FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

PS17

พฤกษา เรียลเอสเตท เจ้าตลาดอสังหาฯ
เปิดวิลเลต ไลท์ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ1.98 ลบ. 
   

Intuch1

   

We have 439 guests and no members online

   

CPFxx

   

ALL-Hoon

   

GHBx60

   


AFET มั่นใจราคายางปีหน้าสูงกว่า 60 บ./ก.ก. หลังอุปสงค์จีนพุ่ง เชื่อขณะนี้ราคาผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

บิ๊ก AFET มั่นใจราคายางปีหน้าสูงกว่า 60 บ./ก.ก. หลังอุปสงค์จีนพุ่ง เชื่อขณะนี้ราคาผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว    บิ๊ก AFET มั่นใจปีหน้าราคายางยืนเหนือ 60 บ./ก.ก. คาดอุปสงค์จีนช่วยหนุน กระแซะรัฐบาลออกนโยบายกระตุ้นอุปสงค์ยางเพิ่มเป็น 20% จากเดิมอยู่ที่ 10-14% พร้อมเดินหน้าคุยบลจ.ตั้งกองทุนยางเฉพาะกิจ วงเงิน 400 ลบ. หวังกระตุ้นวอลุ่ม - เพิ่มอำนาจในการกำหนดราคายางในตลาดส่งออก ตั้งเป้าปีหน้าวอลุ่มสินค้าเกษตรล่วงหน้าแตะ 1,000 สัญญา/วัน พร้อมเล็งนำข้าวเปลือกเข้าซื้อขาย และนำสับประรดกระป๋องออกจากตลาดหลังวอลุ่มไม่ขยับ    นายวิวัฒน์ ตีระวนิชพงศ์ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ AFET เปิดเผยว่าราคายางพาราปีหน้ามีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 60 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากปัจจุบันราคายางได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ระดับประมาณ 46 บาท/กิโลกรัมไปแล้ว โดยปัจจัยสนับสนุนราคายางให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ มาจากความต้องการสินค้ายางในประเทศจีนที่น่าจะเพิ่มขึ้นหลังจากจีนอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ    นอกจากนี้ การส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติสนับสนุนการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าความต้องการสินค้ายางจะได้รับประโยชน์อีกทาง นอกจากนี้การเพิ่มความต้องการยางในประเทศจากแผนงานของรัฐบาลจะเป็นตัวสนับสนุนราคายางประกอบกัน    ทั้งนี้ตน ต้องการให้รัฐบาลกระตุ้นแนวทางแผนงานพัฒนาความต้องการสินค้ายางภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 20% เนื่องจากปัจจุบันความต้องการยางอยู่ที่ระดับ 10-14% จากจำนวนสินค้ายางในตลาด โดยคาดว่าหากมีแผนงานดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้ราคาสินค้ายางมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้    "ปัจจุบันเกษตรกรติดปัญหาที่ผลิตสินค้ายางออกมามากกว่าความต้องการ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลมีแผนการสนับสนุนความต้องการใช้ยางเพิ่มขึ้นเป็น 20% ซึ่งจะช่วยดันราคายางได้อีกทางหนึ่ง" นายวิวัฒน์ กล่าว    นอกจากนี้ทาง AFET มีแนวทางที่จัดตั้งกองทุนยางเฉพาะกิจ วงเงิน 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Private Fund คาดว่าน่าจะได้เห็นในช่วงไตรมาส 1/2558 โดยใช้กองทุนดังกล่าวเข้ามาซื้อยางผ่านตลาด AFET เพื่อส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยกระบวนการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนปริมาณยาง AFET คึกคักมากขึ้น และสามารถกำหนดราคายางทั้งในตลาด AFET และตลาดส่งออกได้    โดยปัจจุบัน AFET เตรียมพูดคุยกับผู้บริหารกองทุนยางเฉพาะกิจดังกล่าวกับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะไปคุยกับบลจ.กรุงศรี หลังจากก่อนหน้านี้ได้ไปคุยกับบลจ.ไทยพาณิชย์และบลจ.กสิกร มาแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับกลับมา ซึ่งหลังจากนี้จะเตรียมไปคุยกับบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นรายถัดไป ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเงินลงทุนระหว่างรัฐบาล 200 ล้านบาท และบริษัทเอกชนยางพารา 6-7 รายอีก 200 ล้านบาท ในการจัดตั้งกองทุน ซึ่งจะให้ผู้ที่เชี่ยวชาญโดยบลจ.เป็นผู้บริหารกองทุน ทำการซื้อสินค้ายางจากตลาด AFET ส่งให้กับลูกค้าต่างประเทศ    "แนวคิดกองทุนยางเฉพาะกิจดังกล่าว AFET เข้าไปคุยกับรัฐบาลแล้ว ซึ่งรัฐบาลบอกว่าให้หาผู้ดูแลกองทุนดังกล่าวและภาคเอกชนให้ได้ก่อนจึงค่อยมาคุยกับรัฐอีกครั้ง" นายวิวัฒน์ กล่าว    สำหรับปีหน้า AFET ตั้งเป้าปริมาณการซื้อขายสินค้าต่างๆในตลาด AFET แตะ 1,000 สัญญา/วัน โดยแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการซื้อขายใน AFET และผลักดันสินค้าโดยมีเป้าหมายคือ Go Recional พร้อมผลักดันสินค้าข้าวเปลือกเข้าตลาด AFET เนื่องจากมีมุมมองว่าสินค้าข้าวเปลือกมีอายุการเก็บรักษานานกว่าข้าวขาว นอกจากนี้มีแผนการที่จะถอนสับปะรดกระป๋องชนิดชิ้นคละในน้ำเชื่อม(CPPL) ออกจากตลาด หลังจากไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะพัฒนาสินค้าเก่า อาทิ มันสำปะหลังเส้น (TC)    ขณะที่นางอธิวีณ์ แดงกนิษฐ์ เศรษฐกรชำนาญการ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า มีแนวคิดเสนอแผนพัฒนาตลาด Thailand Rubber Market (TRM) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของยางพาราไทยเพื่อการส่งออกที่ตลาดต่างประเทศ โดยเตรียมเสนอกระทรวงเกษตรเพื่อให้เสนอต่อรัฐบาล คาดว่าจะเสนอเสร็จสิ้นภายในปีนี้ ส่วนข้อสรุปยังต้องรอดูผลอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลอนุมัติสามารถดำเนินแผนงานได้ทันที    โดยแผนงานดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้ยางพาราของไทยมีปริมาณและคุณภาพ (Government Premium Grade) ซึ่งสะท้อนถึงยางของไทยที่มีคุณภาพส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ    "ปกติสินค้ายางจะมีชื่อว่าส่งมาจากที่ใด เช่น ยางพาราจากจันดี ซึ่งหากใช้ชื่อนี้ไปยังตลาดต่างประเทศลูกค้าจะไม่รู้จักว่ามาจากที่ใด แต่ถ้าหากตั้งหน่วยงาน TRM จะการันตีถึงแบรนด์ไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าต่างประเทศได้" นางอธิวีณ์ กล่าว   นอกจากนี้ ตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราชได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลจำนวน 62.1 ล้านบาท จากแผนพัฒนาโครงสร้างระบบตลาดยางพารา ซึ่งใช้งบในการบริหารยางพาราทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,300 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี    "โดยวงเงิน 62.1 ล้านบาท จะนำมาก่อสร้างโกดังเก็บสินค้ายางขนาด 40 คูณ 80 ตารางเมตร เพื่อเก็บสินค้ายางจำนวน 400 ตัน โดยโกดังสินค้ายางดังกล่าวจะเป็นประเภทยางลูกขุน หรือยางประเภท 111.11 กิโลกรัม และยางแท่ง นอกจากนี้จะนำเงินไปพัฒนาระบบไอทีและขยายโปรแกรม รวมถึงระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม" นางอธิวีณ์ กล่าว    ทั้งนี้วงเงิน 1,300 ล้านบาท เป็นการอนุมัติจากคสช. โดยจะกระจายวงเงินไปยังตลาดกลางต่างๆ ซึ่งนครศรีธรรมราชได้รับ 62.1 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการไปขอรับเงินจากสำนักงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะได้รับเงินภายในเดือน ธ.ค.นี้    โดยหลังจากที่ตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราชได้รับเงินไปแล้ว รัฐบาลจะเริ่มให้เงินไปตลาดกลางอีก 3 แห่ง ได้แก่ หนองคาย บุรีรัมย์ และยะลา รวมถึงสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) 5 แห่ง ได้แก่ บึงกาฬ อุดรธานี จันทบุรี ตรัง และสตูล รวมถึงอบจ.ระยอง สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

ออมสิน ประกาศผลรางวัล'ออมสิน จากร้อยสู่เงินล้าน'ปี 2 ผลงานแกงไทยดิป จากม.อัสสัมชัญคว้ารางวัลเงินล้าน

ออมสิน ประกาศผลรางวัล'ออมสิน จากร้อยสู่เงินล้าน'ปี 2 ผลงานแกงไทยดิป จากม.อัสสัมชัญคว้ารางวัลเงินล้าน ธนาคารออมสิน ร่วมแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัล ออมสินจากร้อยสู่เงินล้าน โดยทีมที่คว้าเงินรางวัลมูลค่า 1 ล้านบาท ได้แก่ ทีมแกงไทยดิป จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สุดปลื้ม เยาวชนไทย กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก วางแผนการทำธุรกิจได้อย่างน่าทึ่ง คณะกรรมการคัดสรรผลงานคณะกรรมการย้ำ ไอเดียโดดเด่น สร้างสรรค์ ทำประโยชน์ และนำไปใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมได้ ดร.ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า ปีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความน่าหนักใจ ตลอดจนความรู้ความสามารถของน้องๆ เยาวชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ต่างมีความโดดเด่น และมีความกล้าคิด กล้าทำ คิดต่างมากยิ่งขึ้น โดยเกณฑ์การคัดเลือกทีมสุดยอดแนวธุรกิจคนรุ่นใหม่ “ออมสิน จากร้อยสู่เงินล้าน” ปี 2 จะต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ โดดเด่นและแตกต่าง สามารถสื่อให้เห็นถึงแนวคิดได้อย่างชัดเจน ครบถ้วนสามารถสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโอกาสทางการตลาด สินค้า/บริการ มีศักยภาพในการนำออกสู่ตลาด มีโอกาสเติบโตและสร้างความสามารถด้านการแข่งขันอย่างยั่งยืน ตลอดจนพิจารณาดูความเป็นไปได้ของแผนธุรกิจเชิงรูปธรรม สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ด้วยเงื่อนของเวลาและปัจจัยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน รวมถึงศักยภาพด้านการลงทุน ความเป็นไปได้ด้านเงินทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหมาะสม เชื่อมโยงความรับผิดชอบต่อสังคมและการส่งเสริมประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อชุมชน ศักยภาพของธุรกิจที่จะสามารถสร้างคุณประโยชน์ ต่อลูกค้า สังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยก่อนที่จะเข้าสู่รอบการคัดเลือก 10 ทีมรอบสุดท้าย ทางโครงการฯ ได้มีการคัดเลือกผลงานทั้งสิ้น 3 รอบ ประกอบด้วย รอบแรก คัดเลือก 100 ทีม รอบที่ 2คัดเลือกเหลือ 10 ทีมและรอบสุดท้าย เป็นรอบที่ทั้ง 10 ทีมที่เข้ารอบ ต้องนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการบนเวที โดยเวลานำเสนอผลงานไม่เกิน 10 นาที และตอบคำถามจากคณะกรรมการไม่เกิน 20 นาที ผลรางวัลโครงการสุดยอดแนวคิด ธุรกิจไอเดียคนรุ่นใหม่ “ออมสินจากร้อยสู่เงินล้าน” ปี 2 รับเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท และได้มีโอกาสไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ o รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล มูลค่า 1,000,000 บาท ได้แก่ทีม แกงไทยดิป ผลงาน แกงไทยดิป นวัตกรรมใหม่ของวงการอาหารไทย ในรูปแบบน้ำจิ้ม ภายใต้ชื่อสินค้า Kaeng Thai Dip แนวคิดเกิดจากการที่เราคำนึงถึงปัญหาเวลาไปต่างประเทศแล้วหาแกงที่มีรสชาติที่สื่อถึงความเป็นไทยได้ยากมาก จึงพัฒนาสินค้าชนิดนี้ขึ้นมา อาทิ แกงมัสมั่น แกงเขียวหวาน และต้มยำ o รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มูลค่า 500,000 บาท ได้แก่ทีม Three Ladies ผลงาน Thai Mixberries จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการผลักดันเบอร์รี่ไทยให้เป็นที่รู้จักโดยการนำ “เบอร์รี่ไทยหลายชนิด อาทิ มะยม เชอร์รี่ไทย มะเม่า โทงเทงฝรั่ง ลูกหว้า หม่อน มะเกลี้ยง ตะขบ มะขามป้อม” ที่คนไทยมองข้ามมาสร้างเป็นสินค้า ซึ่งจะนำเสนอในรูปแบบของ “น้ำผลไม้” o รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มูลค่า 200,000 บาท กรีนทีน ชื่อผลงาน The Green Protector จากนักศึกษา ม.ศรีปทุม เป็นการนำเทคโนโลยีในปัจจุบัน มาใช้ในการปกป้องผืนป่า แจ้งเตือนเมื่อมีผู้บุกรุกป่าไม้ ทำให้ทราบตำแหน่งของผู้บุกรุก หลีกเลี่ยงการพบเจอที่เหนือความคาดหมาย ลดการปะทะโดยไม่จำเป็น มีเวลาในการวางแผน และมีหน่วยช่วยเหลือสนับสนุน โดนมีคุณสมบัติวัดระดับเสียงเลื่อยยนต์ บันทึกภาพและเสียงแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ o รางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท ได้แก่ 1. ทีมส้มจี้ด ชื่อผลงาน Help Wrist อุปกรณ์ช่วยเหลือแบบพกพาที่มาในรูปแบบนาฬิกาดิจิตอล 2. อุทัยไกด์แลนด์ ชื่อผลงาน อุทัยฯไกด์แลนด์ ต้นแบบเกมส์ส่งเสริมการท่องเที่ยว และธุรกิจชุมชนจังหวัดอุทัยธานี 3. เจทูเดอะเอ็ม ชื่อผลงาน แผงไข่หนืดนาน ลดปัญหาการกระแทกในการขนส่งและช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของไข่ในระหว่างการขนส่ง 4เยลโล เฮลโล ชื่อผลงาน เยลโล เฮลโล ผลงานผลิตภัณฑ์จากกากถั่วเหลืองเพื่อสุขภาพ 5. เคยูเกิร์ล ชื่อผลงาน เคยูเกิร์ล ชุดว่ายน้ำ safe life ป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ 6. Thai Virtual Reality ชื่อผลงาน 3D Design Virtual Reality ซอฟต์แวร์ด้านงานอสังหาริมทรัพย์ 7. ขยะที่นอนสปริง ชื่อผลงานแผ่นหลังคาเปลี่ยนสีได้จากขยะที่นอนสปริง เทคโนโลยีแผ่นหลังคาดูดซับความร้อน และลดการใช้พลังงานภายในบ้าน และทีมที่ได้รับผลป๊อบปูล่าโหวตมากที่สุด ได้แก่ ทีมใต้ร่มโพธิ์ทอง เจ้าของผลงาน ตักบาตรเติมบุญ รางวัล Popular Vote เงินรางวัลมูลค่า 15,000 บาท สามารถติดตามความเคลื่อนไหว หรือผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gsb100tomillion.com หรือ www.facebook.com/gsb100tomillion

DNA เผยอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการ ร่วมทุนธุรกิจพลังงานทางเลือก อสังหาฯหลายราย คาดสรุป Q1/58 วางเงินลงทุน 1 พันลบ.

DNA เผยอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการ ร่วมทุนธุรกิจพลังงานทางเลือก อสังหาฯหลายราย คาดสรุป Q1/58 วางเงินลงทุน 1 พันลบ. นายสามารถ ฉั่วศิริพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอ็นเอ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ DNA เปิดเผยกับ'สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย'ว่า ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการหรือร่วมทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกและอสังหาริมทรัพย์หลายราย คาดจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 1/58 โดยตั้งงบสำหรับการลงทุนดังกล่าวไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่มาของเงินลงทุน บริษัทฯ จะได้เงินเพิ่มทุนจากการขายหุ้นให้บุคคลในวงจำกัด (PP) เข้ามาในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ ราว 1,000 ล้านบาท การลงทุนในธุรกิจใหม่ดังกล่าวป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทฯ หลังที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติเพิ่มวัตถุประสงค์ในธุรกิจของบริษัทฯ จาก 34 ข้อ เป็น 67 ข้อ โดยจะขยายขอบเขตธุรกิจไปสู่การก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลิตรายการโทรทัศน์ โฆษณา จัดคอนเสิร์ต โทรคมนาคม นวดสปา ขนส่ง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สถานศึกษา ฯลฯ "หลังจากที่บอร์ดอนุมัติเพิ่มไลน์ธุรกิจใหม่ ในช่วงแรกราจะเน้นที่ธุรกิจพลังงานทดแทนและอสังหาฯ เนื่องจากมีศักยภาพในการติบโตที่แข็งแกร่ง และเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ต้นปีคงได้ข้อสรุป ซึ่งตอนนี้มีคุยอยู่หลายราย" นายสามารถ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย DNA แตกพาร์เป็น 0.05 บ./หุ้น จากเดิม 0.25 บ./หุ้น บมจ.ดีเอ็นเอ 2002(DNA) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้(PAR) เรื่อง : แบ่งแยกมูลค่าที่ตราไว้ (split par) วันที่คณะกรรมการมีมติ : 26 พ.ย. 2557 มูลค่าที่ตราไว้(Par) เดิม(บาท/หุ้น) : 0.25 มูลค่าที่ตราไว้(Par) ใหม่(บาท/หุ้น) : 0.05 อินโฟเควสท์

IMPACT เนื้อหอมกองทุนญี่ปุ่น 2 รายใหญ่สนใจเข้าถือ REIT

IMPACT เนื้อหอมกองทุนญี่ปุ่น 2 รายใหญ่สนใจเข้าถือ REIT นางสาววันเพ็ญ มุ่งเพียรสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอ็มไอ จำกัด ในฐานะผู้จัดการทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ อิมแพ็ค โกรท (IMPACT GROWTH REIT) เปิดเผยว่า หลังจากที่ IMPACT ได้เข้าจดทะเบียนและเปิดทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพียง 1 เดือน ก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนจากญี่ปุ่นติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมสินทรัพย์ของอิมแพ็ค โกรท รีท และได้พบปะพูดคุยกับคณะผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง กลุ่มแรกเป็นกองทุน Asia REIT Fund ซึ่งมีขนาดกองทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นกองทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่นที่เน้นการลงทุนระยะยาว ซึ่ง ทาง Fund Manager ได้ให้เหตุผลที่สนใจ อิมแพ็ค โกรท รีท เนื่องจากเปรียบเทียบผลตอบแทนของกองรีทอื่นๆ ในเอเชียด้วยกัน อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย นั้นมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ในระดับ 3-5% ต่อปี ในขณะที่อิมแพ็คโกรทรีทให้ผลตอบแทนในระดับ 6% ต่อปี นอกจากนี้ ทาง Fidelity Investment ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ทั่วโลกประมาณ 630,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมอิมแพ็ค โกรท รีท และแจ้งความสนใจในการติดต่อซื้อหุ้นด้วยเช่นกัน นางสาววันเพ็ย กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าหลังจากนี้จะมีกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจและเข้ามาติดต่อซื้อหุ้นอิมแพ็ค โกรท รีท อย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะต้องมีการขยายขนาดของทรัสต์ฯ ใหญ่ขึ้นอีกทั้งนี้ สำหรับอัตราการใช้พื้นที่จัดงาน ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.57 อยู่ในระดับที่ดีมากถึง 55-60% ขณะที่เดือน ธ.ค.57 มีลูกค้าจองพื้นที่จัดงานแล้วเกือบ 70% อาทิ งานแสดงสินค้าเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 58 งานมหกรรมยานยนต์ หรือไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซโป และงานเลี้ยงสังสรรค์ ส่งผลให้ไตรมาส 3/57 (ต.ค.-ธ.ค.) ซึ่งเป็นการดำเนินงานเต็มไตรมาสของอิมแพ็ค โกรท รีท จะทำให้นักลงทุนเห็นการดำเนินงานอย่างแท้จริงของ 4 สินทรัพย์ที่กองทรัสต์ลงทุนได้ชัดเจนมากกว่าจะสามารถจ่ายปันผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนได้ อินโฟเควสท์

เจมาร์ท ผนึกกำลังบริษัทในเครือ สร้างมิติใหม่วงการมือถือไทย จัดงาน IT Junction Dealer Convention 2014

เจมาร์ท ผนึกกำลังบริษัทในเครือ สร้างมิติใหม่วงการมือถือไทย จัดงานIT Junction Dealer Convention 2014   เจมาร์ท สร้างมิติใหม่ของวงการมือถือไทยจับมือบริษัทในเครือ เจเอเอส แอสเซ็ท และ เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จัดงาน “IT Junction Dealer Convention 2014”ครั้งแรกที่รวบรวมดีลเลอร์ระดับดีเยี่ยม 500 รายพบปะตกลงธุรกิจกับพันธมิตรแบรนด์โทรศัพท์มือถือชั้นนำกว่า 30 ราย พร้อมจัดสรรงบประมาณสินเชื่อกว่า 200 ล้านบาท คาดเงินสะพัดในงานครั้งนี้กว่า200ล้านบาท หวังกระตุ้นตลาดโค้งสุดท้ายของปี   นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน)ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริมชั้นนำของเมืองไทย เปิดเผยว่านับเป็นครั้งแรกของวงการโทรศัพท์มือถือในเมืองไทยกับการจับมือกันของกลุ่มบริษัทเจมาร์ท จัดงาน“IT Junction Dealer Convention 2014”ด้วยการดึงจุดแข็งของทั้ง 3 บริษัท ได้แก่บจก.เจเอเอส แอสเซ็ทผู้ให้บริการเช่าพื้นที่ ไอที จังก์ชั่น (IT Junction) ทั้ง 46 สาขาทั่วประเทศ ได้ทำการคัดเลือกผู้แทนจำหน่ายระดับดีเยี่ยมกว่า 500 รายเพื่อให้ได้เข้าร่วมงานเพื่อพบปะตกลงธุรกิจกับพันธมิตรแบรนด์โทรศัพท์มือถือชั้นนำกว่า 30 ราย ทั้งในกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เอไอเอส, ดีแทค และทรูมูฟเอช กลุ่มแบรนด์โทรศัพท์มือถือ อาทิ ซัมซุง, แอลจี, ออปโป้, หัวเว่ย ฯลฯ และกลุ่มอุปกรณ์เสริมต่างๆ โดยที่บมจ. เจมาร์ทในฐานะตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริมหลากหลายค่ายเป็นผู้รวบรวมพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 ราย มาอยู่ในงานครั้งนี้ และได้เตรียมจับรางวัลผู้โชคดี มอบรถกระบะโตโยต้า Vigo และรถมอเตอร์ไซค์Honda พร้อมของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย   ขณะที่ นายปิยะ พงษ์อัชฌาประธานเจ้าหน้าที่บริหารบมจ. เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพระดับแนวหน้าของไทยนั้น ได้จัดบริการอนุมัติวงเงินสินเชื่อสูงสุดให้กับผู้แทนจำหน่ายภายในงานสูงสุดถึง 500,000 บาทต่อราย   โดยจะใช้งบประมาณสนับสนุนการขายผ่านโครงการนี้ 150-200 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าการจัดโครงการครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากตัวแทนจำหน่ายเป็นอย่างมาก   ด้าน นางนงลักษณ์ ลักษณะโภคินประธานเจ้าหน้าที่บริหารบจก.เจเอเอส แอสเซ็ทผู้บริหารพื้นที่ IT Junction 42 สาขา ทั่วประเทศ เปิดเผยว่าบริษัทได้ทำการคัดเลือกดีลเลอร์จาก 1,500 ราย เหลือดีลเลอร์ระดับดีเยี่ยมเพียง 500 ราย เพื่อมอบสิทธิประโยชน์มากมายแก่ดีลเลอร์ที่มาร่วมงาน โดยมองว่างาน IT Junction Dealer Conventionครั้งนี้จะเป็นส่วนช่วยให้ IT Junction แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ บจก.เจเอเอส แอสเซ็ท เติบโตมากยิ่งขึ้น และพร้อมยื่นขอทาง ก.ล.ต. เพื่อให้ บจก.เจเอเอส แอสเซ็ทเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันศุกร์ที่28 พฤศจิกายนนี้   “นับเป็นมิติใหม่ของการจัดประชุม และการตกลงทางธุรกิจ โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดภายในงานครั้งนี้ราว200ล้านบาท และผลักดันรายได้ของบริษัทเติบโตในไตรมาสสี่ของปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย”นายอดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

BTS เผยกิจการร่วมค้าฯ แพ้ประมูลสัมปทานเดินรถไฟฟ้าใต้ดินปักกิ่งสาย 16

BTS เผยกิจการร่วมค้าฯ แพ้ประมูลสัมปทานเดินรถไฟฟ้าใต้ดินปักกิ่งสาย 16 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) แจ้ง อ้างถึงหนังสือของบมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ที่ BTS 2043/2557 ลงวันที่ 7 ก.พ.57 เรื่อง กิจการร่วมค้าคอนซอเตียมระหว่างบริษัทฯและ CITIC Construction Co.,Ltd. (BTS-CITIC คอนซอเตียม) ได้เข้าร่วมประมูลโครงการสัมปทาน 30 ปี เดินรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงปักกิ่ง สาย 16 ต่อมา เมื่อวันที่ 26 พ.ย.57 Beijing MTRCorporation Limited (Beijing MTR) ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) กับเทศบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing Municipal Government) เพื่อเข้าทำสัญญาสัมปทานโครงการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงปักกิ่งสาย 16 ในลักษณะ PPP (Public-Private Partnership) แม้ว่า BTS-CITIC คอนซอเตียม จะไม่ชนะการประมูลโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงปักกิ่ง สาย 16 ในครั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่าราคาที่ยื่นเสนอโดย BTS-CITIC คอนซอเตียม สูงกว่าราคาของ Beijing MTR แต่การที่บริษัทฯ ได้รับเชิญจากเทศบาลกรุงปักกิ่งให้เข้าร่วมประมูลโครงการในครั้งนี้ เป็นข้อแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯได้รับการยอมรับในฐานะผู้ประกอบการระบบขนส่งมวลชนทางรางที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญในระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้แล้ว การเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ ยังช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ของบริษัทฯ ในงานประมูลโครงการระดับสากล ทั้งนี้ ในอนาคต บริษัทฯ จะพิจารณาโอกาสที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางต่าง ๆ ในต่างประเทศต่อไป อินโฟเควสท์

PS ลงทุน 2,300 ลบ. สร้างโรงงานพรีคาสท์ 2 แห่ง ในนิคมฯ นวนคร

PS ลงทุน 2,300 ลบ. สร้างโรงงานพรีคาสท์ 2 แห่ง ในนิคมฯ นวนคร   นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS เปิดเผยว่า บริษัทใช้งบลงทุน 2,300 ล้านบาท สร้างโรงงานพฤกษา พรีคาสท์ แห่งใหม่ จำนวน 2 โรงงาน ที่นวนคร โดยปัจจุบันการก่อสร้างได้คืบหน้าไปกว่า 80% แล้ว เพื่อผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป ให้กับโครงการต่างๆของบริษัทฯ   ทั้งนี้ โรงงานใหม่ทั้ง 2 โรงงาน ได้เริ่มต้นการผลิตแล้วบางส่วนเมื่อเดือน ก.ย. มีกำลังการผลิตบ้านได้ประมาณ 480 หลังต่อเดือน และเมื่อรวมกับโรงงานเดิมจำนวน 5 โรงงาน ที่ลำลูกกา ซึ่งมีกำลังผลิต 640 หลังต่อเดือน จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 1,120 หลังต่อเดือน ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการเปิดโครงการใหม่ และแผนการส่งมอบบ้านคุณภาพให้กับลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี   โดย PS เน้นการปรับปรุงคุณภาพบ้านเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้า จึงสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 45 บริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีพฤกษา พรีคาสต์ (Pruksa Precast) มาใช้ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยแนวราบ ต่อมาปี 55 ได้คิดค้นนวัตกรรมในรูปแบบเหมือนแบบอุตสาหกรรม (Pruksa Real Estate Manufacturing) และต่อมาปี 57 นำห้องน้ำสำเร็จรูปมาใช้ในโครงการคอนโดมิเนียม ความสูงไม่เกิน 8 ชั้น โดยมีหน่วยงาน Pruksa Innovation Center ทำหน้าที่ค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งในด้านกระบวนการ วัสดุ และวิธีการ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้   นายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ PS กล่าวว่า โรงงานพฤกษา พรีคาสท์ แห่งใหม่ ที่นวนครเป็น Green Factory แห่งแรกของประเทศไทย ที่ช่วยลดมลภาวะเรื่องเสียง ฝุ่น และน้ำเสียฯ โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดในโลกจากประเทศเยอรมนี โดยใช้หุ่นยนต์(Robot)ในกระบวนการผลิตเพื่อลดเรื่องปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเป็นระบบอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการผลิต จึงส่งผลทำให้สามารถผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป   นอกจากนี้ ยังได้นำระบบ Concrete Recycling มาใช้เพื่อนำน้ำทิ้งและเศษคอนกรีตจากการทำงานกลับมาใช้ในขบวนการผลิตอีกครั้ง ทำให้ไม่มีเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   ปัจจุบันบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีพฤกษา พรีคาสท์ เพื่อผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป มาใช้ในการก่อสร้างทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียมทั้ง Low Rise และ High Rise นอกจากนี้ยังมีการนำห้องน้ำสำเร็จรูปที่หล่อมาจากโรงงานมาใช้กับคอนโดมิเนียมแล้วบางโครงการ และมีแผนจะนำมาใช้กับโครงการทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวในอนาคต ซึ่งการนำห้องน้ำสำเร็จรูปมาใช้จะช่วยลดปัญหาการรั่วซึมรวมถึงง่ายต่อการดูแลรักษา สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

PS เตรียมเปิด 80 โครงการใหม่ในปี 58,ปรับราคาแนวราบ 2-3% คอนโดฯ เกิน 5%

PS เตรียมเปิด 80 โครงการใหม่ในปี 58,ปรับราคาแนวราบ 2-3% คอนโดฯ เกิน 5% นายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเบื้องต้นที่จะเปิดโครงการใหม่ในปี 58 ราว 80 โครงการ แต่มูลค่าโครงการอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดของแผน โดยในจำนวนดังกล่าวจะมี 11 โครงการที่เลื่อนการเปิดตัวไปจากปีนี้ ซึ่งโครงการใหญ่โครงการแรกในปีหน้าจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมติดกับเซ็นทรัลเวสเกต บางใหญ่ ภายใต้แบรนด์"พลัม"มูลค่ากว่า 4 พันล้านบาทช่วงต้นปี 58 ป็นอาคารสูง 35 ชั้น 5 ตึก จำนวน 3,000 ยูนิต บนพื้นที่ 17 ไร่ พร้อมกันนั้น บริษัทยังจะปรับขึ้นราคาขายโครงการ ซึ่งหากเป็นโครงการแนวราบจะเพิ่มขึ้น 2-3% และคอนโดมิเนียมจะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ตั้งแต่ต้นปี 58 ซึ่งการปรับราคาขายนั้นเป็นไปตามต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง การก่อสร้าง และราคาที่ดินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 5% โดยเฉพาะราคาที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ส่วนผลประกอบการในปีนี้ นายเลอศักดิ์ กล่าวว่า ยอดขาย Pre-Sale ในช่วง 10 เดือนแรกหรือสิ้นเดือน ต.ค.57 ทำได้แล้ว 3.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่บริษัทคาดว่ายอดขาย Pre-Sale ทั้งปีจะใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4.3 หมื่นล้านบาท "ยอดขายในปีนี้ได้รับผลกระทบจากการเมืองช่วงต้นปีและเศรษฐกิจที่ไม่ดี อีกทั้งหนี้ครัวเรือนของคนในประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้กำลังซื้อถูกลดถอนไป และปีนี้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ก็ติดลบ ทำให้เราก็ได้รับผลกระทบไปด้วยส่วนหนึ่ง แต่ก็คาดว่ายอดขายทั้งปีอาจจะใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ และเราก็ยังมีโครงการที่จะเปิดในเดือนสุดท้ายของปีนี้อีก 6-7 โครงการ จากที่เคยบอกไปว่าจะเปิดไตรมาส 4 อีก 10 โครงการ มูลค่า 9.6 พันล้านบาท ซึ่งเราก็เปิดไปแล้ว 3-4 โครงการ"นายเลอศักดิ์ กล่าว ส่วนช่วงไตรมาส 4/57 คาดว่าจะเทำกำไรและรายได้สูงสุดของปี แต่เติบโตขึ้นจากไตรมาส 3/57 เพียงเล็กน้อย เนื่องจากในไตรมาสนี้มียอดโอนโครงการสูงที่สุดที่ 1.2 หมื่นล้านบาท จากยอดขายรอโอน (Backlog)ทั้งหมด 3.7 หมื่นล้านบาท มากกว่าไตรมาสก่อนที่มียอดโอน 1.1 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทมั่นใจรายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 4.2 หมื่นล้านบาท "ไตรมาส 4 นี้ผลประกอบการทั้งรายได้และกำไรก็คงจะดีกว่าไตรมาส 3 เล็กน้อย เพราะไตรมาส 3 ที่ผ่านมาก็เติบโตเยอะจากไตรมาส 2 เพราะลูกค้าเริ่มโอนมากขึ้น และการโอนโครงการก็มีแนวโน้มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นปกติของทุกปี แต่ถ้าเป็นกำไรปีนี้ทั้งปีก็คงจะมากกว่าปีก่อนที่ 5.8 พันล้านบาท อย่างแน่นอน"นายเลอศักดิ์ กล่าว อินโฟเควสท์

JUBILE ตั้งเป้าปี 58 รายได้โต 20%ต่อเนื่องปีนี้,ลงทุน 500 ลบ.ขยายสาขา-R&D

JUBILE ตั้งเป้าปี 58 รายได้โต 20%ต่อเนื่องปีนี้,ลงทุน 500 ลบ.ขยายสาขา-R&D น.ส.อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์(JUBILE)เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 58 จะเติบโตได้ 20% จากปีนี้ที่มั่นใจว่ารายได้จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 20% หรือทำยอดขายได้มากกว่า 1.8 พันล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนปีหน้าไว้ราว 500 ล้านบาทเพื่อใช้ในการวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งปรับปรุงสาขาเดิมและขยายสาขาใหม่ ตามการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ซึ่งบริษัทฯตั้งเป้าหมายจะมีสาขารวมเป็น 200 สาขา จาก ณ สิ้นปีนี้ที่ว่าจะมีจำนวน 117 สาขา ขณะที่บริษัทเตรียมเปิด Flagship Store แห่งแรกด้วยขนาดพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร เป็นอาคาร 4 ชั้น บริเวณถนนสีลม ซึ่งจะเป็นแหล่งค้าปลีกเครื่องประดับเพชรใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เงินลงทุน 200 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 4/57 เชื่อว่าจะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในปีหน้าด้วย "ทุกๆ ปีฐานรายได้ของเราโตขึ้น ทำให้มีความท้าทายมากขึ้น แต่ปีหน้าเรามั่นใจว่ารายได้จะยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามการขยายสาขาใหม่ และแฟลกชิบสโตร์ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายให้มีการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้"น.ส.อัญรัตน์ กล่าว สำหรับ แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/57 เชื่อว่าจะสามารถเติบโตได้ดี เนื่องจากเป็นช่วงที่ฤดูกาลจับจ่ายใช้สอยของลูกค้า ซึ่งทางบริษัทฯก็จะมีการจัดรายการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเพื่อสร้างบรรยากาศการซื้อสินค้าเครื่องประดับเพชรในช่วงปลายปีนี้ให้มีความคึกคัก อินโฟเควสท์

JMART ผนึก บ.ในเครือร่วมดีลเลอร์จัดงานใหญ่คาดเงินสะพัดกว่า 200 ลบ.

JMART ผนึก บ.ในเครือร่วมดีลเลอร์จัดงานใหญ่คาดเงินสะพัดกว่า 200 ลบ. นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจมาร์ท (JMART) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทเจมาร์ท จับมือร่วมกันจัดงาน“IT Junction Dealer Convention 2014"ในวันนี้ ด้วยการดึงจุดแข็งของทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ บจก.เจเอเอส แอสเซ็ทผู้ให้บริการเช่าพื้นที่ ไอที จังก์ชั่น (IT Junction) ทั้ง 46 สาขาทั่วประเทศ ได้ทำการคัดเลือกผู้แทนจำหน่ายระดับดีเยี่ยมกว่า 500 รายเพื่อให้ได้เข้าร่วมงานเพื่อพบปะตกลงธุรกิจกับพันธมิตรแบรนด์โทรศัพท์มือถือชั้นนำกว่า 30 ราย ทั้งในกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เอไอเอส, ดีแทค และทรูมูฟเอช กลุ่มแบรนด์โทรศัพท์มือถือ อาทิ ซัมซุง, แอลจี, ออปโป้, หัวเว่ย ฯลฯ และกลุ่มอุปกรณ์เสริมต่างๆ ขณะที่ บมจ. เจมาร์ทในฐานะตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริมหลากหลายค่ายเป็นผู้รวบรวมพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 ราย มาอยู่ในงานครั้งนี้ และได้เตรียมจับรางวัลผู้โชคดี มอบรถกระบะโตโยต้า Vigo และรถมอเตอร์ไซค์Honda พร้อมของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย "นับเป็นมิติใหม่ของการจัดประชุม และการตกลงทางธุรกิจ โดยคาดว่าจะมีเงินสะพัดภายในงานครั้งนี้ราว 200 ล้านบาท และผลักดันรายได้ของบริษัทเติบโตในไตรมาสสี่ของปีนี้เป็นไปตามเป้าหมาย"นายอดิศักดิ์ กล่าว ขณะที่ นายปิยะ พงษ์อัชฌาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพระดับแนวหน้าของไทยนั้น ได้จัดบริการอนุมัติวงเงินสินเชื่อสูงสุดให้กับผู้แทนจำหน่ายภายในงานสูงสุดถึง 500,000 บาทต่อราย โดยจะใช้งบประมาณสนับสนุนการขายผ่านโครงการนี้ 150-200 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าการจัดโครงการครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากตัวแทนจำหน่ายเป็นอย่างมาก ด้านนางนงลักษณ์ ลักษณะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.เจเอเอส แอสเซ็ท ผู้บริหารพื้นที่ IT Junction 42 สาขา ทั่วประเทศ เปิดเผยว่าบริษัทได้ทำการคัดเลือกดีลเลอร์จาก 1,500 ราย เหลือดีลเลอร์ระดับดีเยี่ยมเพียง 500 ราย เพื่อมอบสิทธิประโยชน์มากมายแก่ดีลเลอร์ที่มาร่วมงาน โดยมองว่างาน IT Junction Dealer Conventionครั้งนี้จะเป็นส่วนช่วยให้ IT Junction แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ บจก.เจเอเอส แอสเซ็ท เติบโตมากยิ่งขึ้น และพร้อมยื่นขอทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้ บจก.เจเอเอส แอสเซ็ท เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ อินโฟเควสท์
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Warning: file_get_contents(http://www.newsdatatoday.com//index.php?option=com_multicontent&c=multicontents&task=article&type=single&id=77212&md5=2a4d013b5a9ebf57af26ae8d5cbd122b): failed to open stream: HTTP request failed! HTTP/1.1 404 Not Found in /home/mtmultim/domains/thaidailymirror.com/public_html/components/com_multicontent_client/helper/helper.php on line 49
   
   

   
อาคารเอสซีจี 100 ปี ต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานแห่งอนาคต ผ่านการรับรอง LEED Platinumตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
อาคารเอสซีจี 100 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประเภทอาคารสร้างใหม่ (The Leadership in Energy and Environmental Design for Building Design and Construction: LEED BD+C) ระดับสูงสุด LEED Platinum จากสภาอาคารเขียวสหรัฐอเมริกา ตอกย้ำความเป็นองค์กรต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานรุ่นใหม่ พร้อมให้คำปรึกษาด้านอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อาคารเอสซีจี 100 ปี ต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานแห่งอนาคต ผ่านการรับรอง LEED Platinumตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส(ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ และประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล(ที่ 2 จากขวา)ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง เอสซีจี นายชลธร ดำรงศักดิ์(ขวา)ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศและความยั่งยืน เอสซีจี และนางวีนัส อัศวสิทธิถาวร (ซ้าย)ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี ร่วมเปิดตัว'อาคารเอสซีจี 100 ปี ต้นแบบอาคารยั่งยืนที่เคารพต่อธรรมชาติและนอบน้อมต่อสังคม'
   

SME

   

BAACx60

   

CPALLxx

   
โครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย ครั้งที่ 3 Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)
โครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย ครั้งที่ 3 Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)
โครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย ครั้งที่ 3 Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)
   
© ALLROUNDER
บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด
: 387/9 ลาดพร้าว 87 แยก 9 วังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ : 081-431-6381 แฟกซ์ : 02-530-4424 
Emai : icorehoon@yahoo.com ,ipipat.n@gmail.com