FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

PS17

พฤกษา เรียลเอสเตท เจ้าตลาดอสังหาฯ
เปิดวิลเลต ไลท์ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ1.98 ลบ. 
   

Intuch1

   

We have 449 guests and no members online

   

CPFxx

   

ALL-Hoon

   

test Slideshow CK  

   

GHBx60

   


พาณิชย์ ระดมกูรูแฟรนไชส์ทั่วไทย ทบทวน พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานแฟรนไชส์ไทยให้ทันกับสถานการณ์ทางธุรกิจ

พาณิชย์ ระดมกูรูแฟรนไชส์ทั่วไทย ทบทวน พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานแฟรนไชส์ไทยให้ทันกับสถานการณ์ทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์ของประเทศไทยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา สมาคมการแฟรนไชส์และไลเซนส์ สมาคมแฟรนไชส์ไทย และผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยให้มีความทันสมัยและเทียบเคียงมาตรฐานสากล และเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างแฟรนไชส์ซอร์กับแฟรนไชส์ซีพร้อมเป็นตัวกลางประสานสถาบันการเงินแก่ธุรกิจแฟรนไซส์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดให้มีการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านแฟรนไชส์ของประเทศไทยทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา สมาคมการแฟรนไชส์และไลเซนส์ สมาคมแฟรนไชส์ไทยและผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เพื่อทบทวน และพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยให้ทันกับสถานการณ์ทางธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงยึดแนวทางตามมาตรฐานแฟรนไชส์สากล สาเหตุที่กรมฯ ผลักดันให้ธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการ เพื่อต้องการให้มีระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีได้มาตรฐานระดับสากลและเพื่อลดข้อขัดแย้งระหว่างแฟรนไชส์ ซอร์กับแฟรนไชส์ซี รวมทั้ง กรมฯ มีแผนที่จะประสานแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินแก่ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านเกณฑ์ มาตรฐานคุณภาพฯ จากกรมฯให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ ของไทยให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพฯ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สถาบันการเงินในการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจมีความเสี่ยงน้อย มีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและมีมาตรฐาน ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแก่ผู้ที่ต้องการจะมีธุรกิจเป็นของตนเอง และสนใจเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซี) สามารถเลือกซื้อแฟรนไชส์จากผู้ขายที่มีมาตรฐานได้อย่างมั่นใจทั้งนี้ ระบบแฟรนไชส์เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจใน การขยายสาขาที่มีประสิทธิภาพ ลดข้อจำกัด สร้างความได้เปรียบในด้านแหล่งเงินทุน และบุคลากรที่จะมาร่วม สร้างความเจริญเติบโตให้กับองค์กร ช่วยสร้างธุรกิจรายใหม่ให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าและเร็วกว่า การเริ่มต้นธุรกิจด้วยตนเอง กรมฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์มาตั้งแต่ปี 2552 และได้ทำการทบทวน ปรับปรุง ตลอดจนพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพฯมาโดยตลอดเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานแฟรนไชส์ของไทยให้มีความทันสมัยและทัดเทียมสากลโดยเฉพาะในปี 2558 นี้ ที่กลุ่มประเทศในอาเซียนจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้ตลาดการค้าการลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีผู้บริโภคมากถึง 600 ล้านคน ซึ่งหากผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ของไทยมีการเตรียมความพร้อมที่ดีในทุกๆ ด้าน มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล ย่อมสร้างสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจ แฟรนไชส์ไทยและมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ในภูมิภาคอาเซียน โดยการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญฯ ในครั้งนี้ เน้นการพัฒนาเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการ ให้มีมาตรฐานระดับสูง และสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดแก่ธุรกิจและผู้ประกอบการมากที่สุด โดยการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจจำเป็นต้องมีการพัฒนามาตรฐานระบบปฏิบัติการและกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ให้สามารถตอบสนองต่อลูกค้าในด้านมาตรฐานคุณภาพสินค้าและบริการอยู่เสมอ ปัจจุบันมีธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพธุรกิจแฟรนไชส์จากรมฯ จำนวน 159 ราย แบ่งเป็น อาหารและเครื่องดื่ม 77 ราย (ร้อยละ 49) การศึกษา 32 ราย (ร้อยละ 20) บริการ 27 ราย (ร้อยละ 17) ความงามและสปา 13 ราย (ร้อยละ 8) และค้าปลีก 10 ราย (ร้อยละ 6)

พาณิชย์ หั่นกรอบเงินเฟ้อปี 58 เหลือ 0.6-1.3% ต่ำสุดในรอบ 5ปี ลั่นไทยยังไม่เจอปัญหาเงินฝืด แม้คาด Q1/58 ยังติดลบ 0.4 % ส่วนเดือน ก.พ. ติดลบ 0.52% จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

พาณิชย์ หั่นกรอบเงินเฟ้อปี 58 เหลือ 0.6-1.3% ต่ำสุดในรอบ 5ปี ลั่นไทยยังไม่เจอปัญหาเงินฝืด แม้คาด Q1/58 ยังติดลบ 0.4 % ส่วนเดือน ก.พ. ติดลบ 0.52% จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง พาณิชย์ หั่นกรอบเงินเฟ้อปี 58 เหลือ 0.6-1.3% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ลั่นไทยยังไม่เจอปัญหาเงินฝืด แม้คาด Q1/58 ยังติดลบ 0.4 % จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หลังเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.พ.58 ติดลบ 0.52% เพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค.58 ติดลบ 0.41 % จากราคาอาหารสดที่ปรับตัวลดลง นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ปรับประมาณการเงินเฟ้อในปี 2558 อยู่ที่ 0.6-1.3% ถือว่าเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากเดิมคาดอยู่ที่ 1.8-2.5% โดยอยู่ภายใต้กรอบสมมติฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี เติบโตที่ 3-4% อัตราน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีคาดอยู่ที่ 50-60 เหรียญต่อบาร์เรล เป็นผลจากการปรับราคาค่าไฟฟ้าผันแปร รวมไปถึงการดูแลค่าครองชีพ ขณะเดียวกันกระทรวงฯ ยังคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนภายใต้สมมติฐานที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์ "กระทรวงฯ มองว่าหลังจากนี้อัตราเงินเฟ้อน่าจะค่อย ๆทยอยปรับเพิ่มสูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับโดยทั่วไปเมื่อใกล้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นแรงจากความต้องการใช้น้ำมันของตะวันตกที่ต้องการปริมาณน้ำมันมากในช่วงฤดูหนาว สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่มีการปรับลดลงมาก ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเป็นหลัก"นายสมเกียรติ กล่าว ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าในปีนี้ไทยมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อเฟ้อชะลอตัว แต่ยังไม่เกิดภาวะเงินฝืด เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มสูงขึ้น "แม้ปัจจุบันยังไม่พบปัญหาเงินฝืด แต่กระทรวงฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดในอนาคตหรือไม่ เนื่องจากในปัจจุบันประชาชนยังคงมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย" นายสมเกียรติกล่าว สำหรับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 2 เดือน (ม.ค. - ก.พ.) ติดลบ 0.47% จากการลดลงของดัชนีหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.79% ตามการลดลงของหมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร ลดลง 6.67% ขณะที่หมวดเครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า สูงขึ้น 0.81% หมวดเคหะสถาน สูงขึ้น 1.33% สำหรับ ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.03% ตามการสูงขึ้นของหมวดแป้ง ข้าว และผลิตภัณฑ์จากแป้ง 0.76% หมวดเนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ 1.80% หมวดเครื่องประกอบอาหาร สูงขึ้น 2.99% หมวดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 1.11% หมวดอาหารสำเร็จรูป สูงขึ้น 3.64% ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อไตรมาส 1/2558 คาดอยู่ที่ ติดลบ 0.4% จากเดิมที่คาดจะอยู่ที่ 0.11% เนื่องจากราคาน้ำมันที่มีการปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ FT ประกอบกับมาตรการดูแลค่าครองชีพของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสแรกคาดว่าจะยังติดลบ ทั้งนี้ นายสมเกียรติ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนก.พ. 2558 เท่ากับ 106.15 ลดลง 0.52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.12% จากม.ค.58 ที่ติดลบ 0.41% ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงาน ได้แก่ แก๊สโซฮอลล์ 91 95 E20 น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน 95 ค่าโดยสารสาธารณะ รวมถึงราคาอาหารสด ผลไม้สด ปลา และสัตว์น้ำ เป็ด และไก่ มีการปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน นอกจากนี้ สินค้าประเภทเครื่องปรุงอาหาร เช่น น้ำมันพืช และเครื่องปรุงรสยังมีราคาสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง ยังเป็นผลมาจากการลดลงของดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 1.71% โดยดัชนีราคาหมวดพาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร อยู่ที่ 6.43% ขณะที่ดัชนีหมวดราคาเครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า สูงขึ้น 0.84% สำหรับดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 1.72% โดยดัชนีราคาหมวดข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้งสูงขึ้น 0.65% หมวดเนื้อสัตว์ เป็ด และไก่ และสัตว์น้ำสูงขึ้น 0.97% สำหรับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนม.ค. อยู่ที่ 1.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.64% สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปประจำสัปดาห์ที่ 23 - 27 ก.พ. 2558 และแนวโน้มในสัปดาห์ที่ 2-6 มี.ค. 2558

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปประจำสัปดาห์ที่ 23 - 27 ก.พ. 2558 และแนวโน้มในสัปดาห์ที่ 2-6 มี.ค. 2558 โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สัปดาห์ ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 0.62 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 60.36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) ลดลง 1.91 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 56.70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) ลดลง 2.38 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 49.53 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 0.56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 73.78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซลลดลง 1.18 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 73.09 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่ส่งผลกระทบได้แก่ ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ · การประท้วงของสหภาพแรงงาน United Steelworkers (USW) ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. 58 ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยพนักงานขยายการประท้วงปิดโรงกลั่นของบริษัท Shell เพิ่มอีก 3 แห่ง คือโรงกลั่น Motiva (กำลังการกลั่น 600,000 บาร์เรลต่อวัน) โรงกลั่น Convent (กำลังการกลั่น 235,000 บาร์เรลต่อวัน) และโรงกลั่น Norco (กำลังการกลั่น 238,000 บาร์เรลต่อวัน) ทำให้ในปัจจุบันมีโรงกลั่นที่ปิดดำเนินการ เนื่องจากการประท้วงดังกล่าว 12 แห่ง (มีกำลังการผลิตรวมคิดเป็น 3.56 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของประเทศ) · โรงกลั่นในสหรัฐฯที่ปิดดำเนินการเนื่องจากสภาพอากาศหนาวเย็น ได้แก่โรงกลั่น PA (กำลังการกลั่น 185,000 บาร์เรลต่อวัน) ต้องปิดดำเนินการเนื่องจากแม่น้ำ Delaware แข็งตัวส่งทำให้ไม่สามารถขนส่งได้ รวมถึงโรงกลั่น Bayway (กำลังการกลั่น 240,000 บาร์เรลต่อวัน) และโรงกลั่น Philadelphia Energy Solution PA (กำลังการกลั่น 330,000 บาร์เรลต่อวัน) ส่งผลให้กำลังการกลั่นบริเวณภาคตะวันตกตอนกลาง (Midwest) ของประเทศลดลงมากกว่า 50% · Reuters รายงาน ท่าส่งออกน้ำมัน Zueitina (ปริมาณการขนส่ง 70,000 บาร์เรลต่อวัน) ของลิเบียกลับมาดำเนินการแล้ว หลังเลื่อนมากว่าปี นอกจากนี้ Arabian Gulf Oil Co.(AGOCO) เผย ท่อขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งผลิต Sarir (กำลังการผลิต 185,000 บาร์เรลต่อวัน) และ Mesla (กำลังการผลิต 80,000 บาร์เรลต่อวัน) สู่ท่าส่งออก Marsa al Hariga (ปริมาณการขนส่ง 110,000 บาร์เรลต่อวัน) กลับมาดำเนินการแล้วเช่นกัน · ประธานาธิบดี โอบามา ใช้อำนาจบริหารยับยั้ง (Veto) ร่างโครงการท่อขนส่งน้ำมัน Keystone XL ที่เสนอโดยพรรค Republican โดยนาย Mitch McConnell ผู้นำเสียงส่วนใหญ่ในสภาสูง (Senate) ประกาศว่าจะพยายามเพิกถอนการ Veto ของประธานาธิบดีโอบามาภายในวันที่ 3 มี.ค. 58 ทั้งนี้พรรค Republican ขาดเสียงอีก 4 เสียงที่ต้องโน้มน้าวมาจากพรรค Democrats หรือผู้แทนอิสระ ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก · Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (Rig Counts) ในสหรัฐฯ สิ้นสุดสัปดาห์วันที่ 20 ก.พ 58 ลดลง 37 แท่น หรือ ลดลงจากปีก่อน 28.5% มาอยู่ที่ 1,019 แท่น · นักลงทุนคลายความกังวลต่อปัญหากรีซ หลังกลุ่มเจ้าหนี้สมาชิกยูโรโซนยอมรับข้อเสนอมาตรการปฏิรูปของกรีซที่ยื่นให้พิจารณาในวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ยูโรโซนยินยอมขยายระยะเวลาให้เงินช่วยเหลือกรีซออกไปอีก 4 เดือน · สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีรายงานอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไตรมาสที่ 4/57 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 0.7% หรือเติบโตจากปีก่อน 1.6% ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ซึ่ง คลายความกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจเยอรมนีที่มีการหดตัวในไตรมาสที่ 2/57 · Markit รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐฯ (Service Manager's PMI) เดือน ก.พ. 58 อยู่ที่ 57 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2.8 จุด จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายฝั่งตะวันตกเติบโต ช่วยชดเชยธุรกิจทางฝั่งตะวันออกที่หยุดชะงักจากภาวะอากาศเย็นหนาว แนวโน้มราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันดิบ NYMEX WTI และ ICE Brent เฉลี่ยเดือน ก.พ. 58 เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลัง IEA และ EIA รวมถึง OPEC ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันดิบโลกปี 58 นอกจากนี้ IEA และ OPEC ยังปรับลดอัตราการเติบโตของอุปทานน้ำมันดิบจาก Non-OPEC ปี 58 ลง ประกอบกับจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง 12 สัปดาห์สู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี และนับว่าลดลง 39% จากระดับสูงสุดช่วงเดือน ต.ค. 57 อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในเดือน มี.ค. 58 อาจไม่ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากใน 2 สัปดาห์ล่าสุดจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบลดลงด้วยอัตราต่ำกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจโลกไม่สดใสนักอาจลดทอนแรงส่งต่ออุปสงค์น้ำมันดิบโลก อาทิเกาหลีใต้ที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน ม.ค. 58 ลดลงจากเดือนก่อน 3.7% มากที่สุดในรอบ 6 ปี ขณะที่การลงทุนภาคธุรกิจของญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 4/57 เพิ่มขึ้น จากปีก่อนเพียง 2.8% เทียบกับไตรมาสก่อนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.5% ทำให้ตลาดจับตาอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่จะทบทวนใหม่ในวันที่ 9 มี.ค. 58 ที่คาดว่าตัวเลขจะลดลงและประเด็นตลาดมุ่งความสนใจมากที่สุดคือการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติของจีนในวันที่ 5 มี.ค. 58 ซึ่งคาดหมายว่ารัฐบาลจะปรับลดเป้าหมาย GDP ลงจากเดิมเติบโตปีละ 7.5% เหลือ 7.0% ทางด้านเทคนิคสัปดาห์นี้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ ICE Brent เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 59.1-63.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ NYMEX WTI อยู่ในกรอบ 46.3-51.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และดูไบจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 56.1-60.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจากPetroleum Planning & Analysis Cell (PPAC) ของอินเดียเผยยอดขายน้ำมันเบนซิน เดือน ม.ค. 58 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 65,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ระดับ 445,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากราคาขายปลีกที่ปรับลดลง โดย Reliance ดำเนินการเปิดสถานีบริการกว่า 1,400 แห่ง หลังจากปิดไปในปี 2550 อีกทั้งอุบัติเหตุไฟไหม้หน่วย Fluid Catalytic Cracker (FCC) (ขนาด 100,000 บาร์เรล/วัน) ที่โรงกลั่น Torrance ของบริษัท ExxonMobil ในสหรัฐฯ ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินจากเอเชีย ทำให้ Arbitrage จากสิงคโปร์สู่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ (USWC) เปิดสนับสนุนราคาในภูมิภาค ประกอบกับ Petroleum Association of Japan (PAJ) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันเบนซินเชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 ก.พ. 58 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 180,000 บาร์เรล อยู่ที่ระดับ 10.78 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม International Enterprise Singapore (IES) รายงานปริมาณสำรอง Light Distillates เชิงพาณิชย์ในสิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ก.พ. 58 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 30,000 บาร์เรล อยู่ที่ 13.4 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ โดยสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันเบนซินจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 71.1-75.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ และจากสำนักข่าว Argus รายงานโรงกลั่น Ruwais ของ ADNOC ที่กำลังดำเนินการขยายกำลังการกลั่นจาก 415,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 830,000 บาร์เรลต่อวัน มีแผนที่จะส่งออกน้ำมันดีเซล เที่ยวแรกในเดือนเม.ย. 58 อย่างไรก็ตาม Reuters รายงาน Arbitrage ของน้ำมันดีเซล จากยุโรปสู่แถบชายฝั่งตะวันออก (East Coast) ของสหรัฐฯ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีปริมาณสูงถึง 4.5 ล้านบาร์เรล เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นอย่างหนักในบริเวณ East Coast ส่งผลให้ประชาชนต้องการใช้น้ำมันดีเซล เพื่อทำความอบอุ่นเพิ่มขึ้น ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันแถบนั้นกลับต้องหยุดดำเนินการจากผลของความหนาวเย็น ขณะที่ Platts รายงาน Arbitrage น้ำมันดีเซลจากภูมิภาคเอเชียไปยังยุโรปเปิด และ PAJ รายงานปริมาณสำรอง Distillates เชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 ก.พ. 58 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 2.0 ล้านบาร์เรล อยู่ที่ระดับ 24.97 ล้านบาร์เรล อีกทั้ง IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillates เชิงพาณิชย์ในสิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ก.พ. 58 ลดลง จากสัปดาห์ก่อน 400,000 บาร์เรล อยู่ที่ 12.4 ล้านบาร์เรล สัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 72.1-76.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหว 58-63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 58-63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (2-6 มี.ค. 58)   ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ยังคงผันผวน ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) วันที่ 5 มี.ค นี้ ถึงความคืบหน้าของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมถึง& 61607;จับตาทิศทางเศรษฐกิจของกรีซและยูโรโซน หลังรัฐมนตรีคลังยูโรโซนอนุมัติให้ขยายมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซออกไปอีก 4 เดือน อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันต่อเนื่อง จากการที่โรงกลั่นน้ำมันสหรัฐฯ ในเขต East Coast ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันดิบอ่อนตัวลง นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากอุปทานน้ำมันดิบที่ยังคงล้นตลาด และอุปสงค์น้ำมันดิบที่อาจปรับตัวลดลงในช่วงไตรมาส 2 เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น โดยเฉพาะยิ่งในเอเชีย ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:   ติดตามการประชุมECB วันที่ 5 มี.ค. ถึงความคืบหน้าของมาตรการ QE โดย ECB จะเริ่มฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ในเดือน มี.ค. นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาและรับมือกับภาวะเงินฝืดในยูโรโซน โดย ECB ได้ดำเนินมาตรการ QE เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวจะมีมูลค่าอย่างน้อย 1.1 ล้านล้านยูโร (1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) โดยมาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 จนถึงเดือน ก.ย. 2559   ติดตามทิศทางเศรษฐกิจของกรีซและยูโรโซน หลังรัฐมนตรีคลังยูโรโซนอนุมัติให้ขยายมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซออกไปอีก 4 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการอนุมัติแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลกรีซไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ก.พ.58 โดยกรีซจะดำเนินการตามแผนปฏิรูปเศรษฐกิจนี้ในเดือน ก.ค. ซึ่งมาตรการต่างๆประกอบด้วย การปราบปรามการเลี่ยงภาษี การจัดตั้งระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น การแก้ปัญหาการลักลอบขนส่งเชื้อเพลิงและยาสูบ การปฏิรูปด้านแรงงาน ซึ่งทางยูโรโซนเผยว่าแผนการดังกล่าวค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ตลาดเริ่มผ่อนคลายความกังวลจากการที่กรีซอาจจะต้องเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ และพ้นจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ซึ่งอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจของยูโรโซน   โรงกลั่นน้ำมันสหรัฐฯ ในเขต East Coast ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันดิบอ่อนตัวลง นอกจากนี้โรงกลั่นดังกล่าวอาจต้องชะลอการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป จึงทำให้ตลาดเกิดความกังวลต่อปริมาณน้ำมันสำหรับทำความร้อนที่อาจตึงตัวในระยะสั้น   ตลาดน้ำมันดิบอาจได้รับแรงกดดันในช่วงไตรมาส 2 ที่จะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบปรับตัวลดลง และกดดันราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินจากผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกทั่วโลกยังคงล้นตลาดอยู่ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน   ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิตจีน (PMI) ดัชนีภาคการบริการจีน (PMI) ดัชนีภาคการผลิตยูโรโซน (Markit PMI) ดัชนีราคาผู้ผลิตยูโรโซน ดัชนีราคาผู้บริโภคยูโรโซน ยอดค้าปลีกยูโรโซน จีดีพี Q4/14 ยูโรโซน ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ (ISM PMI) รายได้นอกภาคการเกษตรสหรัฐฯ และอัตราการว่างงานสหรัฐฯ สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (23-27 ก.พ. 58)   ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 0.58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปิดที่ 49.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.36 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปิดที่ 62.58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล   ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอย่างผันผวนและปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความต้องการน้ำมันสำหรับทำความร้อนในสหรัฐฯ และตัวเลขการขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย ออกมาคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันดิบโลกมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดันจากการที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (American Petroleum Institute-API) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์น้ำมันดิบลดลง หลังการประท้วงของสหภาพแรงงานของโรงกลั่นน้ำมัน 12 แห่งในสหรัฐฯ ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติ

ราคาน้ำมันดิบเพิ่ม หลังอุปทานโอเปกลด และแนวโน้มอุปสงค์เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี  

ราคาน้ำมันดิบเพิ่ม หลังอุปทานโอเปกลด และแนวโน้มอุปสงค์เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี   + ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น หลังรายงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียม ประเทศซาอุดิอาระเบีย คาดแนวโน้มของอุปสงค์น้ำมันดิบจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 58 ประกอบกับความกังวลด้านอุปทานในประเทศลิเบียและอิรัก โดยราคาเฉลี่ยเดือน ก.พ. 58 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 57 ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเพิ่มขึ้น 7% ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 18% จากเดือนก่อนหน้า   + ปริมาณอุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตกลุ่มโอเปกในเดือน ก.พ. 58 ล่าสุดลดลงเหลือ 29.92 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าเป้าการผลิตที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน สาเหตุหลักเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในลิเบียส่งผลให้มีการปิดท่าเรือขนส่งน้ำมันและแหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบ นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้การขนส่งทางเรือในตอนใต้ของอิรักต้องล่าช้าออกไป อย่างไรก็ดี ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากอิรักที่ลดลงคาดว่าจะเป็นเพียงปัจจัยในระยะสั้นเท่านั้น   - ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากได้รับปัจจัยกดดันจาก ตัวเลขรายงานจำนวนแหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ รายสัปดาห์โดย บริษัท Baker Hughes ที่ลดลงเพียง 33 แห่ง เหลือจำนวนแหล่งขุดเจาะที่ 986 แห่ง ประกอบกับรายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์ที่ปรับเพิ่มขึ้น 8.4 ล้านบาร์เรล สูงกว่าที่คาดไว้กว่า 2 เท่า เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นในสหรัฐฯ   - ประมาณการครั้งที่ 2 ของตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ของสหรัฐฯ ขยายตัวลดลงเล็กน้อยจากการคาดการณ์ก่อนหน้าโดยเหลือขยายตัวที่ 2.2% จาก 2.6% เนื่องจากอัตราการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนชะลอตัว   - ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ เดือน ก.พ. ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาที่ 54.3 จุด จาก 53.9 จุดในเดือน ม.ค. แม้ว่าตัวเลขที่สูงกว่า 50 จุดบ่งบอกว่าภาคการผลิตขยายตัว อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าระดับเฉลี่ยในปี 57 ที่ 55.9 จุด โดยสาเหตุมาจากยอดคำสั่งซื้อใหม่และจ้างงานที่ลดลง ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับลดลงจากเดือน ม.ค.ที่ 98.1 จุด เหลือ 95.4 จุด ในเดือน ก.พ. เนื่องจากความกังวลต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นและราคาน้ำมันที่มีทิศทางสูงขึ้น   ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังชนิดเบาของสิงค์โปร์อยู่ในระดับสูงที่ 13.42 ล้านบาร์เรล อย่างไรดี ราคาน้ำมันเบนซินที่สิงคโปร์ได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ หลังอุปทานลดลงจากการยืดระยะเวลาการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น รวมทั้งอุปสงค์ที่มีอย่างต่อเนื่องก่อนเข้าสู่ฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันของสหรัฐฯ ในไตรมาส 2   ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์จากอินโดนีเซียยังคงอ่อนตัว หลังจากความต้องการใช้ในประเทศลดลง และปริมาณสต็อกอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี อุปทานในตลาดลดลงหลังปริมาณการส่งออกจากประเทศในเขตเอเชียเหนือ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน น้อยลง เนื่องจากโรงกลั่นอยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุง ประกอบกับรายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดีเซลของจีน เดือน ม.ค. ที่ลดลง เนื่องจากมีการเก็บสต็อกก่อนเข้าสู่วันหยุดช่วงเทศกาลปีใหม่จีน ทิศทางราคาน้ำมันดิบ   ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสสัปดาห์หน้าจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 47-52 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 58-63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่น่าจับคตามอง    ติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) วันที่ 5 มี.ค. ต่อความคืบหน้าของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดย ECB จะเริ่มอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ในเดือน มี.ค. นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาและรับมือกับภาวะเงินฝืดในยูโรโซน โดย ECB จะดำเนินมาตรการ QE เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวจะมีมูลค่าอย่างน้อย 1.1 ล้านล้านยูโร (1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ) โดยมาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 จนถึงเดือน ก.ย. 2559   โรงกลั่นน้ำมันสหรัฐฯ ในเขต East Coast ยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันดิบอ่อนตัวลง นอกจากนี้การชะลอการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปทำให้ตลาดเกิดความกังวลต่อปริมาณอุปทานของกลุ่มน้ำมันสำหรับทำความร้อนที่อาจตึงตัวในระยะสั้น ติดตามทิศทางเศรษฐกิจของกรีซและยูโรโซน หลังจากที่รัฐมนตรีคลังยูโรโซนอนุมัติให้ขยายมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซออกไปอีก 4 เดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการอนุมัติแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลกรีซไปแล้วเมื่อวันที่ 24 ก.พ.58 โดยกรีซจะดำเนินการตามแผนปฏิรูปเศรษฐกิจนี้ในเดือน ก.ค. ซึ่งมาตรการต่างๆ ประกอบด้วย การปราบปรามการเลี่ยงภาษี การจัดตั้งระบบการจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น การแก้ปัญหาการลักลอบขนส่งเชื้อเพลิงและยาสูบ การปฏิรูปด้านแรงงาน ซึ่งทางยูโรโซนเผยว่าแผนการดังกล่าวค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ทำให้ตลาดเริ่มผ่อนคลายความกังวลจากการที่กรีซอาจจะต้องเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้ และพ้นจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน

อัญมณีไทย-ผงาดเวทีโลก

สกู๊ปพิเศษ: อัญมณีไทย-ผงาดเวทีโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักพัฒนาการค้าและธุรกิจไลฟ์สไตล์ต่อยอดโครงการโปรดักท์ แชมเปี้ยนระยะ 2 หลังประสบความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา หวังกระตุ้นและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้เจาะกลุ่ม เป้าหมายในระดับสากลมากขึ้น พร้อมขยายแนวทางการพัฒนาให้ครบวงจร แนะแนวเชิงลึก ตลอด จนขยายประเภทสินค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาได้มากขึ้นด้วย นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 มีมูลค่าการส่งออกสูงเป็นอันดับที่ 4 ของไทย และลำดับที่ 14 ของโลก ทำรายได้ให้กับประเทศสูงถึง 10,085 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 302,400 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.43 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด สินค้าที่มีอัตราการขยายตัว ได้แก่ เพชร พลอย เครื่องประดับเงิน และเครื่องประดับแฟชั่น "ประเทศไทยเรามีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับถึง 15,000 ราย โดยเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม (SMEs) อยู่ร้อยละ 90 ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่เราต้องให้การช่วยเหลือทางด้านการส่งออกและส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้อยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกมีการแข่งขันรุนแรง และผันผวนตลอดเวลา ในปีที่ผ่านมากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ดำเนินโครงการโปรดักท์ แชมเปี้ยน พัฒนาศักยภาพสินค้าและตลาดเครื่อง ประดับเงิน ระยะที่ 1 โดยเน้นให้ความรู้ด้านเทรนด์สินค้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสอนกระบวนการคิดในการผลิตสินค้าเครื่องประดับเงินให้ตรงกับความต้องการของตลาดยุโรป รวมถึงให้ความรู้ด้านช่องทางการตลาดและกลยุทธ์การสื่อสารในตลาดเป้าหมาย มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 16 บริษัท โครงการดังกล่าวประสพผลสำเร็จและสามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมเครื่องประดับได้เป็นอย่างดี สำหรับ ปี 2558 กรมฯ เดินหน้าดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในระยะที่ 2 โดยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าเครื่องประดับให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศยุโรป และเน้นด้านการตลาดมากขึ้น ด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและพัฒนาสินค้าจาก Carlin International ประเทศฝรั่งเศส เดินทางมาให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทยเป็นรายบริษัท ในด้านการพัฒนาสินค้า การผลิตสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ จัดกิจกรรมให้คำแนะนำด้านช่องทางการจำหน่าย บริการจับคู่ธุรกิจ เพิ่มคู่ค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น และเพิ่มช่องทางในการนำเสนอสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในประเทศเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเติมให้ความรู้ด้านอื่นๆ ที่มีผลต่อการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและ ช่างฝีมือ อาทิ เทรนด์สี การสร้างแบรนด์ การสร้าง Story Telling ให้กับสินค้า รวมถึงการเพิ่มประเภทสินค้าที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาให้มีความหลากหลายมากขึ้น อาทิ พลอยสี และเครื่องประดับทอง เป็นต้น โดย กรมฯ ได้เชิญผู้นำเข้าสินค้าเครื่องประดับรายใหญ่จากประเทศในแถบยุโรป เข้าร่วมเจรจาการค้า และเยี่ยมชมผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 55 (Bangkok Gems and Jewelry Fair)" นางจันทิรา กล่าว ในปี 2558 มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการโปรดักท์ แชมเปี้ยนฯ ระยะที่ 2 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 20 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเครื่องประดับเงิน ซึ่งทุกบริษัทได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปร่วมกับทีม Carlin International ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและพัฒนาสินค้าจากประเทศฝรั่งเศส ทั้งนี้ ได้มีการจัดแสดงผลงานการออกแบบที่โดดเด่นเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการบริษัทอื่นๆ ที่สนใจ และเผยแพร่รูปแบบอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าได้มากยิ่งขึ้น สินค้าที่ได้รับการพัฒนาแล้วจะนำมาจัดแสดงในงานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 55 ตั้งแต่วันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ 2558 ณ คูหาจัดนิทรรศการ The Fashion Gallery by Thai Silver เลขที่ V40 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ธนาคารธนชาตเปิดประมูลขายหนี้เช่าซื้อ มูลค่า 6,200 ล้านบาท

ธนาคารธนชาตเปิดประมูลขายหนี้เช่าซื้อ มูลค่า 6,200 ล้านบาท ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)เปิดประมูลขายสิทธิเรียกร้องในหนี้เช่าซื้อรถยนต์ภายหลังบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วของธนาคารธนชาต รวม 29,000 สัญญา และมีมูลหนี้รวม 6,200 ล้านบาท โดยเปิดให้ผู้สนใจรับเอกสารการประมูลได้ตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 6 มีนาคม 2558 และยื่นซองประมูลเสนอราคา ในวันที่ 11 มีนาคม 2558?? ผู้สนใจติดต่อไปได้ที่ฝ่ายปรับปรุงโครงสร้างหนี้เช่าซื้อธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) อาคารเพชรบุรี ชั้น 9 หมายเลขโทรศัพท์.0-2208-6246-9

มร.อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ได้รับแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่ง รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินพันธมิตรผู้ถือหุ้น ของสายการบินเอทิฮัด

มร.อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ได้รับแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่ง รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินพันธมิตรผู้ถือหุ้น ของสายการบินเอทิฮัด สายการบินเอทิฮัด สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศแต่งตั้ง มร.อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ เข้าดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินพันธมิตรผู้ถือหุ้นซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 เป็นต้นไป มร.อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ อายุ 41 ปี เข้าร่วมงานกับสายการบินเอทิฮัดหลังจากที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของสายการบินแอร์เบอร์ลินมาเป็นเวลาถึง 9 ปี มร.อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ เป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานสำคัญในการทำธุรกรรมของสายการบินเอทิฮัดในการเข้าลงทุนถือหุ้นส่วนน้อยในสายการบินแอร์เบอร์ลินเมื่อปี 2554 โดยบทบาทใหม่ของมร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ในสายการบินเอทิฮัดคือการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสายการบินพันธมิตรต่างๆที่สายการบินเอทิฮัดได้เข้าถือหุ้น ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์แนวทางในการสร้างกำไรแก่สายการบินฯ และยังร่วมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์รายสำคัญต่างๆทั่วโลก มร.เจมส์ โฮแกน ประธานและประธานกรรมการบริหารสายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า มร.อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นอันจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก : “สายการบินเอทิฮัดได้ถือครองหุ้นส่วนน้อยใน 8 สายการบินทั่วโลกจึงเป็นเหตุจำเป็นที่ต้องมีการสร้างแผนกลยุทธ์ทางการเงินที่แข็งแกร่งและลึกซึ้งเพื่อทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆเหล่านี้เสริมการทำงานร่วมกันที่มีศักยภาพยิ่งขึ้นทั้งยังเป็นการสร้างเสริมประโยชน์ร่วมกัน มร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ จะนำวิสัยทัศน์อันน่าทึ่งมาใช้ในบทบาทหน้าที่ใหม่ซึ่งจะนำประโยชน์มาสู่สายการบินเอทิฮัดและพันธมิตรของสายการบินฯ” มร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ได้ศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และมีดีกรีการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งได้เริ่มต้นอาชีพในปี 2539 กับธนาคาร Commerzbank มร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ได้ร่วมงานกับธนาคาร Commerzbank South East Asia ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเวลา 3 ปีครึ่งซึ่งต่อมาภายหลัง มร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ได้ย้ายไปยังเบอร์ลินเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการดูแลลูกค้าสำคัญในส่วนภูมิภาคตะวันออกและในต้นปี 2548 ได้รับแต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคาร Commerzbank มร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ร่วมงานกับสายการบินแอร์เบอร์ลินในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินเมื่อปี 2549 ทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริหารของแอร์เบอร์ลินบริษัทมหาชนจำกัดตั้งปี 2549 ถึง กันยายน 2555 และเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกของคณะกรรมการบริหารตั้งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นมา ในฐานะรองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินพันธมิตรผู้ถือหุ้น มร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ จะรายงานตรงต่อ มร. เจมส์ ริกเน่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน สายการบินเอทิฮัดและสายการรายงานต่อ มร.บรูโน่ แมททิว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการฝ่ายพันธมิตรผู้ถือหุ้น คำบรรยายภาพ : มร. อุลฟ์ ฮุตเมเยอร์ ได้รับแต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่ง รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินพันธมิตรผู้ถือหุ้นซึ่งมีผลตั้งแตวันที่ 1 เมษายน 2558 เป็นต้นไป เกี่ยวกับสายการบินเอทิฮัด สายการบินเอทิฮัดเริ่มให้บริการครั้งแรกในปีพ.ศ.2546 และในปี พ.ศ. 2557 ได้ให้บริการแก่ผู้โดยสารถึง 14.8 ล้านคน จากฐานการบินที่ อาบูดาบี สายการบินเอทิฮัดให้บริการเที่ยวบิน 1 11 เมืองจุดหมายปลายทางทางการเดินทางและการขนส่งสินค้าเดิมและที่ได้ประกาศเปิดตัวเพิ่ม ครอบคลุมตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย และอเมริกา ด้วยเครื่องบินแอร์บัสและโบอิ้งจำนวน110 ลำ และอีกกว่า 200 ลำที่ได้ทำการสั่งซื้อ รวมถึงเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 787 จำนวน 70 ลำ เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777-Xจำนวน 25 ลำ เครื่องบินแอร์บัส เอ 350 จำนวน 62 ลำ และ เครื่องบินแอร์บัส เอ 380 จำนวน 9 ลำ สายการบินเอทิฮัดยังได้เข้าถือครองหุ้นในสายการบินแอร์เบอร์ลิน สายการบินแอร์เซอร์เบีย สายการบินแอร์เซเชลส์ สายการบินแอร์ลินกัส สายการบินอลิตาเลีย สายการบินเจ็ท แอร์เวย์ สายการบินเวอร์จิ้น ออสเตรเลีย และอยู่ในกระบวนการเตรียมการลงทุนเข้าถือหุ้นอย่างเป็นทางการใน สายการบินเอทิฮัด รีเจียนนอลซึ่งเป็นสายการบินระดับภูมิภาคที่มีฐานอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บริหารงานโดยสายการบินดาร์วิน และ สายการบินเอทิฮัด สายการบินแอร์เบอร์ลิน สายการบินแอร์เซอร์เบีย สายการบินแอร์เซเชลส์ สายการบินอลิตาเลีย สายการบินเอทิฮัด รีเจียนนอล สายการบินเจ็ท แอร์เวย์ และสายการบินนิกิ เป็นพันธมิตรของเอทิฮัดแอร์เวย์พาร์ทเนอร์ (Etihad Airways Partners) พันธมิตรของสายการบินครั้งใหม่ที่เป็นการรวมตัวของสายการบินต่างๆที่มีแนวคิดที่ตรงกัน นำเสนอทางเลือกที่มากขึ้นแก่ผู้โดยสารโดยการปรับปรุงเครือข่ายการบิน และตารางการให้บริการรวมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการสะสมไมล์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม www.etihad.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: Stephen Mahoney, Etihad Airways Corporate Communications Email: smahoney@etihad.ae Mobile: +61 488 125 538

MC ย้ำเป้ารายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 3.4 พันลบ.

MC ย้ำเป้ารายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 3.4 พันลบ. MC ย้ำเป้ารายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 3.4 พันลบ. พร้อมวางงบลงทุนปีนี้ 300 ลบ. เผยอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 2 ราย คาดสรุปภายในปีนี้ 1 ดีล นางสาวสุณี เสรีภาณุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC เปิดเผยว่า ยังคงเป้ารายได้ปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 3.4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตจากสาขาเดิม และบริษัทฯ ได้เพิ่มบริการสินค้าให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองผู้บริโภค           นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางงบลงทุนไว้ราว 300 ล้านบาท โดยจะนำไปขยายจุดจำหน่ายสินค้าใหม่ 60 แห่ง ใช้งบลงทุนแห่งละ 3 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทฯมีจุดจำหน่ายสินค้า 819 แห่ง นอกจากนี้จะนำเงินไปปรับปรุงระบบไอที และส่วนที่เหลือจะไปวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั้งนี้ การที่บริษัทฯ ได้นำระบบ System Application Program (SAP) ที่ได้ใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเริ่มนำมาใช้ได้ในก.ค.นี้ ซึ่งระบบดังกล่าวนี้จะสามารถช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนการทำงานได้เป็นอย่างดี    "ช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมามองว่ากำลังซื้อฟื้นตัวขึ้นแต่ยังไม่ชัดเจนมาก แต่ตัวเลขที่ออกมาก็ถือว่าใกล้เคียงกับเป้าหมายและหลังจากที่บริษัทฯนำระบบไอที หรือ SAP เข้ามาใช้จะช่วยทำให้ลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้บริษัทฯ มากขึ้น นอกจากนี้บริษัทฯ ได้มีการย้ายแวร์เฮ้าส์มาอยู่ที่โรงงาน WHA ในแถบลาดกระบัง อาจทำให้ขาดส่งสินค้าในเดือนก.พ. แต่เราก็ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า โดยมีการอัดสินค้าเข้าไปยังจุดจำหน่าย จึงได้รับผลกระทบไม่มาก ซึ่งปัจจุบันหลังจากที่ย้ายแวร์เฮ้าส์เสร็จก็เริ่มกลับมาปกติแล้ว"นางสาวสุณี กล่าว บริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรในประเทศ 2 ราย ซึ่งมีความเป็นไปได้ ว่าจะทเข้าไปร่วมธุรกิจแบบพาร์ทเนอร์ และการซื้อกิจการ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปปีนี้ 1 ดีล    "ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างพูดคุยกับพันธมิตร 2 ราย ซึ่งก็ยังพิจารณาอยู่ โดยอยากจะให้ระบบภายในเสร็จสิ้นและชัดเจนมากขึ้นจึงเริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งในปีนี้อาจะได้เห็นความร่วมมือใหม่ๆ เข้ามา เป็นไปในลักษณะพาร์ทเนอร์ หรือเป็นการซื้อกิจการ โดยคาดว่า จะได้เห็นความชัดเจนปีนี้ ส่วนความร่วมมือกับทางปตท.ที่บริษัทฯจะนำสินค้าของ MC เข้าไปจำหน่ายในปตท.นั้นคาดจะมีการแถลงอีกครั้งเร็วๆนี้"นางสาวสุณี กล่าว สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

AJD ตั้งเป้าปี 58 ลุยธุรกิจบันเทิงเต็มสูบ ดันรายได้โตเท่าตัว ดัน'แฮปปี้ วิชั่น'เข้าตลาด mai ปีหน้า

AJD ตั้งเป้าปี 58 ลุยธุรกิจบันเทิงเต็มสูบ ดันรายได้โตเท่าตัว ดัน'แฮปปี้ วิชั่น'เข้าตลาด mai ปีหน้า AJD ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โตเท่าตัว จากกลยุทธ์ลุยธุรกิจบันเทิงเพิ่มขึ้น พร้อมมั่นใจครองแชมป์มาร์เก็ตแชร์ Set Top box อันดับ 1 คาดกวาดยอดขายปีนี้ 4 ล้านเครื่อง ขณะที่เตรียมดันบริษัทลูก 'แฮปปี้ วิชั่น'เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)ปีหน้า บอร์ดไฟเขียวแตกพาร์เหลือ 0.01 บาท/หุ้น หวังเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นล่าสุดโชว์ผลงานไตรมาส 4/2557 มีกำไรสุทธิ 124.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 609.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดันผลประกอบการทั้งปีสดใส รับอานิสงส์ยอดขาย Set Top Box พุ่ง  ดร.อมร มีมะโน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.คราวน์ เทค แอดวานซ์ หรือ AJD เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2558 บริษัทฯจะมุ่งเน้นธุรกิจบันเทิงมากขึ้น โดยผ่านทางบริษัทลูก คือ บริษัท แฮปปี้ วิชั่น จำกัด ซึ่ง AJD ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ ละคร และภาพยนตร์ และขายลิขสิทธิ์สื่อบันเทิงให้กับต่างประเทศ โดยคาดว่า ปีนี้จะทำกำไรสุทธิราว 200 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีสัญญาผลิตละครให้กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 แล้วจำนวน 4 เรื่อง พร้อมทั้งเตรียมผลิตรายการวาไรตี้ 5 รายการ และละครอีก 6 เรื่องให้กับสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆอีก  นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวยังอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรในจีน เพื่อนำลิขสิทธิ์ละครไทยไปขายในจีน ซึ่งคาดว่าจะได้รับข้อสรุปในเร็วๆนี้ โดยบริษัทฯตั้งเป้าว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบันเทิงในปีนี้จะอยู่ที่ 50% พร้อมมีแผนผลักดันบริษัทฯดังกล่าวเข้าตลาดหุ้นไทยในปี 2559  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นธุรกิจเดิม บริษัทฯยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาวางจำหน่ายเพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันยอดขายให้เติบโตขึ้น พร้อมตั้งเป้ายอดขายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล(Set top box) ในปีนี้ไว้ที่ 4 ล้านเครื่อง โดยยังคงรักษาแชมป์มาร์เก็ตแชร์อันดับ 1 ไว้จากจุดเด่นของแบรนด์สินค้า และช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ  นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติแตกพาร์เหลือ 0.01 บาท/หุ้น จากเดิม 0.10 บาท/หุ้น ซึ่งจะช่วยเพื่อเพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนในการซื้อขายหุ้นมากขึ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถเข้าถึงและเป็นผู้ถือหุ้นของ AJD ได้ง่ายขึ้น   สำหรับ ผลประกอบการในไตรมาส 4/2557 มีรายได้รวมอยู่ที่ 819.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 447.07 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 124.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 609.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 17.62 ล้านบาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากยอดขาย Set Top Box ส่งผลให้ผลประกอบการในปี 2557 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 122.14 ล้านบาท จากงวด 9 เดือนที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 2.82 ล้านบาท และมีรายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 1,869.92 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,650.36 ล้านบาท  “กำไรในไตรมาส 4/57 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้น 609% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากยอดขาย Set Top Box ที่เป็นสินค้าพระเอกของเรา หลังจากการบุกตลาดฯอย่างหนัก ประกอบกับจุดเด่นของแบรนด์สินค้า ทำให้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี ซึ่งผลักดันให้ผลประกอบการในปี 57 กลับมาเป็นกำไรได้ จากงวด 9 เดือนที่ขาดทุน” ดร.อมร กล่าว สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Content unpublished

   

   

SME

   

BAACx60

   

CPALLxx

   
000268919
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
7205
9009
16214
189653
16214
252705
268919

Your IP: 54.90.198.182
Mon, 02 Mar 2015 14:58:17 +0000
   
© ALLROUNDER
บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด
: 387/9 ลาดพร้าว 87 แยก 9 วังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ : 081-431-6381 แฟกซ์ : 02-530-4424 
Emai : icorehoon@yahoo.com ,ipipat.n@gmail.com