจากมีคอนโดมิเนียมเปิดขายมากเกินไป ประกอบกับมีโครงการบ้านจัดสรรที่เปิดขายอย่างต่อเนื่องในช่วงปีพ.ศ.2554 – 2557 โดยในแต่ละมีบ้านจัดสรรเปิดขายมากกว่า 3,000 ยูนิต ต่อปี ยกเว้นปีพ.ศ.2557 ที่มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่มากกว่า 5,600 ยูนิต แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่นี้ที่มีต่อเนื่องจนผู้ประกอบการต้องเปิดขายโครงการใหม่ๆ มากขึ้น “สำหรับราคาขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่ ณ ไตรมาสที่ 1 พ.ศ.2558 อยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อตารางเมตร หรือประมาณ 1 ล้านบาทต่อยูนิต เนื่องจากมีโครงการขนาดใหญ่ที่มีจำนวนยูนิตประมาณ 10,000 ยูนิตซึ่งถ้าตัดโครงการนี้ออกจะทำให้ราคาขายเฉลี่ยในพื้นที่เพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ 40,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งผู้ประกอบการโครงการคอนโดมิเนียมต่างพยายามดึงดูดกำลังซื้อในพื้นที่โดยการคงราคาขายไว้ไม่ให้สูงเกินกว่า 2 ล้านบาท เนื่องจากในพื้นที่นี้มีบ้านจัดสรรที่มีราคาขายต่ำกว่า 2 ล้านบาทอยู่อีกเป็นจำนวนมากซึ่งทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อบ้านจัดสรรแทนที่จะซื้อคอนโดมิเนียม โดยถ้าแยกตามประเภทของบ้านจัดสรรที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบันนั้นพบว่า มีบ้านเดี่ยว 8,800 ยูนิต ทาวน์เฮ้าส์ประมาณ 8,600 ยูนิต บ้านเดี่ยว 3,780 ยูนิต และอาคารพาณิชย์ 700 ยูนิต” นายสุรเชษฐกล่าวเพิ่มเติม อัตราการขายเฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมในพื้นที่นี้อยู่ที่ประมาณ 65% จากจำนวนที่เปิดขายทั้งหมดประมาณ 19,220 ยูนิต แสดงให้เห็นว่ามีการตอบรับที่ไม่ได้ดีมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่ามีตัวเลือกในตลาดมากเกินไป ในขณะที่อัตราการขายเฉลี่ยของบ้านจัดสรรก็ต่ำกว่าคอนโดมิเนียมโดยอยู่ที่ประมาณ 57% เท่านั้น จากทั้งหมดของจำนวนบ้านจัดสรรที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบันประมาณ 21,800 ยูนิต ซึ่งจากอัตราการขายของทั้งคอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรดังกล่าวทำให้ยังมีคอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรเหลือขายอยู่ในพื้นที่นี้อีกมากกว่า 16,000 ยูนิต ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการดูดซับอีกระยะหนึ่ง ประกอบกับความเชื่อมั่นของกำลังซื้อที่ลดลงต่อเนื่อง และปัญหาเรื่องการขาดคูณสมบัติของผู้ซื้อที่ทำให้ยอดการยกเลิกสินเชื่อสูงถึงประมาณ 25 – 30% โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางลงมาซึ่งเป็นคนกลุ่มหลักของโครงการคอนโดมิเนียม และบ้านจัดสรรในบริเวณนี้ “เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้มที่ต่อขยายจากบางซื่อไปรังสิตที่เริ่มมีการก่อสร้างแล้วในปีที่ผ่านมา ในขณะที่สายสีเขียวที่ขยายจากหมอชิตไปคูคตคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงกลางปีนี้นั้น คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ตามแนวเส้นทางทั้ง 2 เส้นนี้ โดยเฉพาะในอำเภอลำลูกกา และอำเภอคลองหลวงให้เป็นที่น่าสนใจมากขึ้นแม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงมีปัญหาเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่อาจจะต้องใช้เวลาสักระยะในการจัดการ” นายสุรเชษฐ กล่าวสรุป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม : พัทธ์ธีรา สุกใส (แตงโม) โทร 080 562 4719 E-Mail: taengmo.pr@gmail.com ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด

'บิ๊กตู่' สงสัย 'ข้าวลายจุด'มีทะเบียนการค้าถูกต้องหรือไม่ ไม่เชื่อทำได้จริง ซื้อข้าวเกวียนละ1.5 หมื่น แพ็กขายถุงละ 200 บาท

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558เวลา11:04น.ข่าวสด
นายกฯข้องใจ ลายจุดขายข้าว
'บิ๊กตู่' สงสัย 'ข้าวลายจุด'มีทะเบียนการค้าถูกต้องหรือไม่ ไม่เชื่อทำได้จริง ซื้อข้าวเกวียนละ1.5 หมื่น แพ็กขายถุงละ 200 บาท 'เสธ.ไก่อู' รองโฆษกรัฐบาล ฮึ่มอาจเรียกปรับทัศนคติอีกรอบ อ้างขายข้าวเป็น "อีเวนต์เชิงสัญลักษณ์" ด้าน 'บ.ก.ลายจุด' ไม่เข้าใจขายข้าวผิด ม.44 หรือกฎหมายข้อไหน ยันมีความชอบธรรมที่จะทำมาหากิน โดนคสช.อายัดบัญชี จะให้กินมาม่าอย่างเดียวได้อย่างไร หากถูกเรียกก็ยินดีไปคุยด้วย
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 6 เดือน โดยระบุในตอนหนึ่งว่า การทำงานต้องมีขั้นตอน ตัวอย่างราคาข้าวเกวียนละ 15,000 บาท ก็มีวาทกรรมว่าทำเพื่อประชาชน ถ้าทำจริงทุกคนก็พอใจ แต่ถ้าดูให้ดี วาทกรรมดังกล่าวที่บอกว่าทำเพื่อคนจนทำเพื่อเกษตรกร ซึ่งมีแล้วมีอยู่เกือบ 10 ล้านคน ถ้าได้คนเหล่านี้กลับมาก็เป็นคะแนนเสียง ตนไม่ได้ต้องการคะแนนเสียง แต่ต้องการทำให้ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้อย่างเหมาะสม
นายกฯกล่าวว่าแต่พอแตะเรื่องนี้ ก็มีคนออกมาเลยว่าทำเพื่อคนจนไม่ได้หรือ อย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ได้มีแต่เกษตรกร รัฐบาลต้องใช้งบประมาณไปทำอย่างอื่นด้วย ต้องดูทุกอย่างให้เข้มแข็ง เฉลี่ยให้ทั่วถึงอย่างยั่งยืน รัฐบาลปัจจุบันใช้แนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตลอด คือสอนให้คนเอาเบ็ดไปตกปลา ไม่ใช่สอนแบบให้ปลาไปกิน พอปลาหมดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ที่รับซื้อข้าวในราคาเกวียนละ 15,000 บาท แล้วนำไปจำหน่าย โดยใช้ชื่อว่า ข้าวลายจุด ราคาถุงละ 200 บาท ว่าส่วนตัวมองว่า คงทำไม่ได้จริง และไม่รู้ด้วยว่า ข้าวลายจุดนั้นมีทะเบียนการค้าถูกต้องหรือไม่
ส่วนพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงนายสมบัติ หรือบ.ก.ลายจุด ระบุรัฐบาลไม่จริงใจช่วยเหลือชาวนาว่า นายสมบัติคงลืมศึกษาข้อมูลว่าภารกิจแรกที่คสช.เข้ามาดำเนินการ คือบริหารจัดการเพื่อนำเงินมาให้แก่ชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กว่า 800,000 คน วงเงิน 92,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นชัดว่ารัฐบาลนี้เป็นห่วงชาวนาด้วยความสุจริตใจ มิได้อาศัยชาวนา เป็นเครื่องมือ และช่องทางเพื่อแสวงหาโอกาสทุจริต
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า กิจกรรมรับซื้อข้าวแล้วเอามาขายต่อเป็นข้าวถุงของนายสมบัติ หากคิดอย่างมีสติ มีเหตุมีผล ไม่หวังผลทางการเมือง จะรู้ว่าเป็นเพียงการจัดอีเวนต์เชิงสัญลักษณ์ หรือหากมั่นใจว่าทำได้ อยากให้ช่วยรับซื้อข้าวในโครงการทั้งหมด จะได้นำเงินมาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศนับแสนล้าน จากนโยบายรัฐบาลเดิม รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า นายสมบัติยังอยู่ในรายชื่อผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยถูกเรียกปรับทัศนคติ และรับปากกับฝ่ายความมั่นคงว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองให้เกิดความวุ่นวายอีก ดังนั้น การออกมาเคลื่อน ไหวแบบไม่สร้างสรรค์เช่นนี้ อาจทำให้ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทบทวนมาตรการที่ใช้กับนายสมบัติต่อไป ด้าน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ให้สัมภาษณ์ว่าไม่เคยเขียนหรือพูดที่ไหนว่ารัฐบาลปัจจุบันละเลยการช่วยเหลือชาวนา อย่างที่ พล.ต. สรรเสริญ รองโฆษกรัฐบาล กล่าวหาว่าพูดแบบนั้น ส่วนที่บอกว่าการขายข้าวสารที่ทำอยู่ไม่สร้างสรรค์ และเป็นกิจกรรมทางการเมืองนั้น ตนถูกคสช.สั่งอายัดบัญชี ก็ต้องหาทางทำมาหากินเพื่อให้อยู่รอด จะให้กินมาม่าอย่างเดียวได้อย่างไร คิดว่าไม่เป็นธรรมที่จะพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง จะให้ทำอะไรได้บ้าง อีกทั้งสิ่งที่ทำนั้นนอกจากเป็นรายได้ปกติแล้ว ชาวนาก็มีรายได้ด้วย ถามว่าไม่สร้างสรรค์ตรงไหน คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่สร้างสรรค์แล้ว"หาก คสช.ต้องการเรียกผมไปคุยก็ยินดี ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกัน แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานความมั่นคงก็สามารถติดต่อกับผมได้ปกติอยู่แล้ว หากรัฐบาลต้องการแนะนำ หรือเห็นว่าการขายข้าวที่ผมทำมีจุดอ่อนตรงไหน ก็อยากฟัง และพร้อมจะปรับปรุงให้ดีขึ้น ที่ผ่านมา พล.ต.สรรเสริญ พูดถูกเรื่องที่ว่าผมไม่มีปัญญาที่จะรับซื้อข้าวจากชาวนาทั่วประเทศ เพราะผมรู้ว่าไม่มีกำลังทำได้ขนาดใหญ่แบบนั้น ถ้ามีปัญญาทำได้ก็อยากทำ" นักกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจมีความกังวลว่าธุรกิจขายข้าวจะเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ฝ่ายต่อต้าน คสช.หรือไม่ บ.ก.ลายจุดกล่าวว่าไม่เป็นธรรม เพราะตนทำในขนาดที่เล็กมาก ระดับไม่กี่หมื่นบาท แล้วประชาชนที่ทำธุรกิจอื่นๆ พวกเขาจะอยู่อย่างไร หากรัฐบาล คสช.มีแต่ความหวาด ระแวงประชาชน มองว่าท่าทีของฝ่ายมั่นคงที่ไม่เห็นด้วยกับตนนั้นโอเวอร์แอ๊กชั่นเกินไป ยอมรับว่าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขากังวลเรื่องอะไรกันแน่ ขายข้าวผิดมาตรา 44 หรือกฎหมายข้อไหน และมีความชอบธรรมที่จะทำมาหากินหรือไม่ ทำไมทำอะไรถึงผิดหูผิดตาไปหมด นายสมบัติ กล่าวต่อถึงการนำต้นมะนาวมาขายนอกจากข้าว ว่า อากาศร้อนจัดทำให้มะนาวออกลูกน้อยและมีน้ำน้อย ทำให้มะนาวมีราคาแพงกว่าปกติ ต้นมะนาวที่นำมาขายนั้นเป็นพันธุ์ไต้หวัน ออกลูกทั้งปี แม้ข้อด้อยคือผิวหนา แต่ปลูกง่ายและทนต่อสภาพอากาศในเมืองไทย มีอยู่ 200 ต้น จะเริ่มขายวันที่ 20-21 เม.ย.นี้ ใช้ช่องทางขายผ่านโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก อันที่จริงต้องให้เครดิต พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย ที่แนะนำให้คนปลูกมะนาวเองที่บ้าน เห็นด้วยกับนโยบายนี้ วันเดียวกัน นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า รับมอบข้าวลายจุดแล้ว มาไวมาก สั่งวันก่อน วันนี้ส่งเลย เห็นข่าวท่านทั้งหลายออกมาโวยกันใหญ่ที่ บ.ก.ลายจุดทำข้าวขาย คือเห็นใจกันหน่อย ยึดทรัพย์เขาไปแล้ว จะไม่ให้ทำมาหากินอะไรสุจริตบ้างเหรอ ไม่ได้ปล้นใครนะ แล้วไม่ต้องกลัวแทนว่าจะขาดทุน กำไรเห็นๆ ชาวนาก็ได้ด้วย ถ้าไม่ติดว่าแกจะโดนศาลทหารตัดสินให้เข้าคุกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ป่านนี้คงขยายแฟรนไชส์ไปทั่วแล้ว นับถือบ.ก.เป็นการส่วนตัวในฐานะของคนที่มีความคิดก้าวหน้า นั่งคุยด้วยได้เป็นชั่วโมงๆ ความรู้ล้วนๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องสีเสื้อ

เด้งปลัด-ล้างใหญ่ศธ. เซ่น'ม.44'บิ๊กตู่จัดแถว-ซี11

วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558เวลา10:30น.\ข่าวสด
เด้งปลัด-ล้างใหญ่ศธ. เซ่น'ม.44'บิ๊กตู่จัดแถว-ซี11
บิ๊กตู่'ชักดาบ'ม.44' ฟันฉับ กระทรวงศึกษาฯ เด้งปลัด'สุทธศรี วงษ์สมาน'ไปสภาการศึกษา โยก'กำจร ตติยกวี'มานั่งปลัดศธ.แทน จัดแถวซี 11 ใหม่ทั้งสำนักปลัด-สภาการศึกษา-สภาการอุดม ศึกษา ลงอีกดาบสั่งเลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการสกสค. ผอ.องค์การค้า หยุดปฏิบัติหน้าที่ โละกก. 3 ชุด"คุรุสภา-สกสค.องค์การค้า" สั่งคตร.ลุยสอบงบและโครงการของทั้ง 3 หน่วยงาน นายกฯแถลงผลงาน 6 เดือน ยันมีความคืบหน้าทุกด้าน บางเรื่องต้องใช้ม.44 วอนศึกษาข้อมูลผลงานของรัฐบาล อย่าใช้แต่วาทกรรม ลั่นไม่ท้อแท้ แม้ถูกกดดัน ยอมรับข้อมูลขรก.ทุจริตมีระดับปลัดกระทรวงเอี่ยวด้วย ส่งต้นสังกัดลงโทษวินัยแล้ว สปช.ถ่ายทอดสดช่อง 11 อภิปรายร่างรธน. 7 วัน เผยเนื้อหา 315 มาตรา 130 หน้า สปช.จ้องชำแหละที่มานายกฯ ที่มาส.ส.-ส.ว. วงสัมมนาม.มหิดลสับร่างรธน. ออกแบบ ลักลั่น ระบบโอเพ่นลิสต์สับสนในตัวเอง หวั่นสร้างปัญหาในอนาคต
'ตู่'นำทีมแถลงผลงาน 6 เดือน เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 6 เดือน โดยมีรองนายกฯ และผู้แทนรองนายกฯ นั่งในที่จัดไว้ ทั้งนี้ เมื่อนายกฯ แถลงเสร็จ รองนายกฯ จะแถลงต่อ ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวถึงงานด้านความมั่นคง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กล่าวถึงงานด้านเศรษฐกิจ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ กล่าวเกี่ยวกับงานด้านสังคม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ เป็นผู้แทนพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ ด้านต่างประเทศ กล่าวถึงงานด้านต่างประเทศ และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้แทนนายวิษณุ เครืองาม กล่าวงานด้านกฎหมาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ นั่งตามจุดที่จัดไว้ โดยหลังการแถลง เปิดให้ตั้งข้อซักถามก่อนทั้งหมดจะเยี่ยมชมนิทรรศการผลงาน บริเวณโถงกลางตึกสันติไมตรีงานแถลงผลงานครั้งนี้ มีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (สทท.)แจกเอกสาร 22 หน้า 11 นโยบาย ทั้งนี้ ก่อนการแถลง เจ้าหน้าที่สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกฯ ได้แจกเอกสารรวบรวมผลงานรอบ 6 เดือน จำนวน 22 หน้า แบ่งเนื้อหาเป็นสถานการณ์ก่อนเข้าบริหารประเทศ สถานการณ์หลังเข้าบริหารประเทศ แนวนโยบายรัฐบาล กลไกขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ผลดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 6 เดือน ซึ่งเป็นนโยบายทั้ง 11 ด้านตามที่รัฐบาลแถลงไว้ ประกอบด้วย นโยบายที่ 1 การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ นโยบายที่ 2 การรักษาความมั่นคงของรัฐและต่างประเทศ นโยบายที่ 3 การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ นโยบายที่ 4 การศึกษาและเรียนรู้ การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม นโยบายที่ 5 การยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน นโยบายที่ 6 การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายที่ 7 การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน นโยบายที่ 8 การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประเทศจากวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรม นโยบายที่ 9 การรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร การสร้างสมดุลและระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน นโยบายที่ 10 การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ และนโยบายที่ 11 การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมย้ำไม่คิดอยู่ต่อ-รธน.เสร็จมีเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ แถลงโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีว่า วันนี้เป็นวันดีเพราะเป็นวันพระ ตอนเช้าไหว้พระขอให้ตัวเองใจเย็นๆ อารมณ์ดีตลอดเพราะเพิ่งผ่านเทศกาลสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่ไทยด้วย ต้องเข้าใจว่าเราเข้ามาเพื่อให้เกิดการปฏิรูป แก้ปัญหาที่ทับซ้อนมานานซึ่งต้องแก้ไขทั้งระบบ แต่มีการวิจารณ์ว่ารัฐบาลใช้อำนาจดุเดือด เด็ดขาดเกินไป ก็ต้องชี้แจงว่าใช้เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าให้ได้ วันนี้คนในประเทศก็ยอมรับได้ เพราะทุกคนอยากให้ประเทศชาติปลอดภัย ไม่ได้หวังอย่างอื่น ส่วนจะมีใครไม่เข้าใจบ้างก็ไม่เป็นไร ถือว่าคนไทยทั้งชาติเข้าใจ ผมก็มีกำลังใจทำงานต่อไปได้นายกฯกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ในระยะที่ 3 ของการทำงานคือการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ประกาศใช้ได้โดยไม่มีความขัดแย้ง ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้ง อยู่ที่ประชาชนทั้งประเทศจะเป็นผู้ตัดสินใจ อย่ามาพูดว่าตนดึงไว้เพราะอยากอยู่ต่อ ทั้งที่ตนไม่คิดอยากอยู่ต่อ ที่ผ่านมาเรามุ่งมั่นทุ่มเทแก้ปัญหาทั้งระบบ ส่วนเรื่องเงื่อนไขเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขอร้องว่าอย่ามากล่าวหาว่าตนต้องการดึงเพื่อให้รัฐบาลอยู่ต่อ เรื่องนี้อยู่ที่ประชาชนว่าจะตัดสินใจอย่างไร หรือต้องการให้กลับไปที่เก่า รัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีบทเฉพาะกาล ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนเดิม "ยืนยันว่า ขณะนี้เงื่อนไขเรื่องเวลา ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ยืนยันว่าไม่ต้องการอยู่ในอำนาจหรือแสวงหา ผลประโยชน์ใดๆ ไม่เคยได้ประโยชน์อะไรสักอย่าง ซึ่งได้รับทั้งคำชมและตำหนิ ผมไม่ถือมาเป็นอารมณ์ แต่ยอมรับว่าหงุดหงิดบ้าง" พล.อ.ประยุทธ์กล่าววอนอย่าสร้างวาทกรรม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้มี 11 ด้าน ทุกด้านมีความคืบหน้า เมื่อแถลงสรุปผลงานแล้ว อยากให้ทุกคนได้อ่านและศึกษาข้อมูล ถ้าไม่อ่านก็ไม่รู้เรื่องและไปเขียนวิจารณ์ในทางที่ไม่ถูกต้องโดยที่ยังไม่เห็นรายละเอียด รวมถึงการทำงานสื่อมวลชนที่มีการสร้างวาทกรรมในการพาดหัวข่าว ทำให้เกิดความขัดแย้งในหลายเรื่อง นอกจากนี้นิสัยของคนไทย อะไรที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ภาษี ต้องติไว้ก่อนทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ต้องแก้นิสัยตรงนี้ให้ได้ ต้องคิดให้ลึก หาข้อสรุปก่อนจะตำหนิ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีกำลังใจคิดอะไรใหม่ๆ เราทำงานเพื่อวันข้างหน้า ไม่ใช่แค่วันนี้ ที่สำคัญเราไม่ใช่รัฐบาลผูกขาด เรามีเงินเท่านี้ก็ใช้จ่ายเท่านี้ อย่างน้อยก็ไม่สร้างภาระระยะยาวเหมือนที่ต้องรับมาในวันนี้ นายกฯ กล่าวว่า นิสัยที่ต้องแก้อีกอย่างคือ ชอบสร้างวาทกรรมต่างๆ รวมทั้งการพาดหัวข่าวของสื่อบางฉบับ ยอมรับว่าบางวันเห็นพาดหัวข่าวแล้วโมโห แต่พอเปิดอ่านเนื้อข่าวด้านในสาระก็ดี ไม่เข้าใจว่าไปเอาอะไรมาพาดหัวให้คนตกใจเล่น ไม่รู้จะเอามาทำไมให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ทั้งที่พวกเราตั้งใจทำให้ประเทศชาติสงบ ปลอดภัยอย่างยั่งยืน เดินหน้าประเทศ มีความเข้มแข็งในทุกภาคส่วนใช้ม.44 แก้ปัญหาติดขัด นายกฯ กล่าวว่า ดังนั้น อย่าเพิ่งเดือดร้อน ตีตนไปก่อนไข้ อย่าไปสร้างวาทกรรมว่า ทำเพื่อคนนั้นคนนี้ ตนบอกแล้วว่ารัฐมนตรีทุกคนมาด้วยความตั้งใจอยากช่วยชาติ ก็ต้องให้ความเป็นธรรม ให้โอกาสโต้แย้งชี้แจงได้ทุกวัน ตนฟังทุกเรื่อง ทั้งนี้ ต่างประเทศต้องเข้าใจเราด้วย อย่าไปกังวล ตนให้ผู้ใหญ่ไปพูดคุยกับทูตทุกประเทศ ซึ่งเขาไม่เข้าใจหลายเรื่องแต่วันนี้เข้าใจแล้ว และเขาตอบไม่ได้ว่าถ้าเรื่องมันเกิดแบบนี้กับเขาจะทำอย่างไร เราไม่ได้ทะเลาะกับใคร เราพูดคุยกับคนทั้งโลกอยู่แล้ว ไม่คบกับผู้ร้าย ไม่คบผู้ทุจริต ถ้าเป็นคนดี เราคบหมด ไม่ว่าจะไทยหรือต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาข้อติดขัดที่จำเป็นเร่งด่วน ไม่สามารถรอการแก้ไขตามกระบวนการตามปกติได้ นายกฯ กล่าวว่า วาทกรรมอีกอย่างที่ว่าตนอยากอยู่ในอำนาจ อำนาจของตนคืออำนาจบริหารงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนประเทศ นี่คืออำนาจของรัฐบาลนี้ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจอื่นเลย เว้นแต่คนที่ประกาศแล้วว่าผิดตรงนั้นตรงนี้ ต้องเข้าสู่ศาล กระบวนยุติธรรม แล้วมาต่อต้านหรือบอกว่าถูกรังแก คนพวกนี้ขอเลิกเสียที ยืนยันจะใช้อำนาจเฉพาะที่จำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และไม่ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้องไม่ท้อแท้แม้ถูกกดดัน นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการปฏิรูป หลายประเทศใช้เวลา 30-40 ปี แต่ของไทย บางคนมาถามว่าเสร็จแล้วหรือไม่ เสร็จเมื่อใด ทั้งที่เริ่มทำแค่ 6 เดือน แต่ต่างประเทศเข้าใจเราแล้ว ขณะที่เรื่องมาตรา 112 ต่างประเทศก็เข้าใจเราแล้วเช่นกัน คนที่ถูกจับในความผิดมาตรานี้ก็มีหลักฐานทำผิดชัดเจน แต่ยังมีบางคนไปให้ท้ายเขา ไปแฝงตัวในเฟซบุ๊ก ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ไปพูดผ่านเฟซบุ๊ก "คน 60 กว่าล้านคนอยากเห็นบ้านเมืองเดินไป แต่รัฐบาลทำอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องไปทั้งรัฐบาล ข้าราชการ ประชาชน ต้องช่วยกันทั้งหมด ยืนยันจะไม่ท้อถอย แม้จะถูกแรงกดดัน ใครว่าอะไรเรามา ถือเป็นแรงใจให้ผม ยิ่งว่าผมก็ยิ่งทำมากขึ้น มีแรงมากขึ้นกว่าเดิม เข้มงวดมากขึ้นทั้งเรื่องกฎหมาย เรื่องที่ต้องแก้ไข ดังนั้นถ้ายิ่งว่า ผมยิ่งสู้ ยิ่งมีกำลังใจมากขึ้น ไม่ท้อแท้ พักผ่อนมา 5 วันแล้ว พร้อมสู้ทุกอย่าง" นายกฯ กล่าวจี้สื่ออย่าลงเรื่องไร้สาระ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย นายกฯกล่าวสรุปหลังจากรองนายกฯรายงานผลงานในส่วนที่รับผิดชอบแล้วว่า การสื่อสารทุกวันนี้ยังมีปัญหา โดยเฉพาะในประเทศซึ่งต้องช่วยสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ไม่ควรนำเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องไปโฆษณาให้คนอื่นมาเล่นงานเรา คนไทยต้องรักคนไทยและประเทศไทย ช่วยกันแก้ปัญหา ถ้าเราไม่มีปัญหา ใครจะมาทำอะไรได้ วันนี้สื่อต้องช่วยกัน ตนไม่เข้าใจสื่อบ้านเรามักลงเรื่องไร้สาระ พอตนพูดก็กล่าวหาว่าปกปิด ต่างประเทศเขาก็มีปัญหาเช่นเดียวกับไทย แต่ไม่เปิดเผยออกมาเพราะเกิดผลเสีย นายกฯกล่าวว่า จากผลสำรวจชาวต่างประเทศอยากมาอยู่ประเทศไทย เพราะประเทศไทยน่ารัก น่าอยู่ คุณภาพชีวิตดี สงบสันติ คนไทยมีผู้หญิงสวยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ต้องช่วยกันสร้างให้ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว น่าอยู่และปลอดภัย มีพลเมืองที่มีน้ำใจ ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยก็ยังดีอยู่ลั่นทำทุกอย่างเพื่อประเทศ นายกฯกล่าวว่า อยากฝากทุกคนพิจารณาคำพูดที่ว่า ไม่มีประเทศใดหรือระบอบการปกครองใดจะทำให้ประเทศชาติสงบและสันติได้ หากประเทศนั้นมีเสรีภาพไร้ขีดจำกัด ไม่เคารพกฎหมาย แม้ระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและธรรมาภิบาลก็ไม่สามารถทำให้ประเทศดีขึ้นมาได้ สิ่งที่ตนทำมาทั้งหมดก็เพื่อประเทศชาติ ทุกคนต้องมีสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่มีต่อบ้านเมือง ต่อคนไทยด้วยกัน ไม่ใช่มีหน้าที่ไม่เคารพกฎหมาย มีเสรีภาพไร้ขีดจำกัด จะกวนใครก็ได้ เราต้องช่วยกันทำให้ประเทศชาติสงบสุข นายกฯกล่าวว่า วันนี้มีการนำมาตรา 44 มาแทนกฎอัยการศึกซึ่งมีถึง 17 มาตรา เพื่อทำหรือแก้ไขในสิ่งที่จะไม่ทันสถานการณ์ ถือเป็นความจริงใจของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่ คนไม่ดีต้องถูกลงโทษ แต่คนดีต้องให้กำลังใจ หากจะเล่นงานก็พวกทุจริต ซึ่งเรื่องอยู่ในชั้นศาล ดังนั้น สื่อไม่ต้องกลัวถ้าไม่ได้ทำผิด อย่าคิดเอาแต่ได้กันฝ่ายเดียว ยังกั๊กทำประชามติรธน. จากนั้นเวลา 14.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ยังไม่ถึงไหนเลย วันนี้ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านได้ ยอมรับกันได้แล้วต้องทำประชามติหรือไม่ วันนี้คนที่อยู่มานานก็บอกว่าประเทศไทยต้องปฏิรูป เพราะเขาอยากมีความสุข เว้นแต่บางคนที่มีปัญหาจึงไม่พอใจ ขอถามว่าถ้าเขียนรัฐ ธรรมนูญแบบเดิมๆ มันแก้ปัญหาได้หรือไม่ ปฏิรูปได้หรือไม่ ดังนั้น ต้องช่วยเรา ถ้าอยากมีอนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนก็ต้องทำใหม่ เมื่อถามว่าประชาชนจะมีช่องทางการสื่อสารโดยตรงต่อรัฐบาลได้หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า ทำโพลมา ไม่ชอบนายกฯตรงไหน เสียงดัง ดุ ถ้าตั้งคำถามแบบนี้ไม่มีสาระเลย ได้อะไรขึ้นมา ตนดุน้อยลงหรืออารมณ์ดีมากขึ้น ตนก็เป็นอย่างนี้ มันต้องตั้งคำถามให้ดี ถ้าตั้งคำถามว่าอยากเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ได้ ต้องถามว่าควรจะปฏิรูปหรือไม่ เมื่อถามว่ารัฐบาลจะทำโพลเองหรือไม่ นายกฯ ปฏิเสธว่า ไม่ทำ เพราะถ้าทำแล้ว เดี๋ยวหาว่าอยากอยู่ในอำนาจ'ตู่'อารมณ์ดี-ตัดผมเสริมหล่อ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดี เมื่อถามถึงเหล็กดัดฟันที่ไม่เห็นใส่มาด้วย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "ฉันไม่ได้ใส่ฟันเพื่อความหล่อ ฉันเคี้ยวอาหารแล้วมันเจ็บเหงือก เพราะเคี้ยวแล้วฟันไม่สบ เลยปรึกษาหมอ หมอเลยเอานี่ครอบมาระยะหนึ่ง ก็ทนเจ็บเอา" เมื่อถามว่า วันนี้ตัดผมหล่อ ตัดร้านไหน มีร้านประจำหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ลูกน้องไปตามช่างมาตัดที่บ้าน ไปไหนไม่ได้ ทำงานแล้วก็กลับบ้าน ผู้สื่อข่าวบอกว่าทรงนี้ดูดี นายกฯหันไปบอก ทส.ว่าจำไว้ ทรงนี้ย้ำรัฐบาลเดินทางมาถูกทางแล้ว เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า โจทย์สำคัญของประเทศและรัฐบาลคือการสร้างความสามัคคี ปรองดองให้ได้ แล้วแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งคสช.และรัฐบาลเข้ามาบริหาร ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นจากที่ติดลบเมื่อปีที่แล้ว นายกฯกล่าวว่า การเตรียมพร้อมที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีกฎกติกาใหม่ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศ และได้รับการยอมรับ เราจะต้องปฏิรูปหรือไม่อย่างไร ถ้าประชาชนคิดว่าวันนี้เราดีอยู่แล้ว ตนก็ลำบากใจ ซึ่งรู้ว่ามีปัญหาเยอะขนาดไหน ไม่ใช่ข้อแก้ตัวพยายามทำเต็มที่แล้ว ไม่ได้หยุด ยังทำได้เท่านี้ ถ้าเรา จะแก้ปัญหาที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วประชาชนได้รับผลประโยชน์ที่เท่าเทียมเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำด้วย ถือว่าเดินมาถูกทางที่ให้เรามีโอกาสทำงานตรงนี้ ต้องดูว่าจะร่วมมือกันอย่างไรต่อไป แก้ไขอย่างไร โรดแม็ปเป็นอย่างไร จะปฏิรูปได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า การวางรากฐานที่มั่นคงในทุกมิติ 6 เดือนที่ผ่านมานั้น รัฐบาลดำเนินการไปแล้วเบื้องต้นและพร้อมจะส่งต่อให้ รัฐบาลต่อๆ ไป ถ้าได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ยอมรับในกติกา เรื่องการปฏิรูป เราก็บรรลุวิสัยทัศน์ของประเทศ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในทุกระดับอัดนักการเมืองจ้องฉวยโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้ตำหนิติเตียนใคร มีคนเขียนในสื่อหนังสือพิมพ์ ตนอ่านมาก็เข้าท่าดี เขาบอกว่านิสัยที่ไม่ดีของคนไทยส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว ดีมากกว่าไม่ดี ซึ่งส่วนที่ไม่ดีคือ 1.ไม่ชอบศึกษาอะไรที่เป็นรายละเอียด ปลีกย่อยมากๆ คือไม่คิดแล้วก็เร่งรีบวิจารณ์ไปก่อน ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะทำเพื่ออะไร 2.นักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้ง คนดีเยอะ แต่บางคนยังใช้วิธีเดิมๆ ตั้งหน้าตั้งตารอว่าใครจะพลาดตรงไหนจะเก็บคะแนนได้ตรงไหน ฉวยโอกาสโจมตีทุกคนที่พลาด ไม่ว่านักการเมืองด้วยกัน รัฐบาล หรือใครก็ตาม ตั้งใจทำความดีก็ด่าไปหมด ใช้วาทกรรมเจ็บๆ วันนี้รัฐบาลพยายามจะทำเพื่อคนจน ก็หาว่ารัฐบาลแกล้งคนจน ไม่มีจะกินอยู่แล้ว เอาแต่ขูดรีด เก็บภาษี ตนก็ยังไม่ได้เก็บตรงไหนเลย "ถ้าเราต้องการให้ประเทศก้าวหน้า ต้องปฏิรูปคน 2 พวกนี้ก่อน นิสัยที่ไม่ดี คือนิสัยไม่ศึกษาให้ละเอียดแล้วตำหนิติเตียน สองคือไม่นึกถึงสังคมส่วนรวม สังคมไทยกำลังตกอยู่ในสังคมวาทกรรม เชือดเฉือนด้วยถ้อยคำมากกว่าให้โอกาสพิสูจน์การทำงาน สร้างวาทกรรมผิดๆ ออกมา แม้รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ยังต้องการความร่วมมือแก้ปัญหา ยังมีคนพยายามสร้างความเข้าใจผิดไม่คำนึงถึงผลเสียต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งไม่มีระบบใดที่จะสร้างความปรองดองในประเทศได้ ไม่มีระบบการปกครองใดทำให้ประเทศเจริญได้ หากคนในชาติยังไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตน แนวคิด ในทุกกลุ่มทุกภาคส่วน ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องศึกษารายละเอียดให้มากขึ้น ฟังก่อนพูด คิดก่อนทำ คำนึงถึงส่วนรวมมาก่อนส่วนตน สิ่งใดที่ขัดขวางการเจริญของประเทศก็ไม่สมควรทำ รัฐบาลจะจับตาดูคนเหล่านี้ว่าทำให้ประเทศชาติมันเสียหายหรือเปล่า ประชาชนช่วยกันดู ช่วยกันพิสูจน์ข้อเท็จจริง" นายกฯกล่าว'ประวิตร'ชี้มีแค่คนส่วนน้อยที่ต้าน ด้านพล.อ.ประวิตร แถลงถึงงานด้านความมั่นคงตอนหนึ่งว่า กระทรวงกลาโหมเป็นศูนย์กลางดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้เกิดความสงบเรียบร้อย ปรองดอง โดยเชิญทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุยว่าทำอย่างไรให้เกิดความปรองดองขึ้นได้ ความจริง เวลานี้มีความสงบเรียบร้อยในประเทศแล้ว คนส่วนใหญ่เห็นด้วยแต่ยังมีส่วนน้อยเท่านั้น อย่างที่นายกฯ กล่าวไว้ว่านักการเมืองยังออกมาต่อต้าน เพราะไม่มีอาชีพ ไม่มีงานทำ ดังนั้นต้องเข้าใจด้วยว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้อยากเข้ามาบริหารประเทศ แต่เข้ามาเพื่อช่วยให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เลือกใช้มาตรการป้องกัน มากกว่าปราบปรามบัวแก้วฟุ้งต่างชาติเข้าใจโรดแม็ป ขณะที่ นายดอนแถลงผลงานด้านต่างประเทศว่า นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลมีความครอบคลุมทุกมิติ ที่ผ่านมาเราใช้โอกาสสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ ถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ โรดแม็ป เป้าหมายการปฏิรูป ส่งผลให้นานาประเทศลดระดับการเตือนคนในชาติไม่ให้มาไทย ถึงวันนี้ไม่มีประเทศใดห้ามคนเข้ามาไทยเลย นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การแก้ปัญหาค้ามนุษย์ การประมงผิดกฎหมาย ทำความเข้าใจถึงความจริงจังในการทำงานของรัฐบาล ส่วนนายสุวพันธุ์แถลงด้านกฎหมายว่า งานด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพ มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง 923 เรื่อง ไต่สวนข้อเท็จจริง 718 เรื่อง เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาด้วย ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) มีการดำเนินการที่สำคัญอาทิ ป้องกันการทุจริตโครงการช่วยเหลือชาวนา โครงการสร้างสนามฟุตซอล ตรวจสอบการบริหารงานของกองทุนสปสช. และตรวจสอบการซื้อเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งบางเรื่องส่งให้ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไปแล้ว ส่วนการปรับปรุงกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา นำกฎหมายมาทบทวน ปรับปรุง และทำใหม่ รวม 358 ฉบับ อาทิ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ร.บ.การทวงหนี้ พ.ร.บ.ประกันสังคม'อุ๋ย'โวไตรมาส 2 เศรษฐกิจโตแน่ ด้านม.ร.ว.ปรีดิยาธรแถลงด้านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลเร่งรัดทุกเรื่องที่นักลงทุนขอมา โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐที่สูงขึ้นมา 3.4 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปีก่อนสูงถึง 55 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น 4.1 เปอร์เซ็นต์ จากการได้รับอนุมัติโครงการต่างๆ ส่วนการส่งออกยังพอไปได้ที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ และการท่องเที่ยวที่มีส่วนทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4/2557 ขยับขึ้นมาเป็น 2.3 เปอร์เซ็นต์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า แม้การส่งออกในช่วง 1/2558 จะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งประเมินว่า 3 เดือนแรกน่าจะติดลบ ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากการการหดตัวของเศรษฐกิจจีน ญี่ปุ่น และยุโรป แต่เชื่อว่าเมื่อจีนมีการกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 2 ครั้งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย และช่วงไตรมาส 2 น่าจะไปได้ดีขึ้น เศรษฐกิจน่าจะกลับมาโตเหมือนเดิม ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจควรจะคึกคักกว่านี้ แต่ที่ยังคึกคักไม่เต็มที่ เป็นผลจากการจัดระเบียบสังคมและการเคร่งครัดกับธุรกิจที่ผิดกฎหมายจึงส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่มองว่าเมื่อมีการเดินหน้าปฏิรูปและจัดระเบียบให้ถูกต้อง เชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้มากกว่านี้ จึงขอให้อดใจรอรบ.น้อมรับผลโพล-เร่งตีปี๊บมากขึ้น ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยถึงผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุรัฐบาลได้คะแนนผลงานในรอบ 6 เดือน ที่ 4.8 คะแนนว่า รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน รวมทั้งผลสำรวจของทุกสถาบัน สำหรับผลสำรวจล่าสุด หากดูในรายละเอียดจะพบว่ามีการถาม 2 ส่วนคือ ความพึงพอใจต่อแนวนโยบาย และการให้คะแนนผลงาน อยู่ในระดับดีมาก 7-8 คะแนน ส่วนคะแนนที่ได้น้อยคือคะแนนต่อผลการทำงานตามนโยบาย สะท้อนว่าการวางนโบายของรัฐบาลได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากประชาชนและภาคธุรกิจ ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมาถูกทาง พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนที่ประชาชนยังให้คะแนนรัฐบาลไม่สูงนั้น ต้องนำกลับมาทบทวนวิธีการสื่อสาร เผยแพร่ผลงานให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง ต้องยอมรับว่าการปฏิบัติตามนโยบายบางประการ เป็นเรื่องการวางรากฐานสำหรับอนาคต การแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว จึงอาจจะยังไม่ส่งผลให้ประชาชนเห็นได้ชัดเจนในช่วงเวลาอันสั้นคสช.สั่งล้างบางศธ.-เด้ง'สุทธศรี' เมื่อวันที่ 17 เม.ย. เว็บไซต์สำนักราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 6/2558 เรื่อง การกําหนดตําแหน่งเพิ่มและการแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่งเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ดังนี้ นางสุทธศรี วงษ์สมาน พ้นจากปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็น เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.), นายพินิติ รตะนานุกูล พ้นจากเลขาธิการ สกศ. เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, นายกําจร ตติยกวี พ้นจากเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร พ้นจากเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอดินันท์ ปากบารา พ้นจากผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็น เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, นางรัตนา ศรีเหรัญ พ้นจากรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็น เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ มีผลปฏิบัติหน้าที่ตามตําแหน่งตั้งแต่วันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับเป็นต้นไป ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.โละกก.คุรุสภา-สกสค.องค์การค้า นอกจากนั้น ยังมีคำสั่ง ที่ 7/2558 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในศธ. มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ดังนี้ ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้พ้นจากตำแหน่ง 1. กรรมการคุรุสภา ตามมาตรา 12 (1) (3) (4) และ (5) แห่งพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 2.กรรมการ สกสค. ตามมาตรา 64 (3) และ (4) แห่งพ.ร.บ.สภาครูฯ 3.กรรมการในคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสกสค. ทั้งนี้ มิให้มีการแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาแทนที่ผู้ดำรงตำแหน่งข้างต้นจนกว่าหัวหน้าคสช. จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือคสช. สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้คณะกรรมการคุรุสภา ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วย รมว.ศธ. เป็นประธานกรรมการ รมช.ศธ. ปลัดศธ. เลขาธิการสกศ. เลขาธิการกพฐ. เลขาธิการกกอ. เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เลขาธิการก.ค.ศ. ผอ.สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการคุรุสภาเป็นเลขานุการ
ไหว้พระ- นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พร้อมอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย ร่วมพิธีห่มผ้ารอบพระธาตุเชิงชุม และสรงน้ำหลวงพ่อองค์แสน พระคู่บ้านคู่เมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล ที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 17 เม.ย.
ให้คณะกรรมการ สกสค. ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วย รมว.ศธ. เป็นประธาน กรรมการ ปลัดศธ. เลขาธิการ สกศ. เลขาธิการกพฐ. เลขาธิการ กกอ. เลขาธิการกอศ. เลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการก.ค.ศ. เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการสกสค. เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้คณะกรรมการสกสค. ปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสกสค.ด้วย ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้าคสช.อาจมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการ ได้ตามความเหมาะสมสั่งคตร.ตรวจสอบงบ3องค์กร นอกจากนั้น มีคำสั่งให้บุคคลต่อไปนี้หยุดการปฏิบัติ หน้าที่ไปก่อนจนกว่าหัวหน้าคสช. จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการสกสค. ผอ. องค์การค้า ระหว่างที่บุคคลทั้งหมด หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ให้รมว.ศธ. พิจารณามอบหมายให้รองปลัดศธ. หรือข้าราชการศธ.ในระดับเดียวกันขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตาม

เดอะเซอร์เคิลทุ่มปั้นซูเปอร์มาร์เก็ต ขนร้านอาหารเติมแม่เหล็กสู้ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์

เดอะเซอร์เคิลทุ่มปั้นซูเปอร์มาร์เก็ต ขนร้านอาหารเติมแม่เหล็กสู้ศึกคอมมิวนิตี้มอลล์ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ : เดอะ เซอร์เคิลเร่งเติมแม็กเนตร้านอาหารแบรนด์ดัง ทุ่มลงทุน 40 ล้าน เจรจาวิลล่า มาร์เก็ตเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ อัดกิจกรรมใหญ่ทุกเดือน กระตุ้นทราฟฟิก รับมือค้าปลีกย่านราชพฤกษ์แข่งเดือด นางเกษมา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองกรรมการบริหาร ศูนย์การค้าเดอะ เซอร์เคิล ราชพฤกษ์ เปิดเผย'ประชาชาติธุรกิจ'ว่า เดอะ เซอร์เคิลมีแผนลงทุนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาด 1,500 ตร.ม. งบฯลงทุน 30-40 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างเจรจากับวิลล่ามาร์เก็ตที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีรายได้ระดับไฮเอนด์ ปัจจุบันมีพื้นที่ขายทั้งสิ้น 9,000 ตร.ม. จะทำให้พื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 10,500 ตร.ม. นอกจากนี้ ยังพยายามเพิ่มเติมร้านค้าเข้ามาเพื่อสร้างความแปลกใหม่ ล่าสุดคือร้านอาหารญี่ปุ่นโอโตยะ ร้านอาหารแสนแซบ ซึ่งมีคู่ค้าให้ความสนใจติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยร้านอาหารถือเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้ามาใช้บริการ ซึ่งจะเลือกแบรนด์ที่เปิดในเมืองออกมาให้บริการ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ไม่ต้องการเดินทางเข้าเมือง อาทิ กราวเฮย์ แอท เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ (Ground Hey @ Greyhound cafe′) ที่มีคอนเซ็ปต์การตกแต่งร้านด้วยบรรยากาศสนุกสนาน ไก่ทอดบอนชอน แพนเค้กคาเฟ่ สตาร์บัคส์ แมคโดนัลด์ นอกจากนี้ก็มีแบรนด์แฟชั่นและธุรกิจบริการ อาทิ ธนาคาร "เดิมเรามีท็อปส์ เดลี่ แต่เปลี่ยนมาเป็นแฟมิลี่มาร์ทที่มีภาพลักษณ์คอนวีเนี่ยนสโตร์ จึงต้องเพิ่มซูเปอร์มาร์เก็ตเข้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้า" นางเกษมากล่าวและว่า เดอะ เซอร์เคิลเปิดให้บริการมาเข้าปีที่ 5 ตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่มีที่อยู่อาศัยในระยะทางไม่เกินรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี โดยมีจำนวนรถที่เข้ามาเฉลี่ย 3,000-4,000 คัน/วัน และถือเป็นรายแรก ๆ ที่เข้ามาเปิดให้บริการ ปัจจุบันทำเลย่านราชพฤกษ์มีรายใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น เพราะมีการขยายตัวของชุมชนที่อยู่อาศัย มีหมู่บ้านราคาตั้งแต่ 40-100 ล้านบาท ทั้งนี้ จากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวก็ยังพบว่าผู้บริโภคยังคงมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่มีแนวโน้มชะลอการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเดอะ เซอร์เคิลเน้นจัดกิจกรรมใหญ่ทุกเดือน อาทิ วันสงกรานต์ก็มีกิจกรรมหลากหลาย เพื่อสร้างความคึกคัก กระตุ้นทราฟฟิกและช่วยผู้เช่าร้านค้า รวมถึงการสื่อสารตลาดผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งบิลบอร์ด แมกาซีน สำหรับ แผนการลงทุนอื่นๆ เดอะ เซอร์เคิลมีการศึกษาทำเลใหม่ๆ ในการเปิดคอมมิวนิตี้มอลล์ โดยไม่ได้หยุดการลงทุน แต่ค่อนข้างคัดเลือกทำเล ซึ่งเน้นในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นหลัก รวมถึงพิจารณาเรื่องของทราฟฟิก ถนนที่ตั้ง และโพเทนเชียลในการเติบโต โดยมองว่าคีย์ซักเซสอยู่ที่โลเกชั่น สิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งคอมมิวนิตี้มอลล์เป็นค้าปลีกที่ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในชุมชนนั้น ๆ (neighborhood) ปัจจุบันมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนจำนวนมาก

Ride Your Way ปั่น ปั่น ไป ให้หัวใจนำทาง

Ride Your Way ปั่น ปั่น ไป ให้หัวใจนำทาง หลายคนเคยคิดที่อยากออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการ 'ปั่นจักรยาน' แต่ยังไม่กล้า นึกไม่ออก บอกไม่ถูกว่าจะไปปั่นแถวไหน ไปกับกลุ่มใคร แล้วความรู้สึกอิสระยามเมื่ออยู่บนหลังอาน เคลื่อนไหวไปตามหัวใจและสองแรงขา แบบที่นักปั่นหลายคนเขาว่ากันนั้นเป็นอย่างไร วันนี้เรามีเรื่องราวหลากหลาย ของเหล่านักปั่นชาวไทย และต่างชาติ ที่ออกท่องไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจและสองแรงขา อย่าง พี่ชาติ ภิรมย์กุล นักเขียนอารมณ์ดี เจ้าของผลงานมากมาย , คุณขวัญแก้ว – อรอุษา เลิศสุวรรณไพศาล สาวนักปั่นคนดังในโลกออนไลน์ที่'โรค พลิก โลก'ของเธอ, คุณบาส แมนเดอร์ หนุ่มเนเธอร์แลนด์ กับมุมมองการใช้จักรยานในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร, คุณแอนนี่ มินิสคูลซ์ สาวต่างชาติ ที่ใช้วันว่างออกปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางทั่วไทยกับสามี, คุณสตีฟ ชวาทส์ ที่ค้นพบ The Real Thailand จากการปั่นจักรยาน และหนุ่มออตโต้ – บัญยง พูลทรัพย์ นักแสดงอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Thailand Piggy Bike เพื่อนักปั่นร่างอวบ ถ้าพร้อมแล้ว ไปเกาะติดเส้นทางการปั่นของพวกเขากันเลย จักรยานพาไป…ใจบอกทาง ความสุขบนหลังอาน ของนักเขียนอารมณ์ดี๊...ดี ชาติ ภิรมย์กุล นักเขียนอารมณ์ดี เจ้าของผลงานหนังสืออ่านสนุกเปื้อนรอยยิ้มผู้ยึดมั่นกับการเป็นนักปั่น “สายกินจนมีผลงานปั่น กิน เที่ยว สนุกๆ มาให้ติดตามแล้วหลายเล่ม โดยเฉพาะ“จักรยานพาไปใจบอกทาง” พี่ชาติ บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการขี่จักรยานว่า ซื้อจักรยานเมื่อปลายปี 2556 เน้นความสบายใจเป็นหลัก ไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่ระยะทางหรือความเร็วในการปั่น เจออะไรสวยๆ หรือน่าสนใจก็แวะถ่ายภาพบ้าง ไปช้าๆ เน้นชม และชิม โดยเริ่มต้นปั่นในเส้นไทรม้า นนทบุรี ซึ่งเป็นเส้นที่ไม่ไกลจากบ้าน หลังจากสัมผัสชีวิตบนหลังอานกับจักรยานเสือภูเขาคันโปรดไม่นาน พี่ชาติก็ค้นพบ “เส้นทางสีเขียว” ที่ทำให้ทุกวันถูกเติมเต็มไปด้วยความสุข “เส้นทางวัดโตนด วัดบางระโหง วัดขวัญเมือง เป็นถนนเส้นเล็กๆ เลียบเรื่อยไปตามธรรมชาติ และจุดชมวิวสองข้างทาง ทั้งนาข้าวสีเขียว สลับกับสวนเกษตรของชาวบ้านท้ายวัดโตนดเรียงรายขนานไปกับคลองอ้อม ซึ่งฝั่งตรงข้ามมีบ้านไม้ริมคลอง เหมือนฉากในหนังไทยโบราณ ความแตกต่างของบรรยากาศท้ายวัดโตนดกับหอนาฬิกาฝั่งนนทบุรี ทำให้พี่ชาติรู้สึกเหมือนอยู่คนละยุคสมัย ทั้งที่ใช้เวลาปั่นจักรยานไม่เกิน 20 นาที รายละเอียดของสองข้างทาง ทำให้ใจเราสงบ ได้อยู่กับตัวเอง ออกจากสังคมออนไลน์ เพราะทุกวันนี้เราอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศัพท์กันมาก พอมาปั่นจักรยาน ทำให้เรากลับมาอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต อยู่กับตัวเอง เกิดสมาธิ รวมทั้งมีเรื่องราวสนุกๆ ระหว่างทางให้เก็บเกี่ยวมาเขียนหนังสืออีกด้วย” สำหรับ นักเขียน นักปั่นอารมณ์ดีท่านนี้ ถ้าพูดถึงความสำคัญของจักรยาน เขาบอกว่า “ ตอนนี้จักรยานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน กลายเป็นปัจจัยที่ 5 รองจากโทรศัพท์มือถือไปแล้ว” พี่ชาติ ฝากทิ้งท้ายไว้สั้นๆ สำหรับผู้ที่ยังลังเลใจในการเริ่มต้นออกปั่นจักรยานว่า “เมื่อมีจักรยานแล้วเส้นทางจะมาเอง อยากไปไหนจักรยานจะพาไป…โดยมีใจเราเป็นตัวบอกทาง” เร็วๆ นี้ พี่ชาติจะมีผลงานเล่มใหม่ “จักรยานพาไป ใจเป็นสุข” ให้แฟนๆ ได้ติดตามกันอีกด้วย โรค พลิก โลก กับคุณขวัญแก้วชวนปั่น วันหนึ่งเมื่อพบว่า ต้องเผชิญหน้ากับโรคร้าย เธอเลือกหันมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ใช้ “จักรยานและการถ่ายภาพ” เป็นยาวิเศษเยียวยาตนเอง คุณขวัญแก้ว – อรอุษา เลิศสุวรรณไพศาล สาวนักปั่นคนดังแห่งโลกออนไลน์ ที่วันนี้ โรคร้าย ได้พลิกชีวิต พลิกมุมมองของเธอให้เปลี่ยนไป และมีความสุขมากมายกับการปั่นจักรยานสายทัวร์ริ่ง ในแบบ “ปั่นไป ถ่ายรูปไป” ของเธอ รวมถึงฉายา ป้าสอง จากแก๊งส์ 3 ป้าที่เพื่อนๆ ใน Thaimtb.com ตั้งให้ ซึ่งมีตัวเธอ ป้าอ้อย อุษณีย์ จ.อุดรธานี และป้าเหมียว เสือรุ่งริ่ง จ.เชียงใหม่ ที่สุดแสนจะโด่งดัง มีผู้ติดตามมากมายในโลกออนไลน์ขณะนี้ หลายปีก่อน คุณขวัญแก้วเริ่มมีปัญหาสุขภาพ เมื่อการตรวจร่างกายประจำปี ทำให้เธอทราบว่า เธอมีมะเร็งร้ายใช้ชีวิตร่วมกับเธออยู่ โดยคุณหมอย้ำว่า เธอต้องเริ่มออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และการปั่นจักรยาน คือตัวเลือกแรกที่ดีที่สุดสำหรับเธอ เธอเริ่มต้นกับการปั่นจักรยานเสือภูเขา โดยรวมกลุ่มกับพี่ๆ เพื่อนๆ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างการติดตามสามีไปไซด์งาน และทำให้เธอรู้ว่า การปั่นจักรยานแนวทัวร์ริ่ง ซึ่งไม่เน้นความเร็ว สามารถปั่นไป ถ่ายรูปไปได้ เป็นแนวทางที่เธอชอบที่สุด เพราะการถ่ายภาพสองข้างทาง ไม่ใช่เพียงแค่การบันทึกเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ ความละเมียดละไมของความรู้สึกที่ได้พบเจอได้อีกด้วย การถ่ายภาพจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการได้ปั่นจักรยาน ภาพถ่าย และเรื่องราวของขวัญแก้ว ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆ คน ให้หันมาสนใจในการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น มีโอกาสได้เก็บภาพสวยๆ มาอวดกัน คุณขวัญแก้วมักเลือกปั่นจักรยานทัวร์ริ่งคู่ใจไปในเส้นทางสายเล็กๆ เพราะทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตชุมชน ได้พบเห็นมิตรภาพดีๆ ระหว่างการเดินทาง ได้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลกใบนี้ตลอดเวลา ประสบการณ์ครั้งสำคัญ ที่ทำให้วิธีคิดของเธอเปลี่ยนไป เกิดขึ้นขณะเธอปั่นจักรยานอยู่ในเส้นทางรอยต่อระหว่าง จ.มุกดาหาร และ จ.กาฬสินธุ์ เป็นทางเนินยาวในป่าสุดสายตา เพราะความเหนื่อยบวกกับความหิวและอ่อนล้า เธอจึงตะโกนร้องออกไปสุดเสียงว่า “หิวข้าว” สักพักได้ยินเสียงปริศนาตอบกลับมาว่า “มาเด้อ มากินข้าว” เท่านั้นแหละ ทุกคนในกลุ่มหยุดปั่น แล้วหันมาออกตามหาต้นตอของเสียง จนไปเจอซุ้มต้นไม้ที่ชาวบ้านสร้างไว้ใช้พักผ่อน ภายหลังจากความเหน็ดเหนื่อยในการทำไร่มันสำปะหลัง กับข้าวกับปลาพื้นบ้านที่ตกสู่ท้องในมื้อนั้นอาจดูธรรมดาในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเธอ มิตรไมตรีจากคนแปลกหน้าที่หยิบยื่นให้เธอ ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน ยังคงประทับใจเธอไม่รู้ลืม” หลายครั้งที่การปั่นจักรยานของเธอและเพื่อนๆ มักได้รับน้ำดื่มจากผู้ใช้ทางที่ขับรถยนต์ท่องเที่ยวและสัญจรไป-มาในเส้นทางเดียวกัน ได้ที่พักริมทางจากชาวบ้านเพื่อเอนหลังยามอ่อนล้าจากการปั่น มิตรภาพระหว่างทางจากคนแปลกหน้า กลับกลายเป็นจุดเชื่อมต่อให้เธอเห็นธรรมะอันเรียบง่ายของชีวิตว่า “ชีวิตของคนเราก็เท่านี้ จะดิ้นรนไปเพื่ออะไร เมื่อหิวก็ต้องการแค่อาหารให้อิ่มท้อง กระหายก็แค่ดื่มน้ำ การมีสุขภาพที่แข็งแรง เพียงเท่านี้ก็เป็นกำไรชีวิตแล้ว” ขณะนี้ คุณขวัญแก้ว ย้ายตามสามีไป จ.เชียงใหม่ แต่เธอยังไม่หยุดปั่นจักรยานและภาพถ่ายเพื่อเติมเต็มความฝันของเธอ เธอฝากทิ้งท้ายว่า หากใครปั่นจักรยานอยู่แถวเชียงใหม่ และมีโอกาสได้เจอกับเธอ อย่าลืมส่งยิ้ม และทักทายเธอด้วยนะคะ ความผูกพันกับพาหนะสองล้อ จากหนุ่มเนเธอร์แลนด์ เมืองแห่งจักรยานของโลก บาส แมนเดอร์ (Bas Mander) หนุ่มต่างชาติที่ทำงานด้านการเงินในเมืองไทยมากว่า 5 ปี เกิดและเติบโตที่เนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ถือได้ว่าเป็นมิตรกับจักรยานมากที่สุดในโลก โดยจักรยานถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวเนเธอร์แลนด์ และชาวเนเธอร์แลนด์ทุกคนจะต้องมีจักรยานเป็นพาหนะคู่ใจอย่างน้อย 1 – 2 คัน บาส เล่าว่า เริ่มปั่นจักรยานตั้งอายุ 3 ขวบ ในสมัยเรียนอนุบาล และปั่นมาตลอดจนถึงมัธยม การขี่จักรยานจึงกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเขามาตลอด ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ไม่เว้นแม้แต่การเดินทางมาทำงานที่เมืองไทย บาสก็ยังนำเสือภูเขาคันโปรดติดตัวมาจากบ้านเกิดด้วย ปัจจุบัน บาสใช้จักรยานที่เค้านำมาด้วยนี้ปั่นไปทำงาน และยังลงทุนซื้อจักรยานเสือหมอบคันใหม่ เพื่อใช้ใช้ในการออกกำลังกายยามว่างอีกด้วย สำหรับมุมมองในการใช้จักรยานของสังคมไทยในปัจจุบัน เค้ามองว่า ขณะนี้ สังคมไทยเริ่มตื่นตัว และหันมาใส่ใจในการปั่นจักรยานมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี ส่งผลให้มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนที่ใช้จักรยานในประเทศไทยมากขึ้น บาสทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอแนะที่ว่า อยากให้ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองผู้ใช้จักรยานบนท้องถนนเหมือนประเทศอื่นๆ แต่สิ่งที่เป็นเรื่องยากในมุมมองของบาส คือ เมืองไทยไม่มีวัฒนธรรมและความรู้สึกที่ผูกพันกับการใช้จักรยานบนท้องถนนเหมือนประเทศอื่นๆ มาก่อน จึงถือเป็นเรื่องยากสำหรับคนไทยในการยอมรับให้มีการใช้จักรยานร่วมกันกับรถยนต์บนท้องถนนได้” ปั่น ... สำรวจประเทศไทย ไปกับสาวต่างชาติ แอนนี่ มินิสคูลซ์ (Annie Miniscloux) กราฟฟิกดีไซเนอร์สาว ที่ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยพร้อมกับสามี และเลือกการปั่นจักรยานท่องเที่ยวไปตามชานเมืองหรือชนบทต่างๆ ของเมืองไทยเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ และพบว่าการปั่นจักรยานท่องเที่ยว เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสำรวจประเทศไทย โดยมีน้ำตกไทรโยค และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นสถานที่โปรดปรานในการท่องเที่ยวด้วยจักรยานในวันหยุดของเธอ เธอและสามีมีจักรยานทั้งหมด 5 ประเภท ซึ่งในแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน เธอใช้จักรยานเสือภูเขาเพื่อการปั่นขึ้นเขา เสือหมอบไว้ปั่นทางเรียบ จักรยานทัวร์ริ่งสำหรับทริปท่องเที่ยวหลายๆ วัน ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ เธอยังมีจักรยาน City Bike สำหรับปั่นไปทำงาน หรือจ่ายตลาดในละแวกใกล้บ้าน โดยมอบมอบหน้าที่การดูแลรักษาจักรยานที่เธอรักให้กับสามีของเธอ แอนนี่ เล่าถึงความประทับใจในการปั่นจักรยานในไทยว่า “สามารถใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุด ก็เอาจักรยานคันโปรดไปปั่นตามสถานที่ต่างๆ ได้ หรือแม้แต่การขนจักรยานขึ้นเครื่องบินหรือรถไฟ ไปตามสถานที่ต่างๆ ก็มีความสะดวกสบายมากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เธอมักจะเลือกปั่นไปตามถนนสายเล็กๆ และไม่ใช้ความเร็วมากนัก เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทย เพราะเธอประทับใจในความเป็นมิตรของคนไทย ที่ให้การต้อนรับเธอและสามีเป็นอย่างดีตลอดสองข้างทางที่เธอปั่นผ่าน” นอกจากนี้ แอนนี่ ยังแอบมีความหวังเล็กๆ เกี่ยวกับการพัฒนาเส้นทางจักรยานในประเทศไทยว่า “สักวัน... ประเทศไทยจะมีเลนจักรยานทั้งเส้นทางหลัก และเส้นทางรอบเมืองในชนบท มีจุดจอดจักรยาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับคนใช้จักรยานเพิ่มมากขึ้น” จักรยาน กับการเรียนรู้ The Real Thailand “บ้านหลังที่สองของชาวต่างชาติทุกๆ คน” สตีฟ ชวาทส์ (Steve Schwartz) ชาวต่างชาติอีกหนึ่งคน ที่เลือกเมืองไทยในการใช้ชีวิต เสมือนเป็นบ้านหลังที่สองของเขาเอง ผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามา หลายคนที่เขารู้จักกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต ซึ่งนั่นรวมถึงภรรยาของเขา ที่เป็นคนไทยด้วยเช่นกัน ปกติ สติฟจะปั่นจักรยานเป็นประจำทุกวัน และนอกจากการปั่นจักรยาน สติฟยังเป็นนักวิ่งตัวยง ซึ่งขณะนี้เขากำลังฟิตซ้อมร่างกาย เพื่อลงแข่ง Ride Across America เพื่อเซอร์ไพรส์ลูกชายที่จะกลับมาเยี่ยมเขาในเร็วๆ นี้ สตีฟ เล่าว่า “เขาโปรดปรานจักรยานทัวร์ริ่งมาก ไม่ว่าจะไปเที่ยว ขึ้นเหนือหรือลงใต้ ก็จะใช้จักรยานทัวร์ริ่งที่เป็นของคนไทย ปั่นไปตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งตอนนี้ถือเป็นบ้านหลังที่สองของเขา” สตีฟ บอกถึงความรู้สึกที่มีต่อการปั่นจักรยานในเมืองไทยว่า “ไม่ใช่แค่การได้เห็นถึงวิวทิวทัศน์ความสวยงามของชนบท หรือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองไทย แต่เขายังได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่เป็น The Real Thailand จากสิ่งที่ได้เจอ การปั่นผ่านทุ่งนาที่มีชาวนากำลังเกี่ยวข้าว มนต์เสน่ห์ของเพิงขายของเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามเส้นทางที่ปั่นผ่านมา วิถีชีวิตของผู้คนซึ่งแตกต่างจากวิถีชีวิตของเขาในประเทศบ้านเกิด ที่มีแต่ความเร่งรีบ มีเงินทองมากมายแต่กลับไม่มีความสุข ชีวิตในเมืองไทยของเขา ถือเป็นชีวิตที่มีแต่ความสุข และไม่สามารถใช้เงินทองซื้อได้ ความเป็นมิตรของคนไทย ที่เค้ารู้สึกได้ว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหน คนไทยก็ยังยินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา” ตอนนี้ จักรยาน จึงเป็นเสมือนเพื่อนร่วมเดินทางที่ไว้ใจได้ และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของ สตีฟ ไปแล้ว Thailand Piggy Bike ...ถึงอ้วน ... ก็ปั่นได้ Thailand Piggy Bike กลุ่มคนตัวกลมอารมณ์ดี ที่รวมตัวกันปั่นจักรยานโดยมีเป้าหมาย คือ ออกการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ และส่งผ่านแรงบันดาลใจในการปั่นจักรยานให้กับคนอ้วนทุกคน “ถึงอ้วน ก็ปั่นได้” เป็นคำพูดจากปากของ ออตโต้ - บัญยง พูลทรัพย์ นักแสดงอิสระ หุ่นน่ารัก ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากภาพยนตร์ ตุ๊กแกรักแป้งมาก “เราอยากให้คนอ้วนก้าวผ่านความกลัวและอุปสรรคของน้ำหนักตัว แล้วมาสนุกกับการปั่นจักรยานเพื่อทำกิจกรรมดีๆ ให้สังคมไทยไปด้วยกัน ช่วยกันเติมเต็มและส่งผ่านแรงบันดาลใจให้คนอ้วนคนต่อๆ ไป ซึ่งอ๊อตโต้คิดว่า หากมีใครสักคนลุกขึ้นมาเป็น Roll Model ให้กับเพื่อนๆ จะยิ่งทำให้คนอ้วนด้วยกัน เกิดความมั่นใจ และกล้าจะออกมาปั่นจักรยานไปกับเค้า ตอนนี้เพจ Thailand Piggy Bike ของเขาซึ่งเปิดมาได้ไม่นาน กลับมีเพื่อนสมาชิกไปแล้วกว่า 1,500 คน จากทุกภาคส่วน และถือเป็นศูนย์รวมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการทำกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม เช่น การปั่นจักรยานในยามค่ำคืนเพื่อแจกไฟท้ายจักรยานให้กับรถเข็นขายของ รวมถึง คุณลุง คุณป้าที่ใช้จักรยานตามท้องถนนทั่วไป เพื่อลดอุบัติเหตุ และส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยในการใช้จักรยานไปด้วยกัน ออตโต้ เล่าว่า เขาถูกปลูกฝั่งความคิดจากที่บ้านมาตลอดว่า การขี่จักรยานนั้นมีอันตราย ยิ่งสำหรับคนอ้วน จักรยานถือเป็นสิ่งต้องห้าม ทำให้เขาปั่นจักรยานไม่เป็นมาตั้งแต่เด็ก จนเมื่อปลายปีแล้ว อ๊อตโต้ไปพบจักรยานพับฝุ่นจับ จำสภาพเดิมไม่ได้ ซึ่งตัวเขาเองตั้งใจจะเอาไปทิ้ง แต่ปรากฏว่ามันหนัก จึงเกิดเปลี่ยนใจ เอาจักรยานคันดังกล่าวไปสูบลมเพื่อลองหัดขี่ เขาใช้เวลากว่า 2 อาทิตย์ในการหัดทรงตัว และหลังจากนั้น ออตโต้ก็เริ่มสนุกกับการปั่นจักรยานไปกับกลุ่มเพื่อนหลากหลายที่เขารู้จัก ชีวิตการปั่นจักรยานของอ๊อตโต้เริ่มมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อเขาได้ยินเสียงตะโกนทักจาก “จุก” มอเตอร์ไซค์รับจ้างข้างทางที่เขาปั่นจักรยานผ่าน “มาได้ไง ขี่ได้ไงวะพี่” ความคิดแวบแรกโผล่ขึ้นมาว่า “ต้องมีเรื่องแน่ๆ แต่พอหันไปเจอ ผู้ชายวัยรุ่น รูปร่างอ้วนกว่าตัวเขา น้ำหนักกว่า 180 กิโลกรัม ซึ่งมีโรคประจำตัว คือ การหายใจไม่ออกและเป็นโรควูบง่าย ตะโกนทัก จุกมีความตั้งใจอยากขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกายมานานแล้ว แต่ยังไม่กล้า เพราะในอดีต จุกเคยปั่นจักรยานหัก 2 ท่อนมาแล้ว แถมการขี่จักรยานของจุก มักถูกล้อเลียนว่า ไอ้อ้วนยางแบน ซึ่งเป็นปัญหาแบบเดียวกันกับที่อ๊อตโต้เคยเจอ ผมชวนจุกขี่จักรยาน ให้เขาทดลองขี่จักรยานของตัวผมเอง เราเอาเสื้อผ้าปั่นจักรยานมาแชร์กันใส่ ขาดเหลืออะไรก็ช่วยเหลือกัน กลายเป็นมิตรภาพดีๆ ที่มีให้กันมาจนถึงทุกวันนี้ ออตโต้ อยากบอกเพื่อนคนอื่นๆ ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว และยังลังเลใจในการปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายว่า “การขี่จักรยานสำหรับตัวเขา ทำให้ได้สุขภาพที่ดีขึ้น รูปร่างกระชับขึ้น และภูมิใจที่มีส่วนช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ สำหรับคนอ้วนที่กำลังจะเริ่มต้นปั่นจักรยาน อยากให้เริ่มจากสิ่งที่เรามี คือ มีจักรยานคันไหนก็ปั่นคันนั้น และให้ปั่นจักรยานตามความเร็วที่เหมาะสมกับตัวเอง เหนื่อยก็พัก” นี่คือ สิ่งที่พวกเราเริ่มมองเห็นในสังคมไทย กับภาพนักปั่นจักรยานทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ เด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ทุกเพศทุกวัย กำลังหันมาใส่ใจในการปั่นจักรยาน สะท้อนให้เห็นว่าการปั่นจักรยานนั้น ไม่ใช่แค่เทรนด์หรือกระแสที่เห่อกันเป็นพักๆ แบบที่หลายคนเข้าใจ แต่การปั่นจักรยาน เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ทุกคนในสังคมมีสุขภาพที่แข็งแรง โลกสดใส เหมือนเราได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ปีนี้ บริษัท เอ็น.ซี.ซี เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ นีโอ ผู้ริเริ่มการจัดงานบางกอกไบค์ จึงเอาใจนักปั่นด้วยการจัดงาน “อินเตอร์เนชั่นแนลบางกอกไบค์ 2015” หรือ มหกรรมจักรยานของผู้ที่มีใจรักการปั่น ครั้งที่ 5 ขึ้น ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2558 ณ ฮอลล์ 3 – 4 อิมแพค เมืองทองธานี ภายในงานมีการรวบรวมสินค้าจักรยาน และบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับนักปั่นไว้ให้เลือกชมเลือกช้อปอย่างจุใจ ถ้าอยากรู้ว่า การปั่นจักรยาน เป็นเรื่องของกระแส หรือแห่กันไปตามเทรนด์ ต้องลองไปพิสูจน์ให้เห็นด้วยตัวของท่านเองในงาน ************************** สะท้อนความเห็นการทำเส้นทางจักรยาน ชาติ ภิรมย์กุล นักเขียนอารมณ์ดี “ควรพัฒนาเส้นทางจักรยานในเส้นชานเมือง เส้นนอกเมือง เพราะการปั่นจักรยานในเส้นชานเมืองมีความปลอดภัยสูงกว่าการปั่นในเมือง รวมถึงต้องทำให้เส้นทางจักรยานนั้นสามารถใช้ได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงที่จอดรถเข็น รถมอเตอร์ไซค์ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ขวัญแก้ว – อรอุษา เลิศสุวรรณไพศาล “การทุ่มเทงบประมาณเพื่อสร้างเส้นทางจักรยานใหม่ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศไม่ดีนัก อาจต้องใช้งบประมาณสูง และยังไม่มีความจำเป็นในมุมมองของผู้บริหารประเทศ ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหันมาดูแลเส้นทางจักรยานที่มีอยู่แล้ว ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจังมากกว่า การปรับปรุงไหล่ทางที่ชำรุดเพื่อใช้ทดแทนเส้นทางจักรยาน การร่วมกันปลูกฝังให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีน้ำใจให้แก่กัน เท่านี้เมืองไทยก็น่าอยู่มากขึ้นแล้ว” บาสแมนเดอร์ “การมีเลนปั่นจักรยานเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงต่อมา คือ การดูแลรักษาเลนจักรยาน รวมถึงการป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ปั่นจักรยานเข้าไปใช้ เพื่อให้เลนจักรยานเกิดประโยชน์สูงสุด และถูกต้องตามจุดประสงค์” แอนนี่ “เลนจักรยานเป็นความคิดที่ดีและเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรที่จะทำ แต่ควรแยกออกจากเลนของรถยนต์ และรถประจำทางอย่างชัดเจน ขอเสนอให้ทำเส้นทางปั่นจักรยานเลียบคลองหรือแม่น้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ” สตีฟ “การสร้างเลนปั่นจักรยานเป็นเรื่องที่ดี เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของความปลอดภัยสำหรับนักปั่นจักรยานบนท้องถนนแล้ว ยังช่วยในเรื่องการลดมลพิษทางอากาศ ลดการใช้น้ำมันและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งหากมีการทำเลนจักรยานจริงก็จะช่วยในเรื่องของการลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนักปั่น รวมทั้งควรปลูกฝังนิสัยแบ่งปันการใช้ถนนและความรู้ในเรื่องกฎจราจรให้ผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย” ออตโต้- บัญยง พูลทรัพย์ “เส้นทางจักรยานนั้น ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ถ้าคนบนท้องถนนมีน้ำใจให้แก่กัน เพราะปัจจุบันก็มีเลนจักรยาน แต่ก็ใช้ไม่ได้จริง สิ่งสำคัญที่ควรเร่งทำ คือ การสร้างจิตสำนึกให้กับคนในสังคมไทย ให้มีน้ำใจให้แก่กันในการใช้รถใช้ถนนมากกว่า” ------------------------------------------------ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท 19 มีเดีย จำกัด ยุพา สดแสงสุก 086 888 2323 , จิดาภา ประมวลทรัพย์ 081 817 7153

ปตท.แจ้งราคาก๊าซธรรมชาติปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลก ส่งผลดีต่อผู้ใช้เชื้อเพลิง

ปตท.แจ้งราคาก๊าซธรรมชาติปรับลดลงตามราคาน้ำมันโลก ส่งผลดีต่อผู้ใช้เชื้อเพลิง นายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า จากการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี2557ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติขณะนี้มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ทำให้ราคาพลังงานในภาคเชื้อเพลิง และภาคขนส่งปรับลดลง ส่วนในภาคไฟฟ้า คณะกรรมการกำกับนโยบายพลังงาน (กกพ.)จะเป็นผู้พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ การปรับตัวของราคาก๊าซธรรมชาติจะไม่เปลี่ยนแปลงในทันทีเมื่อราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัว โดยราคาก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบย้อนหลัง6ถึง18เดือน เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ เพื่อช่วยลดการผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งจากการที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ เมื่อไตรมาสที่3ของปี2557ปรับลดลงจากระดับ101.5เหรียญต่อบาร์เรล มาที่ระดับ51.9เหรียญต่อบาร์เรล ในช่วงไตรมาสที่1ของปี2558ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในไตรมาสแรกของปี2558ปรับลดลงอยู่ที่290บาทต่อล้านลูกบาศก์ฟุต และคาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติในไตรมาสที่2และ3ว่าจะปรับลดลง อยู่ที่ระดับ260–265บาทต่อล้านลูกบาศก์ฟุต และ250–255บาทต่อล้านลูกบาศก์ฟุต ตามลำดับ ซึ่งหากราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะลดลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ด้วย “การที่ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลง จะส่งผลดีต่อต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยคาดว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าจะถูกลงกว่าเดิม และราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอ้างอิงกับราคาน้ำมันเตาจะมีการปรับตัวลดลงเช่นกัน รวมถึงราคาเชื้อเพลิงในภาคขนส่งด้วย ทั้งหมดนี้จะส่งผลดีผู้บริโภคโดยตรง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาพลังงานมีแนวโน้มลดลงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคได้ แต่การที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ใช้พลังงาน และยังต้องนำเข้าพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าเพื่อยืดอายุพลังงานยังเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลูกหลานไทยในอนาคต”นายชาครีย์ กล่าวเสริมในตอนท้าย

ธปท.แจงทุนสำรองระหว่างประเทศ 10 เม.ย. อยู่ที่ US$ 157.8 พันล้าน

ธปท.แจงทุนสำรองระหว่างประเทศ 10 เม.ย. อยู่ที่ US$ 157.8 พันล้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานตัวเลขทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของไทย วันที่ 10 เม.ย.58 อยู่ที่ 157.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากวันที่ 3 เม.ย.58 ที่ 158.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะเดียวกันฐานะฟอร์เวิร์ดสุทธิของไทย วันที่ 10 เม.ย.58 อยู่ที่ 18.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบ กับวันที่ 3 เม.ย.58 อยู่ที่ 19.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯเงินสำรองระหว่างประเทศในรูปเงินบาทวันที่ 10 เม.ย.58 อยู่ที่ 5,136.7 พันล้านบาท จาก 5,138.0 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 3 เม.ย.58 3 เม.ย. 10 เม.ย. เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ(พันล้านบาท) 5,138.0 5,136.7 (พันล้านดอลลาร์ สรอ.) 158.2 157.8 ฐานะสุทธิ Forward(พันล้านดอลลาร์ สรอ.) 19.5 18.2 สินเชื่อสุทธิที่ให้กับรัฐบาล(พันล้านบาท) 93.5 64.3 สินเชื่อสุทธิที่ให้กับสถาบันการเงิน(พันล้านบาท) -4,003.1 -3,977.8 ฐานเงิน(พันล้านบาท) 1,560.7 1,601.3
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Content unpublished

   

   

SME

   

BAACx60

   

CPALLxx

   
000816017
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
4844
12487
88747
634937
229580
333732
816017

Your IP: 54.144.255.152
Sat, 18 Apr 2015 08:43:39 +0000
   
© ALLROUNDER
บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด
: 387/9 ลาดพร้าว 87 แยก 9 วังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ : 081-431-6381 แฟกซ์ : 02-530-4424 
Emai : icorehoon@yahoo.com ,ipipat.n@gmail.com