FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

PS17

พฤกษา เรียลเอสเตท เจ้าตลาดอสังหาฯ
เปิดวิลเลต ไลท์ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ1.98 ลบ. 
   

Intuch1

   

We have 628 guests and no members online

   

CPFxx

   

ALL-Hoon

   

test Slideshow CK  

   

GHBx60

   


Thailand Rice Convention 2015 นายกฯ เร่งขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์พัฒนาข้าวไทย

Thailand Rice Convention 2015นายกฯ เร่งขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์พัฒนาข้าวไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม 'Thailand Rice Convention 2015” และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ 'ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการข้าวของไทย' โดยย้ำว่าไทยจะต้องเป็นผู้นำการค้าข้าวในตลาดโลก ผ่านการพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าว 7 ด้าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม 'Thailand Rice Convention 2015' และกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการข้าวของไทย ณ อิมแพคเมืองทองธานี การประชุม 'Thailand Rice Convention 2015' เป็นการประชุมสัมมนาทางวิชาการ และบรรยายโดยเชิญวิทยากรซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากรัฐบาลและประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าว ซึ่งในปีนี้ เน้นการนำเสนอพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้าว นอกจากนี้ ในงานยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวได้พบปะเจรจาการค้า ซึ่งรวมถึงการค้าข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและเอกชน ผู้ผลิตและผู้ส่งออก ผู้นำเข้าและผู้ประกอบการ ประมาณ 700 คนจาก 40 ประเทศทั่วโลก โดยภายหลังการกล่าวปาฐกถา นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งประกอบไปด้วยการแสดงข้าวหอมมะลิดีเด่น พบปะและทักทายกับชาวนาต้นแบบ ตลอดจน รวมทำอาหารไทยกับเชฟชุมพล แจ้งไพร ในเมนู “โคราชวากิว ปลาร้าบองไรซ์เบอร์เกอร์ สำหรับ คำกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการข้าวของไทย โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สรุปดังนี้ นายกรัฐมนตรี มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการเป็นประธานเปิดการประชุม “Thailand Rice Convention 2015” และได้รับเกียรติให้กล่าวถึงความสำคัญของข้าวไทย ตลอดจนยุทธศาสตร์และนโยบายการค้าข้าวของประเทศไทย และที่สำคัญที่สุดคือการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดผลงานอันทรงคุณค่าเพื่อเทอดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสครบรอบพระชนมพรรษา 5 รอบ ในปี 2558 อันเป็นปีมหามงคล จากการที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย ในเรื่องการพัฒนาข้าวและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การจัดงาน Thailand Rice Convention 2015 ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผู้ประกอบอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูป ผู้ประกอบการค้าข้าว นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องข้าว และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงการค้าข้าวทั่วโลก ที่จะได้รับทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกรไทย ได้รับทราบถึงนวัตกรรม ความก้าวหน้า และศักยภาพของข้าวไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ข้าวไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก และเป็นเวทีที่จะนำไปสู่การขยายความร่วมมือทางธุรกิจและการสร้างแนวคิดมุมมองใหม่ๆ ต่อวงการค้าข้าวของไทยและของโลก ข้าว มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของคนไทย รวมทั้งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยได้ทำการระดมความคิดเห็นและบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชนผู้ประกอบการค้าข้าว โดยนายกรัฐมนตรีอยากให้มุมมองในเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว โดยจะขอเน้นใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การค้าข้าวในตลาดโลกและบทบาทของประเทศไทย 2) แนวโน้มและโครงสร้างอุปสงค์และอุปทานข้าวไทย และ 3) แผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาข้าวไทย 1. การค้าข้าวในตลาดโลกและบทบาทของประเทศไทย ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดข้าวได้ขยายอย่างต่อเนื่องไปสู่ทุกภูมิภาคของโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียเหมือนในอดีต ปัจจุบัน ประชากรกว่า 3,000 ล้านคนทั่วทุกมุมโลกบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ทำให้หลายประเทศหันมาสนใจการพัฒนาพันธุ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและการค้าข้าวจนเกิดความร่วมมือระหว่างกันในรูปแบบองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่ศึกษา วิจัย พัฒนา และวางแผนบริหารจัดการข้าว ให้มีศักยภาพและมีความหลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภคและสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ข้าวจึงมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งทุกท่านในที่นี้ต่างก็ให้ความสนใจ และมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการร่วมกันวางแนวทาง การพัฒนาระบบการผลิตและการค้าข้าวให้มีเสถียรภาพและยั่งยืนเป็นประโยชน์โดยรวม ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดไป เศรษฐกิจของประเทศไทยขับเคลื่อนโดยภาคการค้าระหว่างประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่ากว่าร้อยละ 70 ของผลผลิตมวลรวมทั้งประเทศ (GDP) การส่งออกข้าวซึ่งเป็นผลผลิตหลักของประเทศไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2014 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากที่สุดในโลก ปริมาณ 10.97 ล้านตัน เป็นมูลค่าสูงถึง 5,439 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรวมทั้งประเทศไทย จะต้องเผชิญกับความผันผวนและภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตอันเกิดจากภัยธรรมชาติรูปแบบต่างๆ และสถานการณ์การแข่งขันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพเยี่ยมให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลกซึ่งในปี 2015 นี้ ไทยได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวให้ได้ในปริมาณและมูลค่าใกล้เคียงที่ผ่านมา โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญอยู่ทุกภูมิภาคของโลก อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แอฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศในแถบโอเชียเนีย 2. แนวโน้มและโครงสร้างอุปสงค์และอุปทานข้าวไทย ทั้งนี้ หากเรามองไปข้างหน้า สำหรับประเทศไทย “ข้าว” มิได้เป็นเพียงอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ของคนไทยและสินค้าส่งออกสำคัญ แต่สำหรับสังคมไทยข้าวยังเป็นบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมและประเพณีอันหลากหลาย ความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอีกหลายพื้นที่ในภาคเหนือและภาคใต้ของไทย เป็นความได้เปรียบสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ เกื้อหนุนให้ประเทศไทยสามารถปลูกข้าวที่มีคุณภาพดีได้หลากหลายประเภท เป็นสินค้าส่งออกที่หล่อเลี้ยงครอบครัวเกษตรกรไทยมากกว่า 4 ล้านครัวเรือน รวมไปถึงภาคแรงงาน อุตสาหกรรม โรงสีแปรสภาพ โลจิสติกส์การขนส่ง และธุรกิจการค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานการผลิต แปรรูป และส่งออกข้าว อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์และความผูกพันที่คนไทยมีต่อข้าวมาช้านานทำให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิตข้าว ในความเป็นจริงมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านปริมาณ ราคา และภาวะตลาดของข้าวไทย ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออุปสงค์ข้าวในระยะยาว ได้แก่ แนวโน้มความต้องการบริโภคข้าวในอนาคตที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในหลายภูมิภาค ประกอบกับความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารของโลก อาทิ ความต้องการบริโภคข้าวของโลก ถูกประมาณการว่ามีปริมาณ 483 ล้านตันในปี 2557/2558 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 435 ล้านตัน ในปี 2552/2553 หรือร้อยละ 11 (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ) กระตุ้นให้เกิดการผลิตและส่งออกข้าวจากหลายประเทศเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น อาทิ ผลผลิตข้าวโลกคาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 474 ล้านตัน สำหรับปีการผลิต 2557/2558 เพิ่มขึ้นจาก 440 ล้านตันในปี 2552/2553 หรือร้อยละ 7.7 (ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ) ขณะเดียวกัน พฤติกรรม รสนิยม และกระแสการบริโภคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะกระแสความตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพและความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ ปลอดสารพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดตลาดของกลุ่มผู้บริโภครูปแบบใหม่ๆ ที่ต้องการข้าวที่มีคุณลักษณะพิเศษ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และพร้อมที่จะจ่ายส่วนเพิ่มให้กับคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างที่มีอยู่ในสินค้าเหล่านี้ ตลาดของกลุ่มผู้บริโภคในลักษณะนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนยกระดับผลผลิต ในท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการสินค้าคุณภาพ สำหรับ ปัจจัยหลักอีกประการหนึ่งที่มักส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในห้วงเวลานั้นๆ คือ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าและสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ผันแปรไป โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่น ในขณะนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังเปราะบางและไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลกระทบต่อการจัดซื้อสินค้าเกษตรและราคาสินค้า นอกจากนั้น ปริมาณและราคาของพืชอาหารด้านคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ ที่สามารถใช้บริโภคทดแทนข้าวได้ อาทิ ข้าวโพด ข้าวสาลี ก็มีผลกระทบต่อปริมาณความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ข้าวมีราคาแพง ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคพืชเกษตรอื่นๆ ที่มีราคาถูกกว่า ในส่วนของปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออุปทานข้าว ได้แก่ สภาพการณ์ด้านการผลิต โดยเฉพาะจำนวนพื้นที่เพาะปลูก ความเหมาะสมและคุณภาพของดิน ความพร้อมทางด้านชลประทานที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพข้าว ตลอดจนฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศที่มีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วทุกภูมิภาคของโลก (Climate Change) และภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่ก่อให้เกิดอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูก ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตข้าว นอกจากนั้น ระดับราคาของผลผลิตทางการเกษตรแต่ละชนิดที่แตกต่างกันในแต่ละห้วงเวลา ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหยุดการปลูกพืชที่อยู่ในภาวะราคาตกต่ำ โดยหันไปปลูกพืชที่มีราคาดีกว่าแทน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวสามารถส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรผันผวนและขาดเสถียรภาพได้ 3. แผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาข้าวไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตลาดข้าวโลกนั้นมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตต่อเนื่อง เพราะความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ข้าวจะเพิ่มขึ้นจากความต้องการด้านอาหารที่เพิ่มตามประชากรโลก และจากความต้องการผลิตภัณฑ์ข้าวที่หลากหลายขึ้นตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ แต่ในขณะเดียวกัน การผลิตและการค้าขายข้าวกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการทั้งที่มีอยู่เดิมและที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ ที่สะท้อนในความไม่แน่นอนของตลาดค้าข้าวทั้งระดับโลกและภายในประเทศ และที่สำคัญยิ่ง แนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน จากการที่ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่ที่พยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวของตนให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ สภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานของข้าว สำหรับประเทศไทยในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตรายต้นของโลก รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการผลิต กระบวนการบริหารจัดการข้าว และสินค้าเกษตรสำคัญทุกชนิด ให้สอดรับกับสภาพตลาดและแนวโน้มในอนาคตเพื่อให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นกำลังหลักประการหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยสำหรับผลิตภัณฑ์ข้าว คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการดำเนินการ ซึ่ง นบข. ได้พัฒนายุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการค้าข้าว โดยกำหนดเป็นเป้าหมายพื้นฐานให้ “ไทยเป็นผู้นำการค้าข้าวในตลาดโลก ผ่านการพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพโดยแสวงหาความร่วมมือกับอาเซียน เพื่อสร้างความสมดุลให้กับทุกภาคส่วนทั้งภาคการผลิตและภาคการค้า เป็นแหล่งผลิตข้าวของโลกที่มั่นคง ส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี องค์กรชาวนามีความเข้มแข็ง รวมทั้งมีระบบการค้าที่เป็นธรรมไม่บิดเบือนตลาด” การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวนั้นจะดำเนินการใน 7 ด้านหลัก คือ 1) แผนพัฒนาข้าวที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ 2) สร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว 3) ส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากล 4) พัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าว 5) สร้างค่านิยมการบริโภคข้าว 6) สร้างนวัตกรรม 7) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์ 1. แผนการพัฒนาข้าวที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ คือ การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการสินค้าข้าว รวมทั้งพืชเกษตรอื่นๆ ทั้งด้านการผลิตและการค้า ให้มีความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ สอดคล้องกับสถานการณ์และภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ภาคการผลิตและการค้าข้าวไทยอย่างยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้วางไว้ คือ ระยะสั้น : รัฐบาลจะเร่งรัดปรับโครงสร้างการบริหารจัดการผลผลิตข้าวให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ข้าวแต่ละชนิด ลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังเพื่อควบคุมปริมาณข้าวให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือด้านการวางแผนการผลิตและการวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตและคุณภาพข้าว ระยะยาว : รัฐบาลจะให้การสนับสนุนภาคการผลิตในรูปแบบที่ไม่ทำลายกลไกตลาด โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดี มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ และให้ผลผลิตต่อไร่สูง สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานด้านสุขอนามัย โดยมีเป้าหมายให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทย ในปี 2021 เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อย ร้อยละ 25 ด้วยต้นทุนการผลิตข้าวต่อตันที่ลดลงอย่างน้อย ร้อยละ 20 รวมทั้ง ส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพที่มีความโดดเด่นซึ่งกระจายอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ สำหรับตลาดเฉพาะ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้องงอก ข้าวไรซ์เบอรร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวลืมผัว เพื่อเพิ่มมูลค่าและ ความหลากหลายของข้าวไทยในตลาด ภายใต้การผลิตแบบแปลงรวมเชิงอุตสาหกรรม ด้วยระบบประณีตตามวิถีธรรมชาติ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้ง ผลักดันการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าข้าว (Value Chain) ตลอดกระบวนการตั้งแต่การผลิตจนถึงการแปรรูปสู่การค้า เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 2. การสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว โดยรัฐบาลจะดูแลการค้าข้าวให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด โดยร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน กำกับดูแลแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานการค้าข้าว เน้นความโปร่งใสตรวจสอบได้ ตั้งแต่กระบวนการเก็บรักษา การบริหารจัดการสต็อกข้าว การจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ จัดระบบโรงสีและตลาดกลางให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวที่สำคัญ รวมทั้งพัฒนาให้เกษตรกรชาวนามีความรู้เรื่องมาตรฐานการชั่ง การวัดความชื้นและสิ่งเจือปน และปราศจากการทุจริตจากภาคส่วนต่างๆ 3. การส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากล โดยรัฐบาลจะจัดให้มีระบบการควบคุมตรวจสอบคุณภาพข้าวอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน ผลักดันให้ผู้ประกอบการโรงสีปรับปรุงการสีแปรสภาพให้ได้ตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) จัดให้มีศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐานเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และปรับปรุงกฎกติกาการส่งออกข้าวป้องกันการปลอมปน เพื่อให้ข้าวไทยทุกเม็ดเป็นข้าวที่ได้รับการยอมรับในคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล 4. การพัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าวและการตลาด ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกข้าวที่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกระดับคุณภาพและทุกระดับราคาในตลาดโลก โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักและภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและกำกับดูแล เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและการแข่งขันอย่างเสรีตามกลไกตลาด ตลอดจนร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้ ในส่วนของการตลาดต่างประเทศ รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายที่ไทยและอาเซียนจะเป็นผู้นำทางด้านคุณภาพและมาตรฐานข้าว รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากข้าวของโลก เพื่อให้ข้าวไทยคงความเป็นหนึ่งในเรื่องคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกพึงพอใจ โดยจะส่งเสริมตลาดสำหรับข้าวคุณภาพสูง (Premium) และข้าวชนิดพิเศษสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche Market) อาทิ ข้าวอินทรีย์ และข้าวประจำท้องถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ตามภูมิศาสตร์ (Geographical Identification : GI) เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จากที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อตอบสนองความตื่นตัวในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ยึดถือในตัวผลิตภัณฑ์ที่ตนเองมีความเชื่อมั่นสูง (Brand royalty) และพร้อมที่จะจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อคุณสมบัติเฉพาะของผลิตภัณฑ์ 5. การสร้างค่านิยมการบริโภคข้าว โดยสอดแทรกวัฒนธรรมข้าวไทยเข้าไปในทุกๆ กิจกรรม ทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เพื่อนำเสนอคุณประโยชน์และความมหัศจรรย์ของข้าวไทยอันหลากหลายที่เป็นได้ทั้งอาหารและ โภชนาบำบัด ให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้รู้จักและตระหนักถึงคุณค่าของพืชอาหารชนิดนี้ 6. การส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการแปรรูปข้าว โดยสนับสนุนให้มีการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย สามารถเป็นได้ทั้งอาหารเพื่อการบริโภคและสินค้าสำหรับอุปโภค เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค 7. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันทางด้านราคาได้ โดยพัฒนาปรับปรุงการขนส่งทั้งระบบให้มีความสะดวกและมีต้นทุนที่ต่ำลง ร่วมกับภาคเอกชนในการจัดตั้งคลังสินค้า ไซโล และ ห้องเย็น เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้า และใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการพัฒนาเส้นทางโลจิสติกส์ เพื่อกระจายสินค้าไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ ในการที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว รัฐบาลมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคเกษตรกร โดยภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนการค้า ภายใต้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อรักษาระบบการค้าข้าวให้เป็นไปตามกลไกตลาด ส่งเสริม ความร่วมมือและการซื้อขายข้าวระหว่างภาคเอกชนไทยกับผู้ค้ารายใหญ่จากประเทศ ผู้นำเข้า และผลักดันการบุกเบิกตลาดใหม่เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งข้าวในตลาดโลก ควบคู่กับการแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ใช้จุดเด่นของแต่ละประเทศให้เป็นประโยชน์ส่งเสริมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ ทั้งของไทยและจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายสินค้าเกษตรของอาเซียนไปสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่เกษตรกรและดูแลในการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตกร ผ่านการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ข้าว ผูกพันกับวิถีชีวิตไทยแต่บรรพบุรุษ และมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย รวมถึงเป็นผลิตผลที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ความพยายามของรัฐบาลไทยคงไม่ใช่เพียงแค่การคงให้ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ในด้านปริมาณและมูลค่า แต่ยุทธศาสตร์และนโยบายที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นความพยายามที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบอย่างมั่นคงยั่งยืน ตั้งแต่ระดับฐานราก โดยสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยมีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระบบการค้าการตลาดที่เป็นธรรมมีประสิทธิภาพจนถึงระดับสากล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

กสทช.เตรียมหารือแผนคืนคลื่นและร่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐาน

กสทช.เตรียมหารือแผนคืนคลื่นและร่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐาน นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้(20 พ.ค. 58) ที่ประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 5 ประจำปี2558 มีวาระการประชุมน่าจับตา ได้แก่ กรอบหลักการประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์การคืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งสำนักงานได้เสนอกรอบหลักการ (Conceptual Framework) ประกอบการพิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์การคืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่หรือปรับปรุงการใช้คลื่นความถี่ ส่วนวาระ แผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงระบบเอฟ.เอ็ม. ระบบเอ.เอ็ม. และระบบดิจิตอล ตามที่การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้มีมติเห็นชอบครั้งที่16/58 วันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น นางสาวสุภิญญา ได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมในการพิจารณาแผนความถี่วิทยุฯ ทั้ง 4 ฉบับว่า สำนักงานควรดำเนินการจัดทำการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น (regulatory impact assessment) เนื่องจากแผนความถี่เป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงของประเทศไทย หากดำเนินการตามแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิคสำหรับกิจการวิทยุกระจายเสียงตามที่ที่ปรึกษาจัดทำข้อเสนอมานั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมวิทยุกระจายเสียงอย่างไร เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างไร และวิเคราะห์ผลกระทบอันสืบเนื่องจากการดำเนินการสถานีวิทยุคมนาคมเพื่อให้บริการโครงข่ายวิทยุในระบบดิจิตอล “ควรนำเสนอรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างแผนความถี่วิทยุและมาตรฐานทางเทคนิคกับแผนดำเนินการในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ซึ่งสำนักกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (จส.) ได้จัดจ้างสหภาพโทรคมนาคมในการศึกษา Roadmap for the Introduction of Digital Terrestrial Radio Services in Thailand เสร็จลุล่วงไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เห็นภาพรวมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภคในอนาคต ดิฉันเห็นว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อไป" สุภิญญา กล่าว นอกจากนี้ ในที่ประชุม กสทช. เตรียมคัดเลือกรองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยในการประชุมครั้งนี้ผู้ผ่านการคัดเลือกจะเข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อกรรมการ อินโฟเควสท์

ขสมก.เตรียมชงคมนาคม ซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 500 คัน 'ล็อกซเลย์'ชิงส่งรถต้นแบบให้ลอง

ขสมก.เตรียมชงคมนาคม ซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 500คัน 'ล็อกซเลย์'ชิงส่งรถต้นแบบให้ลอง นางปราณี ศุกระศร กรรมการบริหารกิจการองค์การ และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) กล่าวว่า เตรียมเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาการจัดซื้อรถเมล์ขสมก.จำนวน 500คันที่จะใช้ระบบกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอร์รี่เป็นพลังงานขับเคลื่อน โดยเปิดกว้างให้เอกชนที่สนใจทั้งในและต่างประเทศเสนอรูปแบบและราคาให้ขสมก.พิจารณา ส่วนรูปแบบการจัดหารถนั้นจะต้องดำเนินการประมูลจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ โดยขสมก.หวังที่จะให้รัฐบาลจัดหารถมาวิ่งให้บริการ เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนจัดหารถเมล์ 500คันที่เตรียมเสนอพิจารณานั้นขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังจะเห็นชอบต่อไป โดยล็อตที่ 2นอกเหนือจากล็อตแรก 489คันนั้นจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถประเภทใดนั้นกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบ ขณะนี้ยังไม่มีภาคเอกชนรายใดเข้ามาสอบถามรายละเอียด มีเพียงบริษัทล็อกซเลย์ เท่านั้นที่สนใจขออนำรถต้นแบบมาทดลองวิ่งให้บริการ ซึ่งขสมก.จะนำไปทดสอบในเส้นทางต่างๆตั้งแต่ 2มิถุนายนนี้เป็นต้นไป(จำนวน 18วัน)ใน 3เส้นทางคือ 1.วัดธาตุทอง-ประตูน้ำ2.เส้นทางจุฬาฯ-พระราม 4-พระราม 2 (โดยวิ่งบนทางด่วนในช่วงหนึ่ง) และ 3.เส้นทางนนทบุรี-รัตนาธิเบศร์ ปัจจุบันขสมก.อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาตามที่คณะทำงานได้ศึกษารายละเอียดเปรียบเทียบการใช้รถโดยสารพลังงานรูปแบบต่างๆให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา ไม่จำกัดเฉพาะรถใช้พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น โดยราคาที่ล็อกซเลย์นำเสนออยู่ระหว่าง 12-15ล้านบาท/คัน แต่หากจะซื้อจริงขสมก.คงจะกำหนดราคาไม่ได้ตามนี้ เพราะไม่มีงบประมาณ โดยล็อตแรกเป็นรถใช้พลังงานเอ็นจีวี ส่วนล็อตต่อๆไปคงจะทดลองใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆให้แพร่หลายมากขึ้น สำหรับ ความคืบหน้าล่าสุดของการกำหนดราคากลางของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489คัน กำหนดไว้จำนวน 3.5ล้านบาท และกำหนดราคาซ่อมในช่วง 5ปีแรกวงเงิน 900บาทต่อคัน ส่วนปีที่ 6-10อยู่ระหว่างการพิจารณา ด้านศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่าความร่วมมือร่วมกับขสมก.ครั้งนี้จะสนับสนุนด้านการนำเอาเทคโนโลยีที่สจล.คิดค้นขึ้นไปใช้งานกับรถโดยสารขสมก.มากขึ้น ส่วนระยะยาวของการจัดหารถใหม่มาให้บริการนั้น รถที่ใช้พลังงานทางเลือกใหม่อย่างพลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น “รัฐบาลควรให้การสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมเข้าไปปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งที่ได้จากการร่วมมือกับขสมก.คือการเป็นแหล่งเรียนรู้ในการสร้างบุคลากรไว้รองรับเทคโนโลยีด้านต่างๆ อีกทั้งขสมก.อยู่ในช่วงของการฟื้นฟูสจล.จึงเข้าไปสนับสนุนให้หันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้นเพราะเปรียบเทียบผลดีผลเสียในระยะยาวแล้วจะเกิดความคุ้มค่ามากกว่าการใช้รถเมล์เอ็นจีวี โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว อีกทั้งสจล.ยังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยกำหนดคุณภาพรถให้เกิดผลคุ้มค่าจริงๆ ประการสำคัญในอนาคตเทคโนโลยีด้านพลังงานจะปรับเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานกับรถไฟฟ้าได้จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะการนำไปใช้งานกับรถโดยสารขนส่งมวลชน อีกทั้งยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องภายในประเทศได้อีกด้วย” ด้านศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่าความร่วมมือร่วมกับขสมก.ครั้งนี้จะสนับสนุนด้านการนำเอาเทคโนโลยีที่สจล.คิดค้นขึ้นไปใช้งานกับรถโดยสารขสมก.มากขึ้น ส่วนระยะยาวของการจัดหารถใหม่มาให้บริการนั้น รถที่ใช้พลังงานทางเลือกใหม่อย่างพลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับความนิยมมากขึ้น “รัฐบาลควรให้การสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมเข้าไปปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งที่ได้จากการร่วมมือกับขสมก.คือการเป็นแหล่งเรียนรู้ในการสร้างบุคลากรไว้รองรับเทคโนโลยีด้านต่างๆ อีกทั้งขสมก.อยู่ในช่วงของการฟื้นฟูสจล.จึงเข้าไปสนับสนุนให้หันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้นเพราะเปรียบเทียบผลดีผลเสียในระยะยาวแล้วจะเกิดความคุ้มค่ามากกว่าการใช้รถเมล์เอ็นจีวี โดยเฉพาะค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว อีกทั้งสจล.ยังส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยกำหนดคุณภาพรถให้เกิดผลคุ้มค่าจริงๆ ประการสำคัญในอนาคตเทคโนโลยีด้านพลังงานจะปรับเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งานกับรถไฟฟ้าได้จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะการนำไปใช้งานกับรถโดยสารขนส่งมวลชน อีกทั้งยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องภายในประเทศได้อีกด้วย” สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย อยากลองของใหม่ขสมก.เล็งซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 500 คัน | เดลินิวส์ ขสมก.เตรียมพิจารณาจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้ามาทดลองวิ่ง 500 คัน ประหยัดน้ำมันแต่ราคาแพงกว่า 3 เท่า ลองแล้วเวิร์คจะเปลี่ยนรถเมล์เก่าเป็นรถเมล์ไฟฟ้าแทน ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.)นางปราณี ศุกระศรกรรมการบริหหารองค์การและรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)และศาสตราจารย์ดร.สุชัชวีร์สุวรรณสวัสดิ์ รักษาการแทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ลงนามความร่วมมือพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพมหานคร อาทิ การสนับสนุนด้านวิชาการด้านวิศวกรรมการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตเพื่อส่งเสริมระบบการบริการการจัดการขนส่งมวลชนระบบจีพีเอสควบคุมการเดินรถรวมไปถึงระบบชาร์จพลังงานสำหรับรถเมล์ไฟฟ้า ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้มีผู้ใช้บริการรถเมล์สูงถึง 5 ล้านคนและปัจจุบันรถเมล์ที่วิ่งให้บริการรถเมล์ทั่วกรุงเทพมีเพียง 3,000 คันและรถเมล์ส่วนใหญ่ต่างใช้งานมานานถึง 18-20 ปีทำให้ผู้โดยสารไม่สะดวกในการเดินทางอีกทั้งยังมีรถจอดเสียอยู่บ่อยครั้งทั้งนี้ทางสจล.จึงได้ร่วมมือกับขสมก.ในการเปิดทดสอบเส้นทางนำร่องรถเมล์ไฟฟ้าสจล.แอร์พอตลิ้งค์ลาดกระบังโดยมีเส้นทางทดสอบในมหาลัยุ่งหน้าไปยังแอร์พอตลิ้งค์ลาดกระบังโดยได้ทดสอบกับบุคคากรในมหาวิทยาลัยก่อนเพื่อเป็นการทดสอบสมรรถนะและคุณสมบัติของรถเมล์ไฟฟ้า ทั้งนี้ หากในอนาคตประเทศไทยมีการหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าจริงและเปลี่ยนรถเมล์เอ็นจีวีทั้ง 3,000 คันเป็นระบบไฟฟ้าหมดจะสามารถลดปริมาณน้ำมันดีเซลได้ถึง120ล้านลิตรต่อปีะสามารถลดแก๊สคาร์บอนไดร์ออกไซค์ได้ถึง 0.32 ล้านตันต่อปี และในขณะนี้ทางสจล.ได้มีการศึกษาและค้นคว้าเพื่อพัฒนาระบบรถเมล์ไฟฟ้าขึ้นใช้เองในอนาคตเช่นกันและในส่วนของภาครัฐนั้นต้องมีส่วนให้การสนับสนุนการใช้รถเมล์ไฟฟ้าและต้องจัดหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้รถถยนต์พลังงานไฟฟ้าห้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าราคารถเมล์ไฟฟ้ามีราคาที่สูงมากกว่ารถเมล์ปัจจุบันถึง 3 เท่าถ้าในอนาคตเมื่อมีการใช้รถพลังงานไฟฟ้าจริงๆและประเทศไทยสามารถที่จะผลิตแบตเตอรี่หรืออะไหล่ที่จะใช้ผลิตรถเมล์หรือรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาเองได้ราคาตัวรถและอะไหล่ทั้งหมดก็จะตั้องถูกลงและการชาร์จไฟจะไม่ยุ่งยากเพียงแค่ใช้เวลา4-5ชั่วโมงการชาร์จเท่านั้น ด้านนางปราณี กล่าวว่า รถเมล์ไฟฟ้าถือเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ที่มีข้อดีคือพลังงานไฟฟ้าสามารถหาได้ง่ายมากยิ่งขึ้นแต่ข้อเสียอยู่ที่ราคารถอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพงแต่ทั้งนี้ขสมก.ก็มีแนวคิดในการจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าเข้ามาบริการประชาชนในกรุงเทพซึ่งคงต้องรอให้การจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวีทั้ง 489 คันให้เสร็จสิ้นก่อนซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างเจรจาค่าซ่อมที่เหลือ ซึ่งจะสามารถนำมาวิ่งในเดือนส.ค.นี้ส่วนการจัดซื้อรถเมล์ล็อตต่อไปทางขสมก.อาจมีการพิจารณาจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 500 คันเพื่อนำมาวิ่งนำร่องรับส่งผู้โดยสารหากทดลองวิ่งแล้วประชาชนในล็อตต่อไปที่เหลืออาจจะปรับเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สจล.ได้มีการนำรถเมล์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการทดสอบเส้นทางจากบริษัทล็อกเล่ย์จำกัด(มหาชน)โดยภายในมีการออกแบบให้สะดวกต่อการขับมีระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจมีทางขึ้นลง สำหรับรถเข็นผู้พิการและแบตเตอรี่มีความจุถึง 324 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงใช้เวลาในการชาร์จไฟ5ชม.และวิ่งได้ในระยะทาง 250 กม.ด้วยความเร็ว 70 กม.“

สศก.วางมาตรการแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ชูมาตรการ 3 ระยะ ลุยแก้ปัญหาทั้งระบบ

สศก.วางมาตรการแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ชูมาตรการ 3 ระยะ ลุยแก้ปัญหาทั้งระบบ สศก.เดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ชู 3 มาตรการ พร้อมรับมือเพื่อแก้ปัญหาแบบเร่งด่วนและระยะยาว หวังพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มอย่างยั่งยืน เผย เตรียมงบประมาณรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดฯ เพื่อเก็บสต็อก จาก คชก.แล้ว รวมทกว่า 2,952 ล้านบาท   นายคนิต ลิขิตวิทยุวฒิ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ ผลการดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)เปิดเผยว่า จากการประชุม กนป.ครั้งที่ 3/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาแนวทางการดำเนินมาตรการการรักษาเสถียรภาพราคาทั้งระบบ ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาวเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนทั้งระบบ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบแนวการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมันทั้งระบบในแต่ละมาตรการ ดังนี้   มาตรการเร่งด่วน ให้กรมการค้าภายใน กำหนดราคาแนะนำในการรับซื้อผลปาล์มทะลาย ผลปาล์มร่วง และน้ำมันปาล์มดิบ โดยออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (สกกร.) ให้รับซื้อผลปาล์มทะลายและผลปาล์มร่วง ในราคาเดียวกัน อัตราน้ำมันร้อยละ 17 ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 4.20 บาท ณ หน้าโรงสกัดน้ำมันปาล์มและจุดรับซื้อในพื้นที่ (ลานเท) โดยให้ลานเทสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าขนส่งตามที่กำหนดในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เป็นผู้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าขนส่งที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายทั้งระบบ (ได้แก่ โรงสกัดฯ ลานเท และเกษตรกร) รวมทั้งประกาศให้รับรู้ทั่วกัน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรขายผลปาล์มที่มีเปอร์เซนต์น้ำมันสูงกว่า 17% ทุก 1% ที่เพิ่มขึ้น จะได้ราคาเพิ่มขึ้นอีก 0.30 บาท/กก. ในขณะที่ผลปาล์มที่มีเปอร์เซนต์น้ำมันต่ำกว่า 17% ทุก 1% จะลดราคา กก.ละ 0.25 บาท ทั้งนี้ ได้ผ่อนผันให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตที่มีน้ำมันไม่ต่ำกว่า 15% ในช่วง 3 เดือน (พฤษภาคม – กรกฎาคม) เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้   นอกจากนี้ กำหนดให้โรงกลั่นฯ โรงผลิตไบโอดีเซล และผู้รับซื้อน้ำมันดิบทั่วไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ในราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 26.20 บาท ณ หน้าคลังผู้รับซื้อในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวด ไม่สูงกว่าราคาเพดานคือไม่เกินลิตรละ 42 บาท โดยกรมการค้าภายใน กำกับดูแลให้ราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวดในสอดคล้องกับต้นทุน พร้อมติดตามประเมินผลในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อนำเสนอต่อ กนป.พิจารณาให้ความเห็นชอบออกเป็นประกาศ กกร.เมื่อสิ้นสุด 3 เดือนที่กำหนด (พฤษภาคม – กรกฎาคม) กำหนดให้เกษตรกรต้องขายผลผลิตปาล์มที่มีเปอร์เซนต์น้ำมันไม่ต่ำกว่า 17% โดยอาจจำเป็นต้องมีผลบังคับตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสภาเกษตรกร ในการร่วมตรวจสอบสต็อกน้ำมันปาล์ม เป็นรายโรงงาน ทุกเดือน   มาตรการระยะ 3 เดือน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับดูแลให้การรับซื้อของลานเทเป็นไปตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (ส.กกร.) และบริหารจัดการให้ลานเทเป็นเครือข่ายของ โรงงานสกัดฯ หรือให้โรงงานสกัดฯ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบในการรับซื้อผลผลิต และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกปาล์มของเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้อมูลการผลิตที่ถูกต้อง   อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาเกษตรกรในพื้นที่ ดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจ เกษตรกร ผู้รับจ้างตัดปาล์ม ลานเท เกี่ยวกับการผลิต การเก็บเกี่ยว มาตรการของรัฐ การบังคับใช้กฎหมาย และตามประกาศข้อแนะนำต่างๆ โดยให้กรมการค้าภายใน นำเสนอ กกร. เพื่อออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดให้ผู้ประกอบการลานเท แจ้งชื่อ ราคา ปริมาณ และสถานที่เก็บสินค้า ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542   มาตรการระยะยาว ได้กำหนดแนวทางไว้ 2 เรื่อง คือ ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เกรด B พัฒนาศักยภาพการสกัดเพื่อให้สามารถสกัดปาล์มทะลายได้และแยกสกัดน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เร่งรัดดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม สำหรับการบริหารสต๊อกน้ำมันปาล์มเพื่อป้องกันการขาดแคลนและดึงผลผลิตน้ำมันปาล์มส่วนเกินในบางช่วงเก็บไว้เพื่อลดการนำเข้า หากราคาปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ต่ำกว่า 4.20 บาท และน้ำมันปาล์มดิบต่ำกว่า 26.20บาท ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเก็บสต็อกตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้องค์การคลังสินค้าดำเนินการแทรกแซงตลาดรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปริมาณ 100,000 ตัน จากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 26.20 บาท ส่งมอบ ณ หน้าคลังสินค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มจะต้องแสดงหลักฐานในการรับซื้อผลปาล์มทะลายและผลปาล์มร่วงจากเกษตรกรที่อัตราน้ำมันร้อยละ 17 ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4.20 บาท ทั้งนี้ อคส.จะพิจารณาเข้าไปรับซื้อผลผลิตน้ำมันปาล์มในช่วงเวลาและจำนวนที่เหมาะสมด้วย    สำหรับระยะเวลาการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบกำหนด 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน 2558 โดยระยะเวลาเก็บรักษาไม่เกิน 6 เดือน (มิถุนายน – พฤศจิกายน 2558) ซึ่งขอใช้เงินงบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เป็นค่าใช้จ่ายในการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดฯ เพื่อเก็บสต๊อก งบประมาณ รวมทั้งสิ้น 2,952.896 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินทุนหมุนเวียน จำนวน 2,620.00 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนในการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ปริมาณ 100,000 ตัน จากโรงงานสกัดในราคากิโลกรัมละ 26.20 บาท เงินจ่ายขาด วงเงิน 276.45 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ ตันละ 214 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขององค์การคลังสินค้าตามที่จ่ายจริง วงเงิน 16.446 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการขาย วงเงิน 40.00 ล้านบาท   ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การดำเนินการในการรับซื้อและการระบายให้มีความรัดกุม รอบคอบ และโปร่งใสมากที่สุด   รองเลขาธิการ สศก.กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมศุลกากร กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานผลการลักลอบนำเข้าและการนำเข้าน้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ให้ประธาน กนป.และเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในฐานะเลขานุการ กนป.ทราบทุก 15 วัน รวมทั้งได้มีการเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ ผลการดำเนินการของคณะกรรมการ กนป.โดยมีนายคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นประธานคณะทำงาน และคณะอนุกรรมการประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงพลังงาน ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กนป.1 คน ร่วมเป็นอนุกรรมการฯ   อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกปาล์มช่วยประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ในพื้นที่ เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการผลิต การลดต้นทุนการผลิต ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม รวมทั้งให้ทางจังหวัดกำกับการดำเนินการของโรงงานสกัด ลานเท โรงกลั่นฯ และโรงผลิตไบโอดีเซล ให้เป็นไปตามมติ กนป.อย่างเคร่งครัด สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

รมว.คมนาคม เล็งปรับนโยบายเปิดเสรีการบินเป็นแบบมีข้อจำกัด คาดสรุปในก.ย.

รมว.คมนาคม เล็งปรับนโยบายเปิดเสรีการบินเป็นแบบมีข้อจำกัด คาดสรุปในก.ย. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมเปิดเผยภายหลังประชุมร่วมหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดในวันนี้ว่า ขณะนี้พบว่า นโยบายเปิดเสรีการบิน (Open Sky) ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาท่าอากาศยาน เนื่องจากห้วงอากาศของไทยมีขีดจำกัด ดังนั้นจะมีการปรับนโยบายจากเปิดเสรีการบินแบบไม่มีข้อจำกัด เป็นแบบมีข้อจำกัด โดยจะพิจารณาถึงขีดความสามารถที่แท้จริงในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน โดยจะสรุปภายในเดือนก.ย.ปีนี้ “ขณะนี้ปริมาณเที่ยวบินเกินขีดความสามารถที่น่านฟ้าไทยจะรับได้เปรียบเหมือนน้ำที่ล้นแก้ว ซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัย ต้องเปิดเสรีให้เป็นไปตามสภาพความเป็นจริง เพิ่มการกำกับดูแลโดยกำหนดความจุของห้วงอากาศว่าสามารถรองรับได้เท่าไร ถึงจะไม่เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่ละสนามบินรองรับปริมาณเที่ยวบินได้เท่าไร โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริหาร"พล.อ.อ.ประจินกล่าว พร้อมกันนี้ จะเร่งรัดการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 สนามบินสุวรรณภูมิในส่วนของการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) และการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 จะ ซึ่งขณะนี้ บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) หรือทอท. กำลังพิจารณาปรับลดวงเงินค่าก่อสร้างลงจาก 6.2 หมื่นล้านบาทลง อีกทั้งได้เร่งรัดแผนการพัฒนาท่าอากาศยานเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน (Hub) และศูนย์กลางด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานในอาเซียน ด้านนายวรเดช หาญประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จะเร่งสรุปเรื่องเปิดเสรีการบินเพื่อนำเสนอครม.ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกรณีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เข้ามาตรวจสอบ กรมการบินพลเรือน (บพ.) ของไทย แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่ความต้องการในการเดินทางโดยเครื่องบินของนักท่องเที่ยวและ สายการบินต้นทุนต่ำมีการเติบโตมาก และสายการบินจากจีนเพิ่มมากขึ้นด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เที่ยวบินจะแน่นในบางช่วงเวลา หากเปิดเสรีแบบไร้ข้อจำกัดต่อไป จะมีปัญหาหนักขึ้นจึงต้องจัดระบบปริมาณเที่ยวบินที่ต้องการเข้าประเทศไทย และความสามารถในการรองรับเที่ยวบินให้สัมพันธ์กับเวลาอย่างเป็นระบบ โดย ต้องเจรจาต่อรองกับสายการบินเพื่อจัดเที่ยวบินไปลงในช่วงเวลาที่ยังมีปริมาณจราจรไม่หนาแน่น อินโฟเควสท์

บอร์ดกสทช.มีมติไม่เลื่อนจ่ายค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอลงวดที่ 2 ให้ชำระถึง 25 พ.ค.

บอร์ดกสทช.มีมติไม่เลื่อนจ่ายค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอลงวดที่ 2 ให้ชำระถึง 25 พ.ค. นายฐากร ฒัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช.วันนี้มีมติไม่ให้เลื่อนกำหนดระยะเวลาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติงวดที่ 2 และให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิตอลซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตฯทั้ง 24 ราย มาชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติงวดที่ 2 ตามกำหนดระยะเวลาเดิม โดยสามารถชำระได้ถึงวันที่ 25 พ.ค.58 สำหรับ ผู้ประกอบการที่ชำระเงินงวดที่ 2 แล้ว ได้แก่ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7HD) ชำระจำนวน 683.73 ล้านบาท,บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด (ช่อง Workpoint TV) ชำระจำนวน 333.3 ล้านบาท ,บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด (ช่อง MONO 29) ชำระจำนวน 322 ล้านบาท,บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) (ช่องข่าวเนชั่น) ชำระจำนวน 190 ล้านบาท และช่อง NOW 26 ชำระจำนวน 316.7 ล้านบาท,ช่อง GMM ONE HD /GMM SD ชำระจำนวนรวม 1,004 ล้านบาท,ช่อง 9 อสมท. ชำระจำนวนรวม 781 ล้านบาท และช่องอัมรินทร์ 668 ล้านบาท โดยจำนวนเงินที่ผู้ประกอบการได้นำมาชำระนั้น กสทช.จะมีการนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป ส่วนผู้ประกอบการรายอื่นๆที่ไม่สามารถชำระเงินงวดที่ 2 ได้ตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว หรือไม่เกินวันที่ 25 พ.ค.58 ทางสำนักงาน กสทช. จะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการนั้นๆ และให้มีการชำระค่าเบี้ยปรับ 7.5%ต่อปี ตามประกาศกสทช.กำหนด แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่เพิกเฉยไม่นำเงินมาชำระเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือนับตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.58 ถึง 25 พ.ค.59 ทางกสทช.จะมีมาตรการอื่นๆในส่วนนี้ ซึ่งจะนำเสนอมาตรการต่อบอร์ด กสทช.อีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาถึงว่าจะดำเนินการยึดใบอนุญาตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลหลายรายเข้ามายื่นหนังสือขอสงวนสิทธิ์ในการฟ้องร้องต่อสำนักงาน กสทช. เพื่อยืนยันว่าได้รับความเสียหายจริง และจะร่วมกับผู้ผลิตกล่องทีวีดิจิตอล และผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการรับชมทีวีดิจิตอลยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเรียกร้องให้กสทช.ดำเนินงานตามแผนแม่บท ตามที่ได้ประกาศไว้ช่วงก่อนการประมูลทีวีดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแจกคูปองสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอล, การขยายโครงข่าย คุณภาพของสัญญาณ,การประชาสัมพันธ์ โดยมองว่ากสทช.ควรจะทำหน้าที่ หรือตามแผน นอกจากนี้ บอร์ด กสทช. ยังมีมติให้ทางสำนักงาน กสทช.รีบดำเนินการแจกคูปองเพิ่มเติมอีกในส่วนที่ยังขาดอยู่ เพื่อให้ครบจำนวน 22.8 ล้านครัวเรือน โดยทางกสทช.จะทำหนังสือเพื่อหารือไปยังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ(คตร.) และนำเสนอต่อหัวหน้าคสช.ต่อไป เพื่ออนุมัติการแจกคูปองเพิ่มเติมออกไปส่วนการขยายโครงข่าย ขณะนี้มีการดำเนินการเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ทยอยเข้าจ่ายเงินค่าไลเซ่นส์งวดที่ 2 ให้กสทช.วันนี้ รายงานข่าวจากบมจ.เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป (NMG) เปิดเผยว่า ในวันนี้ กลุ่มทีวีดิจิทัล ได้แก่ ช่องPPTV, ช่อง AMARIN, ช่อง NATION, ช่อง GMM จะไปชำระเงินงวด 2 พร้อมจดหมายขอสงวนสิทธิ์ในการฟ้องร้องทางกฏหมาย เพื่อให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) เยียวยา และจะมีแถลงข่าวในเวลา 14.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว กสทช. เมื่อวานนี้ ช่อง Workpoint TV ได้นำเช็คมูลค่า 333.305 ล้านบาทมาชำระค่าประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลงวดที่ 2 กับสำนักงาน กสทช. แล้ว หลังจากบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ หรือ ช่อง 7HD เป็นรายแรกที่เข้ามาชำระเงินค่าประมูล ในวันนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสี่ยง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ได้หารือนัดพิเศษเรื่องการเลื่อนชำระค่าประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลงวดที่ 2 หลังจากที่ได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และอัยการสูงสุด ระบุการเลื่อนจ่ายค่าใบอนุญาต ถือว่าทำผิดกฎหมาย อินโฟเควสท์

MOONG ทุ่มงบกว่า 20 ลบ.รุกตลาดสำลีวีแคร์ มั่นใจครองแชมป์ 1-2 ปี

MOONG ทุ่มงบกว่า 20 ลบ.รุกตลาดสำลีวีแคร์ มั่นใจครองแชมป์ 1-2 ปี น.ส.สุวรรณา โชคดีอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บมจ.มุ่งพัฒนา อินเตอร์แนชชั่นแนล (MOONG) เปิดเผยว่า บริษัทได้ส่ง"สำลีวีแคร์"รุกตลาดอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ บริสุทธิ์จากใยฝ้ายธรรมชาติ 100% ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน 2 ครั้ง สะอาด ปลอดภัยฯลฯ ไร้สารเรืองแสง และกระจายโทนเนอร์ได้ดี บริษัทยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาฯและวิจัยผลิตภัณฑ์ต่างๆให้มีความหลากหลายพร้อมตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ มั่นใจคาดว่าจะสามารถครองแชมป์ได้ภายใน 1-2 ปี ผลิตภัณฑ์ วีแคร์ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ 1.วีแคร์แนชเชอรัล 2. วีแคร์บิวตี้แอนด์เมคอัพ สำลีเพื่อความงาม สำลีคุณภาพที่ออกแบบพิเศษเพื่อการดูแลผิวและแต่งหน้าโดยเฉพาะ เทคโนโลยีการถักด้วยน้ำ เพื่อให้ได้เส้นใยยาวเนื้อละเอียดไม่ระคายผิว 3.วีแคร์ คิตตี้ ไวพส์ ผ้าเช็ดทำความสะอาดผิวสำหรับผู้หญิง สูตรอ่อนโยนจากธรรมชาติปราศจากแอลกอฮอลล์ พร้อมกลิ่นหอมจากคาโมมายล์และโรสฮิป 4.วีแคร์เมน ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับผู้ชาย สูตร Cool Max ให้ความเย็น สดชื่น ช่วยลดเหงื่อและการสะสมของแบคทีเรีย และ5.แปรงสีฟันวีแคร์ สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ขนแปรงอ่อนนุ่ม ถนอมป้องกันเหงือกและเคลือบฟัน โดย วีแคร์แนชเชอรัล เป็นสำลีเอนกประสงค์ มีคุณภาพจากใยฝ้ายธรรมชาติ 100% เนียนนุ่ม อ่อนโยนทุกผิวสัมผัสและปราศจากสารเรืองแสงผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน สะอาด ปลอดภัย เนื้อเนียนละเอียด แผ่นหนานุ่ม สัมผัสนุ่ม อุ้มน้ำได้ดี ไม่ทิ้งขุยบนผิวหน้า ฯลฯ เหมาะสำหรับผู้หญิงไทยที่รักการแต่งหน้าโดยในปีที่ผ่านมา'วีแคร์'ได้พัฒนา ปรับปรุงภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสำลีวีแคร์ใหม่ โดยมีชูจุดขายของความสะอาด บริสุทธิ์จากใยฝ้ายธรรมชาติ100% และความปลอดภัยจากสารตกค้าง รวมถึงแพคเกจจิ้ง ที่โดดเด่นดูสะอาดตา ทันสมัย อีกทั้งได้ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นๆด้วย ซึ่งมี 5 ชนิด คือ 1.สำลีแผ่นวีแคร์, 2.สำลีแผ่นวีแคร์ Beauty & Makeup,3..สำลีก้อนวีแคร์ ,4.สำลีม้วนวีแคร์ และ5. สำลีก้านวีแคร์ พร้อมทุ่มงบการตลาดอย่างเต็มรูปแบบกว่า 20 ล้านบาท ครอบคลุมอย่างครบวงจร ทั้ง Above the lineและBelow the line นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมการตลาดตลอดปี อาทิ Road Show ไปตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นและทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จัก จดจำแบรนด์วีแคร์ ได้มากยิ่งขึ้นแล้วยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปกับบิวตี้บล็อกเกอร์ คนดัง เพื่อแนะเคล็ดลับ เทคนิคในการดูแลผิวอย่างถูกวิธี รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และออนไลน์ เว็บไซต์ BTS ต่างๆ ในทุกช่องทางให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น โดยคาดว่าแคมเปญ “สำลีวีแคร์... จุดเริ่มต้นของผิวสวย" ภายใต้สโลแกน “ผิวสวยใสใสไม่โดนสำลีหลอก คาดว่าจะสร้างความมั่นใจในตัวของผลิตภัณฑ์ “วีแคร์" และได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมายและผู้บริโภคอย่างแน่อน ปัจจุบันตลาดสำลีเมืองไทยมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องกว่า 40% โดยวีแคร์ได้ตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งทางการตลาดและคาดว่าน่าจะมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 40-50% ในปีนี้ จากปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณกว่า 100 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ทางด้านของบริษัท มุ่งพัฒนาฯ ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย แบรนด์สำลีวีแคร์ ได้ประสบความสำเร็จอย่างดงามซึ่งเป็นที่น่าพอใจ ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ซึ่งบริษัท มุ่งพัฒนาฯ ได้มีแผนการตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้กว้างมากขึ้น รวมถึงการสร้าง Brand Awareness ณ จุดขายและขยายไปยังตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา บริษัท มุ่งพัฒนาฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเกือบ 10% โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัท แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก 80% ผลิตภัณฑ์ของบริษัท 12% และอื่นๆ 7%สำหรับปีนี้ในช่วงไตรมาสแรกมีการเติบโตที่ดี โดยกลุ่มพีเจ้นโตประมาณไม่ถึง 10 กลุ่มลูกค้าตัวแทนจำหน่ายและแบรนด์ของบริษัทฯ ประมาณ 30% อินโฟเควสท์

TTA มั่นใจปีนี้พลิกกำไร แม้ Q1/58 ขาดทุน คาดสรุปดีลซื้อกิจการในปท. 1 ดีล

TTA มั่นใจปีนี้พลิกกำไร แม้ Q1/58 ขาดทุน คาดสรุปดีลซื้อกิจการในปท. 1 ดีล นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าทั้งปีนี้จะมีผลประกอบการออกมาเป็นกำไรสุทธิ แม้ในช่วงไตรมาส 1/58 มีผลขาดทุน 288 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการนำเรือวิศวกรรมใต้น้ำ 3 ลำ ของเมอร์เมดเข้าซ่อมบำรุงตามแผน เพราะเป็นช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับธุรกิจเรือเทกองซึ่งเป็นธุรกิจหลักอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น มีลูกค้าใช้บริการขนส่งน้อย รวมไปถึงค่าระวางเรือยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะเห็นผลประกอบการออกมามีกำไรตั้งแต่ไตรมาส 2/58 เป็นต้นไป เนื่องจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการนำเรือเมอร์เมดเข้าซ่อมบำรุงแล้ว ในขณะเดียวกันคาดว่าธุรกิจเรือเทกองจะปรับตัวดีขึ้น "เรามั่นใจว่า ปีนี้ผลประกอบการจะออกมามีกำไร แม้ว่าในช่วงไตรมาส 1/58 จะขาดทุน แต่อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการไตรมาส 2/58 จะเริ่มกลับมามีกำไร เนื่องจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงเรือเมอร์เมดแล้ว และในธุรกิจเรือเทกองจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งในธุรกิจขนส่งของเราจะเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นในช่วงครึ่งปีหลัง และบริษัทเองยังสามารถบริหารจัดการให้มีค่าระวางเรือสูงกว่าอุตสาหกรรมที่ระดับ 5,600 เหรียญ/วัน/ลำ ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ของบริษัทก็ยังมีผลประกอบการค่อนข้างดี"นายเฉลิมชัย กล่าว นายเฉลิมชัย กล่าวว่า บริษัทยังลุ้นผลสรุปการเข้าซื้อกิจการในประเทศ 1 แห่งในปีนี้ จากที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างมองหาการเข้าซื้อกิจการทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีเงินสดอยู่ในมือราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการลงทุนใหม่ๆของบริษัท อินโฟเควสท์

KTIS คาดเอทานอล-โรงไฟฟ้าหนุนกำไรปีนี้สูงกว่าปีก่อน แม้รายได้ทรงตัว

KTIS คาดเอทานอล-โรงไฟฟ้าหนุนกำไรปีนี้สูงกว่าปีก่อน แม้รายได้ทรงตัว นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจชีวพลังงานและผลิตภัณฑ์ บมจ. เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์คอร์ปอเรชั่น (KTIS) คาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะมากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 1.37 พันล้านบาท เนื่องจากบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงงานผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ กำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ ที่จะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ในเดือน มิ.ย.58 และที่จังหวัดนครสวรรค์ กำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ จะเริ่มเดินเครื่องการผลิตได้ในช่วงไตรมาส 4/58 พร้อมกันนี้ยังได้รับผลบวกจากราคาเอทานอล ที่ปรับตัวสูงขึ้น และปริมาณการขายเยื่อกระดาษเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าในส่วนของรายได้ปีนี้จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำตาลปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยน้ำตาลในปีนี้จะอยู่ที่ 14.8 เซนต์/ปอนด์ ขณะที่สัดส่วนรายได้จากการขายน้ำตาลอยู่ที่ 60% อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้อื่นๆเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 40% ในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ "ปีนี้รายได้ของเราก็คงจะทำได้เพียงทรงตัวจากปีก่อนเท่านั้น เพราะสัดส่วนรายได้หลักของเรายังมาจากการขายน้ำตาล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามเราคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะดีกว่าปีก่อนจากการรับรู้รายได้จากไฟฟ้าที่จะเริ่มเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับราคาเอทานอล ปรับตัวดีขึ้น และปริมาณการขายเยื่อกระดาษปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้เราเชื่อว่าราคาน้ำตาลจะไม่ปรับตัวลดลงไปมากกว่านี้แล้ว เนื่องจากประเทศไทยเองก็คงจะเจอกับปัญหาภัยแล้ง และในประเทศบราซิลเองก็ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก จึงทำให้ปริมาณน้ำตาลที่จะออกมาใกล้เคียงกับความต้องการในตลาดมากขึ้น เราจึงมองว่าราคาคงจะทรงตัวได้"นายณัฎฐปัญญ์ กล่าว นายณัฎฐปัญญ์ กล่าวถึงแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/58 โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตราว 10-20% จากไตรมาส 1/58 ที่มีรายได้ 3.8 พันล้านบาท และกำไรสุทธิจะดีกว่าไตรมาส 1/58 ที่ 554.9 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 13% โดยได้รับผลดีจากราคาเอทานอล ที่ปรับตัวดีขึ้น และปริมาณการขายเยื่อกระดาษปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นด้วย อินโฟเควสท์

ศิริธัช โรจนพฤกษ์ยื่นหนังสือตลท.ถูกกีดกันไม่ให้เข้าประชุมผถห. NMG

ศิริธัช โรจนพฤกษ์ยื่นหนังสือตลท.ถูกกีดกันไม่ให้เข้าประชุมผถห. NMG นายศิริธัช โรจนพฤกษ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ถือหุ้น บมจ.อีเทอเนิล เอนเนอยี (EE) และเป็นผู้ถือหุ้น บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) เข้ายื่นหนังสือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันนี้ 22 พฤษภาคม 2558 เนื่องจากถูกประธานบริษัท NMG กีดกันไม่ให้เข้าประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 29 เม.ย. 2558 โดยอ้างว่า สาเหตุที่ไม่อนุญาตให้ผู้ถือหุ้นหลายรายเข้าร่วมประชุม เนื่องจากมีข้อสงสัยตามสมควรว่าผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ได้เข้าถือหุ้นของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาโดยมีเจตนาที่จะร่วมกันใช้สิทธิออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นเพื่อเข้าครอบงำกิจการของบริษัทโดยที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการครอบงำกิจการ และได้ระบุรายชื่อผู้ไม่ได้เข้าร่วมประชุม จำนวน 50 ราย ดังรายละเอียดทราบอยู่แล้วนั้น นายศริธัชกล่าวว่า ตนเองถือหุ้นอยู่จำนวน 117,252,000 หุ้น และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เท่ากับ 117,252,000 เสียง เป็นผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 แต่ทางพนักงานที่ผู้รับลงทะเบียนของบริษัท NMG ไม่ยอมให้มีการลงทะเบียน ไม่ยอมให้เอกสารการลงคะแนนเสียง อีกทั้งยังมีการกระทำการหน่วงเหนี่ยวขัดขวาง ทำการปิดกั้นประตูทางเข้าห้องประชุม เพื่อขัดขวางมิให้ผู้รับมอบฉันทะของตน และผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ เข้าร่วมในการประชุม ทั้งๆ ที่ตนไม่ได้มีรายชื่อไม่ให้เข้าร่วมประชุมในจำนวน 50 ราย ดังกล่าวข้างต้นด้วย นายศิริธัช ยังกล่าวต่ออีกว่า ตนไม่ได้มีนิติสัมพันธ์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลใดๆ ตามบัญชีรายชื่อที่บริษัท NMG แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตนไม่ได้มีการกระทำการเข้าถือหุ้นของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาโดยมีเจตนาที่จะร่วมกันใช้สิทธิออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นเพื่อเข้าครอบงำกิจการของบริษัทโดยที่ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการครอบงำกิจการ อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด การกระทำของประธานกรรมการหรือคณะกรรมการของ บริษัท NMG ที่ไม่ให้ผู้ถือหุ้นต่างๆ เข้าร่วมประชุม เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย และเป็นการกีดกัน จำกัดสิทธิของผู้ถือหุ้น เพื่อไม่ให้ผู้ถือหุ้นทั้งปวงใช้สิทธิในการเข้าร่วมประชุม ใช้สิทธิที่จะตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของตน และไม่ใช่เป็นการขัดขวางผู้ถือหุ้นรายหนึ่งรายใดโดยเฉพาะเจาะจงเท่านั้น แต่เป็นการขัดขวางผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายดั่งเช่นตน และผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ หลายคนอีกด้วย เพราะมีการขัดขวางมิให้ตัวแทนของตนและผู้ถือหุ้นรายย่อยอื่นๆ อีกหลายคนไม่ให้เข้าร่วมประชุม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเข้าครอบงำกิจการของบริษัทฯ เหตุผลข้ออ้างต่างๆ ตามหนังสือชี้แจงของ NMG จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ปราศจากเหตุผลโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้พิจารณาและดำเนินการกับเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น ขอให้เป็นที่พึ่งของผู้ถือหุ้นได้ อย่าได้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อการกระทำที่ไร้ธรรมาภิบาลเช่นนี้ มิเช่นนั้นแล้วจะมีเหยื่ออีกมากมายที่ได้รับเคราะห์จากกระกระทำครั้งนี้ของประธานและคณะกรรมการของบริษัท NMG ที่พยายามปกปิดเซ่นเร้นกระทำผิดของตนเองโดยนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Content unpublished

   

   

SME

   

BAACx60

   

CPALLxx

   
001111185
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
7969
11123
62019
997902
188234
336514
1111185

Your IP: 54.204.210.197
Sat, 23 May 2015 08:42:53 +0000
   
© ALLROUNDER
บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด
: 387/9 ลาดพร้าว 87 แยก 9 วังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ : 081-431-6381 แฟกซ์ : 02-530-4424 
Emai : icorehoon@yahoo.com ,ipipat.n@gmail.com