FacebookTwitterGoogle BookmarksRSS Feed
   

PS17

พฤกษา เรียลเอสเตท เจ้าตลาดอสังหาฯ
เปิดวิลเลต ไลท์ ติวานนท์-แจ้งวัฒนะ1.98 ลบ. 
   

Intuch1

   

We have 505 guests and no members online

   

CPFxx

   

ALL-Hoon

   

GHBx60

   


สัมพันธ์ การเมือง สัมพันธ์ ไทย กับ สหรัฐ มองอย่าง'เข้าใจ'

วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558 เวลา 00:01 น. ข่าวสดออนไลน์ สัมพันธ์ การเมือง สัมพันธ์ ไทย กับ สหรัฐ มองอย่าง'เข้าใจ' ปฏิกิริยาและความไม่พอใจต่อสหรัฐ ต่อปาฐกถาของ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ก็ยังสร้างความแปลกใจ ไม่ว่าจะมาจาก นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าจะมาจาก นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เข้าใจได้เพราะกระทบต่อรัฐบาลไทย จำเป็นอยู่เองที่ นายดอน ปรมัตถ์วินัย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องออกมาชี้แจงความเป็นจริงในด้านของประเทศไทย เข้าใจได้เพราะที่สหรัฐแตะเป็นเรื่อง “ถอดถอน” จำเป็นอยู่เองที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งดำเนินการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจ กระนั้น ความแปลกใจต่อ “สภาพ” ก็ยังดำรงอยู่ ............. ความแปลกใจในที่นี้มิได้เป็นเรื่องใน “ทางลบ” ตรงกันข้าม เป็นความแปลกใจเมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับสหรัฐ เป็นความสัมพันธ์นับเป็นร้อยปี ทั้งยังเป็นความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดา เพราะในต้นทศวรรษ 2490 ไทยกับสหรัฐยังเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันในสงครามเกาหลี และตลอดทศวรรษ 2500 ก็รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันในอินโดจีน ไม่เพียงแต่เท่านั้นด้วยสนธิสัญญาถนัด-รัสก์ ยังทำให้สหรัฐสามารถส่งทหารเข้ามาในไทยตั้งแต่ยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และปักหลักตั้งฐานทัพในหลายจังหวัดของประเทศไทยในยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร แนบแน่นถึงระดับนี้ยังมีเรื่องต้องหมองหมางกันจนได้ .............. หากมองจากด้านของสหรัฐก็คงรู้สึกแปลกใจว่าทำไม “ปฏิกิริยา” อันมาจากชนชั้นนำของไทยจึงดุเดือดและร้อนแรงถึงระดับนี้ ขณะเดียวกัน หากมองจากด้านของไทยก็เช่นเดียวกัน นั่นก็ คือ คนที่ยืนแถวหน้าในการแสดงความหงุดหงิดต่อท่าทีของรัฐบาลสหรัฐ ก็คงจะแปลกใจว่าอะไรทำให้สหรัฐเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ตรงนี้แหละที่นักปรัชญาเขาระบุว่า “แล้วแต่มุมมอง” เหตุปัจจัยอันใดที่ทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ซึ่งเคยจับมือกันมั่นบนพื้นฐานแห่งคำว่า “มหามิตร” ต้องมีอันแปรเปลี่ยน กลับกลายเป็นแทบพูดกันคนละภาษา พูดกันไม่รู้เรื่อง ................ กรณีขัดแย้งในทางความคิดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐจะดำรงอยู่อีกยาวนานพอสมควร จึงได้แต่หวังว่า ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งนี้แต่ละฝ่ายจะได้ย้อนกลับไปทบทวนและประมวลปัญหาออกมาตามความเป็นจริงอย่างเที่ยงตรง เพื่อค้นหา “รากเหง้า” ค้นหา “ต้นตอ” ออกมาให้จงได้ ................ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558 เวลา 17:08 น. ข่าวสดออนไลน์ เอพีวิเคราะห์สัมพันธ์ไทย - สหรัฐ ถึงอย่างไรก็ตัดทิ้งไม่ได้ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. สำนักข่าวเอพีของสหรัฐอเมริกา รายงานถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ภายหลังนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศสหรัฐ เดินทางเยือนไทยและกล่าวแสดงท่าทีของรัฐบาลสหรัฐต่อสภาพการณ์ทางการเมืองไทยอย่างชัดเจน รวมถึงเรียกร้องให้ไทยยกเลิกกฎอัยการศึก ว่าทำให้ทางการไทยและเหล่าสมาชิกสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตอบโต้อย่างไม่พอใจ เอพีระบุว่า หลังสหรัฐทุ่มเทไปกับศึกอัฟกานิสถานและศึกอิรักนานนับสิบปี จนจีนขยายอิทธิพลในเอเชีย รัฐบาลสหรัฐจึงยังคงสถานะให้ไทยเป็นพันธมิตรที่มั่นคงและทิ้งไปไม่ได้ แม้ว่าสหรัฐต้องระงับเงินช่วยเหลือทางการทหารมูลค่า 4.7 ล้านดอลลาร์ไว้หลังไทยเกิดรัฐประหาร แต่การฝึกคอบร้าโกลด์ในไทยยังต้องมีอยู่ แม้ลดขนาดลงโดยไม่มีการซ้อมรบจริง และในทางเศรษฐกิจ มูลค่าทางการค้าระหว่างสองประเทศที่มากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นายดัก พอล ผู้อำนวยการกิจการเอเชีย ประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า ถึงอย่างไรไทยก็เป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในเอเชีย สหรัฐมีอนาคตต่อไทยในทางประวัติศาสตร์และศักยภาพที่ต้องพึ่งพาการเข้าถึงปฏิบัติการทางทหารในหลายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นฉับพลัน รวมถึงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจัยใหม่ที่มีผลต่อความสัมพัธ์คืออิทธิพลของจีน นายพอล กล่าวต่อว่า ไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียนทั้งด้านภูมิศาสตร์และเหตุการณ์ต่างๆ ในขณะที่จีนมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น ทิศทางของอาเซียนในฐานะเป็นองค์การรวมของประเทศที่เป็นมิตรจึงจะอยู่ในภาวะเสี่ยง รายงานตอนท้ายระบุว่า ไทยขยับเข้าไปใกล้ชิดจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในยุครัฐบาลนี้ ที่มีการเดินทางเยือนและทำสัญญาก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ส่วนมูลค่าเศรษฐกิจสองชาติอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ผู้นำไทยกับสหรัฐพบกันในการประชุมร่วมเวทีภูมิภาคเท่านั้น และการเยือนของนายรัสเซลที่มากล่าวสปีชนั้น ทำให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยนำไปแสดงความเห็นนั้นทำให้อย่างน้อย 4 คนถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ

เร่งเลือกตั้ง? จัดแถวกองทัพ ฝุ่นควัน'ถอดถอน'

เร่งเลือกตั้ง? จัดแถวกองทัพ ฝุ่นควัน'ถอดถอน'

วิเคราะห์มติชนออนไลน์ : แม้การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยมติของที่ประชุม สนช. 190-18 เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการตระเตรียมอย่างลงตัว บางกระแสข่าวยังระบุว่า จะให้มีคะแนนถอดถอนมากกว่านี้ยังได้ แต่เกรงว่าจะดูเป็นการกดปุ่มกันมากเกินไป อาการของ สนช.ที่ถ่ายภาพคู่กับบอร์ดคะแนนถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ สนช.บางคนทำท่าเชือดคอ บางคนออกแอ๊กชั่น สะท้อนความปลาบปลื้มในผลงานที่เชื่อกันว่าเป็นการขจัดคนโกงออกจากการเมือง แต่ผลที่ตามมาหลังการถอดถอนสร้างความลำบากใจให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่น้อย เป็นภาพที่ตัดกับความยินดีปรีดาของ สนช. อย่างตรงกันข้าม เมื่อ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐ เดินทางมาเยือนไทย พร้อมกับปล่อยหมัดชุด หลังการพบปะกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รมว.การต่างประเทศ และไปบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาระโดยรวมระบุว่า สหรัฐกังวลที่มีการถอดถอนผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง การถอดถอนบุคคลที่พ้นตำแหน่งไปแล้วโดยสภาที่มาจากลากตั้ง ทำให้รู้สึกว่าการถอดถอนเกิดขึ้นด้วยแรงจูงใจทางการเมือง พูดง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องการเมืองนั่นเอง พร้อมกับเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก ให้ประเทศไทยกลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว ผลที่ตามมาคือการตอบโต้อย่างรุนแรง จากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ซัดหนักๆ ว่าสหรัฐฟังความข้างเดียว จะไม่เลิกกฎอัยการศึก และยังเล่าว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ได้ถามนายรัสเซลกลับไปว่า หากเป็นสหรัฐบ้างจะทำอย่างไร ส่วน สนช.ในฐานะเจ้าภาพงานถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ออกมาแสดงความไม่พอใจ เรียงหน้ากันออกมา ตั้งแต่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ประธาน กมธ.ต่างประเทศ สนช. และหน่วยงานอื่นๆ ในที่ประชุมมี สนช.บางคนอภิปรายจวกพี่เบิ้มแห่งโลกตะวันตกว่า "เสือก" เบื้องหน้าเบื้องหลังท่าทีของสหรัฐเข้าใจได้ว่า เป็นผลจากแนวนโยบายที่ชูสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของ สหรัฐเอง ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยถูกปฏิเสธจากโลกตะวันตกภายหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 และมีความโน้มเอียงในการคบหาสมาคมและร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้กระทบกระเทือนผลประโยชน์การค้าและการเมืองของสหรัฐในย่านนี้ กลายเป็น 2 ปัจจัยที่ทำให้ประเทศขาใหญ่อย่างลุงแซมลงมาจัดหนักรัฐบาลนายกฯลุงบิ๊กตู่ การปรากฏขึ้นของสหรัฐช่วยส่งเสริมบรรยากาศการวิพากษ์วิจารณ์การถอดถอนให้มีความคึกคักมากขึ้น แกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง-การถอดถอน จนตามมาด้วยการเรียกตัวแกนนำพรรคเพื่อไทยล็อตใหญ่เพื่อขอความร่วมมือ มีตั้งแต่ นายสิงห์ทอง บัวชุม ทีมกฎหมายของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แกนนำเสื้อแดงขอนแก่น นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศ ที่ร่วมในวงพบปะระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายรัสเซล นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาฯ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.พาณิชย์ และ นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการและแกนนำคนเสื้อแดง ผลการเจรจาขอความร่วมมือน่าจะทำให้ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ก็ยังตั้งความหวังไม่ได้ว่าทุกอย่างจะสงบเรียบร้อย ผลจากการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำให้เชื่อกันว่า การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว อย่างน้อยก็ตามโรดแมป นั่นคือต้นปี 2559 จากเดิมที่คาดว่าอาจจะต้องลากยาวออกไป ท่ามกลางข่าวสะพัดว่าอดีต ส.ส.ประเภทที่ฐานเสียงหนาแน่นกำลังเนื้อหอม เพราะโดนทาบทามเข้าร่วมในพรรคการเมืองใหม่ ภาพของการเลือกตั้งในวันเวลาดังกล่าวภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ แชมป์เก่าอย่างพรรคเพื่อไทยจะไม่มีดาวเด่นของพรรคลงสมัคร เนื่องจากติดบ่วงทางกฎหมาย น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นหมดสิทธิแน่นอนไปแล้ว ที่ยังต้องลุ้นได้แก่ อดีต ส.ส.และ ส.ว.ที่ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีคดีรอถอดถอนอยู่ ยังมีกรณีของชาวบ้านเลขที่ 109-111 ซึ่งหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สั่งห้ามผู้เคยต้องคำสั่งเว้นวรรคมาก่อนไม่ให้ลงสมัคร ก็จะหมดสิทธิไปด้วย และภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะกำหนดวิธีการเลือกตั้งใหม่ คงไม่เป็นผลดีกับพรรคเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทยหรือ ปชป. ก็ต้องจับตาดูว่า พรรคการเมืองใหม่ที่จะมารับภารกิจสำคัญจะเกิดขึ้นอย่างไร ด้วยโฉมหน้าสวยหรูขนาดไหน และจะทำหน้าที่อุ้มใครเข้าสู่เก้าอี้นายกฯ อย่างไรก็ตาม กำหนดการเลือกตั้งและคืนอำนาจตามโรดแมปก็ยังไม่ง่ายดายนัก เนื่องจากยังมีปัจจัยตัวแปรที่ต้องพิจารณาอีกหลายเรื่อง ที่ต้องจับตาได้แก่ การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปีในเดือนเมษายน และการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ในเดือนกันยายน เพื่อทำหน้าที่แทน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ที่จะเกษียณอายุราชการ คู่แคนดิเดตสำคัญ คือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.คนที่สอง น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนหน้านี้มีการปล่อยข่าวจี้ให้นายทหารที่สวมหมวกรัฐมนตรีด้วย สละตำแหน่งในกองทัพเพื่อเปิดทางให้น้องๆ บ้าง ออกมาชิมลางกันแล้ว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางด้านการบริหารงานของรัฐบาลที่ปรากฏว่าสภาพปัญหาต่างๆ หนักหน่วง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ทำเอาบรรดาขุนพลหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเครียด ในสถานการณ์นี้ต้องจับตาท่าทีของบรรดา "คีย์แมน" ต่างๆ เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ออกมากล่าวว่าประเทศไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง รวมไปถึงอาการฟิวส์ขาดบ่อยๆของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นสภาพการเมืองที่ตึงเครียดและมีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

รปภ.เข้มบิ๊กตู่ วันไปพิมาย คิวใหญ่จันทร์นี้ สนช.ไม่หายฉุน นัดซักฟอกมะกัน

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8831ข่าวสดรายวัน รปภ.เข้มบิ๊กตู่ วันไปพิมายคิวใหญ่จันทร์นี้ สนช.ไม่หายฉุน นัดซักฟอกมะกัน รปภ.เข้มวัน'บิ๊กตู่'ไปพิมาย โคราชบ้านเกิด หวั่นซ้ำรอย ชู 3 นิ้วที่ขอนแก่น มทภ.2 ยันไม่มีข่าวกลุ่มการเมืองเคลื่อน ไหว ส่วนผู้ว่าฯเตรียมเสิร์ฟไก่ย่าง ข้าวเหนียว ส้มตำ'บิ๊กป๊อก'วอนมะกันเลิกเดินสายพบแกนนำแดงอีสาน ว้ากอย่าจุ้นเรื่องไทย สนช.เชิญอุปทูตซักฟอก 11 ก.พ. 'สุวพันธุ์'ไม่รู้กุนซือนายกฯเสนอใช้มาตรา44 'ไก่อู'ลั่นไม่ถึงเวลาใช้ยาแรง เสวนาเข้มปฏิรูปตำรวจ สปช.แนะยกเครื่อง-ห่างการเมือง 'อำนวย'โต้เดือด ไม่อยากรับใช้ใคร ชี้แก้ง่ายนิดเดียวแค่เขี่ย การเมืองพ้นก.ตร. ชาวสวนขู่ราคายางดิ่งอีก เคลื่อนไหวใหญ่แน่ 'บิ๊กตู่'ลุยพิมาย 2 ก.พ. เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดลงพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราช สีมา ในวันที่ 2 ก.พ. เพื่อพบปะเกษตรกร และประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยเดินทางด้วยเครื่องบินแอมแบร์ออกจากกองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก ในเวลา 07.30 น. และถึงท่าอากาศยานนครราชสีมาเวลา 08.00 น. ก่อนเดินทางไปประชุม นบข. ครั้งที่ 1/2558 ที่สหกรณ์การเกษตรพิมาย ส่วนช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์จะพบปะและฟังการบรรยายสรุปจากตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และ ชมนิทรรศการเกษตรและสินค้าโอท็อป จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์จะปราศรัยเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการของรัฐในการช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นการลงไปเพื่อติดตามงานตามนโยบายและสิ่งที่ได้สั่งการลงไปแล้วว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติได้ดำเนินการและแก้ปัญหาตามแนวทางและข้อมูลหรือไม่ ซึ่งในการประชุมเพื่อมอบนโยบายและรับฟังการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกฯได้เน้นย้ำกับผู้ว่าฯไปแล้วถึงแนวทางการปฏิบัติงาน ผู้ว่าฯ เสิร์ฟไก่ย่าง-ส้มตำ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับมาตรการการรักษาความปลอดภัยนายกฯในการลงพื้นที่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เน้นย้ำอะไร เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯในการจัดการและมีมาตรการต่างๆ ออกมา และไม่ได้เป็นห่วงว่าจะมีเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนการลงพื้นที่จ.ขอนแก่น ทั้งนี้ ผู้ว่าฯก็ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัดด้วย ดังนั้นการดำเนินการต่างๆ ถือเป็นความรับผิดชอบในหน้าที่ อยู่แล้ว รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การวางมาตรการดูแลและรักษาความปลอดภัยในการลงพื้นที่อ.พิมายของพล.อ.ประยุทธ์นั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ประชุมเตรียมการไว้แล้ว โดยกำชับให้ดูแลและสกรีนบุคคลที่จะเข้ามาร่วมงานและฟังการปราศรัยของนายกฯ สำหรับเจ้าหน้าที่อารักขาและรักษาความปลอดภัย นอกจากเจ้าหน้าที่ชุดประจำแล้ว ยังได้ประสานส่วนล่วงหน้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21รอ.) รวมทั้งทหารจากกองกำลังสุรนารีกองทัพภาค 2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เป็นที่เรียบร้อย โดยมีคำสั่งว่าจะต้องไม่เกิดเหตุลักษณะเดียวกับที่ขอนแก่นอย่างเด็ดขาด ส่วนการต้อนรับนั้น ทางผู้ว่าฯนครราชสีมาจัดเตรียมเต็มที่เพราะถือเป็นบ้านเกิดของพล.อ.ประยุทธ์ โดยจัดเตรียมไก่ย่าง ข้าวเหนียว ส้มตำไว้เลี้ยงต้อนรับ รปภ.เข้มกันซ้ำรอยขอนแก่น พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) กล่าวว่า มีความมั่นใจในระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนายกฯในการลงพื้นที่ครั้งนี้ โดยได้ประสานการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและพลเรือนในพื้นที่ เชื่อว่าประชาชนจะมีความเข้าใจดีว่านายกฯทำงานเพื่อประชาชน และขณะนี้ทางการข่าวยังไม่มีรายงานว่าจะมีกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหว แต่เจ้าหน้าที่ก็ดูแลเรื่องนี้อยู่และไม่ประมาท ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนกับกรณีที่มีนักศึกษากลุ่มดาวดิน จ.ขอนแก่น 5 คน ชูสามนิ้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐประหาร ต่อหน้าพล.อ.ประยุทธ์ ขณะมอบนโยบาย ให้เจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในกลุ่มจังหวัดภาคอีสาน บริเวณศาลากลาง จ.ขอนแก่น หรือไม่ พล.ท.ธวัช กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เตรียมความพร้อมและเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมกับนำเหตุการณ์ที่ขอนแก่นมาทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน แต่เชื่อว่าจะ ไม่เกิดปัญหาใดๆ ขึ้น ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ผู้ว่าฯนครราชสีมาได้รายงานว่ายังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ผิดปกติ เกี่ยวกับการต่อต้านการลงพื้นที่ของนายกฯ โดยการดูแลทำตามปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกับ จ.ขอนแก่นเกิดขึ้น 'บิ๊กป๊อก'วอนมะกันอย่าจุ้น พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐลงพื้นที่ภาคอีสาน พบกับแกนนำกลุ่ม นปช.เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในจังหวัดต่างๆ ว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากผู้ว่าฯ การไปพบปะพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ขณะนี้รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาของประเทศ และสร้างความปรองดอง ไม่มีเจตนาที่จะใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นขอให้เจ้าหน้าที่สหรัฐเข้าใจและแยก แยะเรื่องการทำงานของรัฐบาล การบังคับใช้กฎหมาย และการทำงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการถอดถอน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯออกจากกัน ขณะเดียวกันขอให้คนไทยเข้าใจการทำงานของรัฐบาลและสถานการณ์ของประเทศที่ต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยด้วย และบรรยากาศในขณะนี้ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี เศรษฐกิจดีขึ้น การท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัว จึงไม่อยากให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจของคนไทย และเกิดการ กระจายข่าวต่อต้านสหรัฐในโซเชี่ยลมีเดีย พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ขอแค่คนไทยเข้าใจว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ต่อข้อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าสหรัฐเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะต้องพูดในเชิงสร้างสรรค์ เพราะสังคมโลกต้องอยู่ด้วยกัน ไทยจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของสหรัฐ และหวังว่าสหรัฐจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในประเทศไทย สนช.เชิญอุปทูตไขข้อข้องใจ นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกสนช. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ สนช. กล่าวว่ากมธ.การ ต่างประเทศได้ทำหนังสือเชิญนายแพทริก เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทย มา สอบถามและให้ความเห็นในวันที่ 11 ก.พ. ในกรณีที่นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก แสดงความเห็นทางการเมืองที่กระทบกับประเทศไทย ระหว่างการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย แต่นายเมอร์ฟียังไม่ตอบรับ เพราะเรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจ และเป็นบาดแผลในใจของคนไทยตามที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ ได้แถลงการณ์ไป ซึ่งกมธ.อยากฟังความเห็นจากปากของอุปทูตสหรัฐว่าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร นายกิตติ กล่าวว่า นอกจากนี้จะสอบถามกรณีนายเมอร์ฟีระบุว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐจะเดินทางไปพบแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสานด้วยว่า เป็นความจริงหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าแม้ประเทศไทยจะเปิดเสรี แต่ในช่วงเวลานี้เป็นสถานการณ์พิเศษของประเทศ หากมีการ กระทำดังกล่าวจริง อาจนำไปสู่ผลกระทบทางการเมืองได้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทบทวนการเดินทางลงพื้นที่ เพราะจะส่งผลกระทบทางการเมืองขัดแนวทางการปรองดองที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตามยังมั่นใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เพราะสหรัฐก็ต้องการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศไทย แต่อาจก้าวผิด เอาบางเรื่องไปพูดในที่สาธารณชน เอพีส่องสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ วันเดียวกัน สำนักข่าวเอพีของสหรัฐ รายงานถึงสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ภายหลังนายรัสเซลเดินทางเยือนไทยและกล่าวแสดงท่าทีของรัฐบาลสหรัฐต่อสภาพการณ์ทางการเมืองไทยอย่างชัดเจน รวมถึงเรียกร้องให้ไทยยกเลิกกฎอัยการศึก ว่าทำให้ทางการไทยและเหล่าสมาชิกสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตอบโต้อย่างไม่พอใจ เอพีระบุว่า หลังสหรัฐทุ่มเทไปกับศึกอัฟกานิสถานและศึกอิรักนานนับสิบปี จนจีนขยายอิทธิพลในเอเชีย รัฐบาลสหรัฐจึง ยังคงสถานะให้ไทยเป็นพันธมิตรที่มั่นคงและทิ้งไปไม่ได้ แม้ว่าสหรัฐต้องระงับเงินช่วยเหลือทางการทหารมูลค่า 4.7 ล้านดอลลาร์ไว้หลังไทยเกิดรัฐประหาร แต่การฝึกคอบร้าโกลด์ในไทยยังต้องมีอยู่ แม้ ลดขนาดลงโดยไม่มีการซ้อมรบจริง และ ในทางเศรษฐกิจ มูลค่าทางการค้าระหว่างสองประเทศที่มากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จับตาไทยขยับใกล้ชิดจีน นายดัก พอล ผู้อำนวยการกิจการเอเชีย ประจำทำเนียบขาวกล่าวว่า ถึงอย่างไรไทยก็เป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในเอเชีย สหรัฐมีอนาคตต่อไทยในทางประวัติศาสตร์และศักยภาพที่ต้องพึ่งพาการเข้าถึงปฏิบัติการทางทหารในหลายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นฉับพลัน รวมถึงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นทางเศรษฐกิจและการเมือง ปัจจัยใหม่ที่มีผลต่อความสัมพันธ์คืออิทธิพลของจีน ไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียนทั้งด้านภูมิศาสตร์และเหตุการณ์ต่างๆ ในขณะที่จีนมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้น ทิศทางของอาเซียนในฐานะเป็นองค์การรวมของประเทศที่เป็นมิตรจึงจะอยู่ในภาวะเสี่ยง รายงานตอนท้ายระบุว่า ไทยขยับเข้าไปใกล้ชิดจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในยุครัฐบาลนี้ ที่มีการเดินทางเยือนและทำสัญญาก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ส่วนมูลค่าเศรษฐกิจสองชาติอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ผู้นำไทยกับสหรัฐพบกันในการประชุมร่วมเวทีภูมิภาคเท่านั้น และการเยือนของนายรัสเซลที่มากล่าวสปีชนั้น ทำให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยนำไปแสดงความเห็นนั้นทำให้อย่างน้อย 4 คนถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ 'ไก่อู'ลั่นไม่ถึงเวลาใช้ยาแรง นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มที่ปรึกษาคสช. ได้เสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ออกกฎหรือระเบียบอื่นมาใช้แทนกฎอัยการศึกว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และยังไม่เคยศึกษาประเด็นนี้ จึงแสดงความเห็นอะไรไม่ได้ และไม่รู้ว่ามีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร ทั้งนี้ตนคิดว่าเรื่องดังกล่าวคงต้องให้หลายฝ่ายมาประชุมหารือร่วมกันเสียก่อน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่จากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้ มองว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะใช้ยาแรง เพราะสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่มีแรงกระเพื่อมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น คสช.จะพิจารณาเพื่อเชิญตัวมาพูดคุยแล้วคิดว่าทุกฝ่ายคงเข้าใจกัน ยืนยันนายกฯเปิดใจกว้าง พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ผ่านมานายกฯมีนโยบายชัดเจน เช่น กรณีของสหรัฐ นายกฯ ได้บอกว่า เราทำได้เพียงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง และแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่วนสหรัฐจะทำอะไร เป็นเรื่องที่สังคมจะพิจารณาถึงมารยาทของเขา แต่นายกฯไม่ต้องการทำให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น เพราะทั้งไทยและสหรัฐต่างฝ่ายต่างอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ ทุกคนต้องมีสังคม จึงไม่น่ามีอะไรที่หนักหน่วงรุนแรง สิ่งที่สหรัฐต้องการจะทำก็ ให้ทำไป ส่วนเราต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี คงไปห้ามเขาไม่ได้ แต่รัฐบาลเอาประชาชนเป็นหลักว่าสังคมเข้าใจเรา ส่วนกรณีที่นางกุสุมา ศิริโกมุท อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย แนะให้รัฐบาลและ นายกฯ เปิดใจให้กว้างกับสหรัฐนั้น พล.ต. สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯ ใจกว้างอยู่แล้ว ผู้ที่พูดเรื่องนี้ควรจะใจกว้างด้วยเหมือนกัน นายกฯควบคุมอำนาจการปกครองมาเพราะรัฐบาลขณะนั้นไม่มีอำนาจ ทุกอย่างหยุดชะงักหมด ทำให้ประชาชนเดือดร้อน หากปล่อยไว้เช่นนั้นจะเกิดภาวะที่หนักกว่านี้ และอย่างกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เปิด ให้เข้าสู่กระบวนการ ให้สังคมรับรู้แบบ มีกฎกติกา นี่คือความใจกว้างของนายกฯ แล้วคนที่พูดเปิดใจกว้างแล้วหรือยัง เสวนาเข้มปฏิรูปตำรวจ เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) จัดโครงการสัมมนาและรับฟังความคิดเห็น ประเด็นการปฏิรูปตำรวจ โดย นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสปช. ในฐานะประธานสปท. กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง เพราะตำรวจคือศูนย์รวมของการทุจริตที่มากที่สุดในหน่วยงานราชการ ล่าสุดคือกรณีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ในฐานความผิดซื้อขายตำแหน่งมูลค่า 3-5 ล้านบาท นาน 5 ปี แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปีครึ่ง ซึ่งใช้โทษจริงก็ไม่ถึงอยู่ดี ฐานความผิดทุจริตกับบทลงโทษยังไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปตำรวจให้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองอีกด้วย ด้านนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสปช. ในฐานะโฆษกกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศมี 45 ด้าน การปฏิรูปตำรวจมีความสำคัญเป็นลำดับที่ 3 รองจากเรื่องการเมืองและการปราบปรามการทุจริต โดยกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มองว่า การปฏิรูปตำรวจจะต้องเชื่อมโยงกับกมธ.อีก 4 ด้าน ได้แก่ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน กมธ.ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น กมธ.ปฏิรูปการทุจริตฯ และกมธ.ปฏิรูปด้านสังคม และที่ผ่านมาได้ทำข้อเสนอต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว แนะยกเครื่อง-ห่างการเมือง นายวันชัยกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตำรวจส่วนใหญ่ดี มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ดีแต่มีอำนาจ ทางกมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ จึงมีแนวทางเบื้องต้น 5 ข้อ สำหรับการปฏิรูปตำรวจ คือ 1.ตำรวจขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่งตั้งโยกย้าย ขาดระบบจริยธรรม การวิ่งเต้นโยกย้ายใช้เงินเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราควรปฏิรูปให้องค์กรตำรวจมีความอิสระให้ห่างจากการเมือง 2.ต้องมีการกระจายอำนาจตำรวจเป็นตำรวจส่วนกลาง ตำรวจส่วนภูมิภาค หรือตำรวจส่วนท้องถิ่น โดยให้มีหน่วยงานควบคุมตามกฎหมายบัญญัติ นายวันชัย กล่าวอีกว่า 3.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยให้มีหน้าที่กำกับดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามามีส่วนร่วม 4.จัดโครงสร้างตำรวจปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้มีขนาดกะทัดรัด ยกเลิกบางหน้าที่ ที่ ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจปรับอำนาจการปราบปราม สืบสวนสอบสวนให้เป็นของหน่วยงานอื่นตามความเหมาะสม 5.สภากิจการตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลการทำงานของตำรวจโดยมีกรรมากรที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านความมั่นคง ด้านยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารงานมากขึ้น นี่คือ สิ่งที่กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯต้องการเสนอและดำเนินการให้สำเร็จ 'อำนวย'รีบชงเขี่ยพ้นก.ตร. พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 (ผบช.ภ.1) ในฐานะตัวแทน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. แสดงความเห็นว่า อยากให้การแสดงความเห็นต่อการปฏิรูปครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะรัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จก็คงไม่มีโอกาสได้ทำอีก ที่ผ่านมา มักวิจารณ์ตำรวจว่า เป็นสุนัขรับใช้นักการเมือง แต่ไม่เคยถามตำรวจเลยว่าอยากรับใช้หรือไม่ หรือมีสถานการณ์อะไรมาบีบบังคับ ซึ่งตนมองเห็นว่าการแก้ไขไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรตำรวจได้ง่ายนิดเดียวคือการปรับโครงสร้างไม่ให้มีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)ที่มีหน้าที่เสนอและแต่งตั้ง ผบ.ตร. และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายพลตำรวจ เพราะเป็นช่องทางที่ทำให้มีการวิ่งเต้นได้ "คณะทำงานของตำรวจที่รับผิดชอบในการแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ได้เสนอแก้กฎหมายให้นายกฯออกจากโครงสร้าง ก.ต.ช. และก.ตร.มานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปนำเสนอต่อสภาไหน เพราะเป็นการริบอำนาจฝ่ายการเมือง ทางผบ.ตร.เองก็พร้อมจะให้ตำรวจออกจากการกำกับของฝ่ายการเมือง ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจของสปช.สามารถร่วมมือทำงานกับทางสปช.ได้" พล.ต.ท.อำนวยกล่าว เด็กปชป.เสนอทางแก้ยางถูก นายถาวร เสนเนียม อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของรัฐบาลว่า คงสำเร็จยาก เพราะรัฐบาลไม่เปิดใจกว้างรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกลุ่มชาวสวนยางพารา กลุ่มแรงงานผู้กรีดยางพารา กลุ่มผู้รับซื้อยางพารา กลุ่มอุตสาห กรรมยางพารา และกลุ่มผู้ส่งออกยางพารา ไปขายยังต่างประเทศ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ส่งออกยางพาราและข้าราชการเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้เเก้ไขปัญหาไม่ได้ นายถาวร กล่าวว่า ขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาไปยังรัฐบาล ดังนี้ 1.ยกเลิกสัญญาขายยางที่ทำกับบริษัทไชน่า ไห่หนาน เพราะเป็นสัญญาที่ส่อทุจริต และขัดต่อกฎหมายรวมถึงขัดต่อความสงบเรียบร้อย 2.เปิดเผยรายละเอียดของสัญญาที่ทำกับ บริษัทไชน่า ไห่หนาน ให้สาธารณชนทราบ 3.ยางที่อยู่ในสต๊อกจำนวน 2 แสนตันห้ามนำออกขายโดยเด็ดขาด จี้รัฐเปิดใจฟังชาวสวน นายถาวรกล่าวต่อว่า 4.เก็บสต๊อกยางเพิ่มอีก 3 แสนตัน ประกอบด้วยน้ำยางข้น 1 แสนตัน ยางก้อน 1 แสนตัน และยางแท่ง 1 แสนตัน และห้ามขายภายใน 5 ปี หากรัฐบาลจะขายต้องแจ้งให้ผู้สต๊อกยางพาราทราบล่วงหน้าก่อน 30 วัน โดยรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบดอกเบี้ยทั้งหมด ยางจำนวน 3 แสนตันนี้รัฐบาลจะต้องชดเชยเพิ่มจากราคาตลาดกิโลกรัมละ 15 บาท คาดว่าจะใช้เงินไม่เกิน 4.5 หมื่นล้านบาท 5.รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการเกี่ยวกับยางพาราให้มากขึ้น และ 6. แก้ไขระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัสดุ เพื่อให้นำเอายางพารามาใช้ทำถนนได้ โดยไม่ต้องติดล็อกจากของเดิม "สิ่งที่ได้รับจากข้อเสนอแนะดังกล่าว จะทำให้ยางหายไปจากท้องตลาด 3 แสนตัน รัฐบาลอาจจะไม่ต้องชดเชยราคายางพาราให้กับชาวสวนยางอีกต่อไป เพราะกลไกการตลาดทำให้ราคายางสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ และเป็นช่วงฤดูปิดกรีด เพราะยางผลัดใบ และในแง่จิตวิทยาราคายางพาราจะสูงขึ้นก่อนในเบื้องต้นทำให้รัฐบาลใช้เงินน้อยลง ข้อเสนอของผมเป็นความจริงใจที่อยากเห็นรัฐบาลเปิดใจกว้างเพื่อรับฟังข้อคิดและ ข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ที่ผ่านมาพี่น้องชาวสวนยางให้ความร่วมมือกับรัฐบาล คสช. มาตลอด ดังนั้น อย่าให้ประชาชน ต้องผิดหวัง" นายถาวรกล่าว ขู่ราคาดิ่งเคลื่อนไหวใหญ่ นายศักดิ์สฤษดิ์ ศรีประศาสตร์ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวสวนยางจังหวัดตรัง กล่าวถึงกรณีที่แกนนำชาวสวนยาง 20 จังหวัด จัดให้มีการประชุมรับฟังปัญหาและอุปสรรค ที่โรงแรมวัฒนาพาร์ค จ.ตรัง เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แม้จะไม่เต็มที่มากนัก เช่น มีการไปจัดประชุมกันอีกจุดหนึ่งที่ศาลาที่ประชุมหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง จ.ตรัง โดยเครือข่ายคนกรีดยางจ้าง (กรีดยางหวะ) จ.ตรัง และภาคใต้ ทำให้บรรยากาศการประชุมไม่ดุเดือดเข้มข้นเท่าที่ควร นายศักดิ์สฤษดิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลระบุว่าจะทำให้ยางแผ่นมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท และน้ำยางมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 65-70 บาท ภายในเวลา 1 เดือน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ภาคีเครือข่ายชาวสวนยางจังหวัดตรัง และในภาคใต้ พร้อมที่จะให้โอกาส แต่หากหลังจากวันนี้ไปราคายางยังคงตกต่ำลงไปอีก และการแก้ปัญหาต่างๆ ยังไม่ได้รับการเหลียวแล ชาวสวนยางคงหมดความอดทน และพร้อมใจกันออกมาเคลื่อนไหวใหญ่อย่างแน่นอน โดยที่ภาคีเครือข่ายไม่จำเป็นจะต้องไปบอกกล่าวอะไร เพราะ ณ วันนี้มีชาวสวนยางในภาคใต้จำนวนมากที่รู้สึกเดือดร้อน และติดต่อจะมาร่วมเคลื่อนไหวใหญ่ แต่ภาคีเครือข่ายยังอยากให้รัฐบาลได้ทำงานไปตามที่พูดไว้ก่อน จนกว่าความเดือดร้อนของชาวสวนยางจะถึงที่สุด เตรียมยื่นหนังสือนายกฯ นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์ม 16 จังหวัดภาคใต้กล่าวว่า ผลการประชุมแกนนำเครือข่ายชาวสวนยางพาราเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปในยกร่างแผนปฏิรูปและวิธีแก้ปัญหาเกี่ยวกับยางพาราทั้งระบบ เพื่อยื่นถึงพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง โดยได้รับการประสานงานจากผู้ใหญ่จะเป็นตัวกลางเพื่อให้แกนนำชาวสวนยางพารายื่นหนังสือแล้ว ที่ผ่านมาชาวสวนยางพาราให้เกียรตินายกฯเสมอมา และอดทนมาตลอด โดยวางกรอบไว้เวลา 15 วัน ภายในเดือนก.พ.การวางกรอบแผนปฏิรูปยางพารา และแนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับยางพาราจะเรียนให้นายกฯรับทราบทั้งหมด นายทศพล กล่าวว่า ในที่ประชุมยังมีมติให้ยุติโครงการมูลภัณฑ์กันชนของรัฐบาล ที่เป็นโครงการซื้อชี้นำราคายางพารา ซึ่งงบประมาณของแผ่นดินกำลังหมดไปแล้ว 6,000 ล้านบาท และกำลังขออนุมัติใหม่อีก 6,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้วางเป้าไว้ 20,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่เอื้อต่อกลุ่มธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ แต่พิสูจน์แล้วว่า ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่เอื้อต่อชาวสวนยางพาราที่แท้จริง คู่รักตีทะเบียนได้ที่งานตลาดน้ำ น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมตลาดน้ำวิถีไทย ที่บริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ระหว่างวันที่ 12 ก.พ.-1 มี.ค.2558 ว่า รัฐบาลจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อนำร่องตามนโยบายตลาดชุมชน ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยในวันเปิดงานนายกฯ และรัฐมนตรีที่มาร่วมงาน จะแต่งเสื้อผ้าไทย เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศวิถีไทย อีกทั้งจะมีการเชิญคณะทูตานุทูตจากหลายประเทศมาร่วม เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยววิถีไทยอีกด้วย โดยในวันที่ 10 ก.พ. จะเริ่มทดลองพายเรือขายสินค้าทางน้ำ เพื่อทดสอบความพร้อมของเรือ ก่อนจะเปิดตลาดน้ำอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ก.พ. โดยจะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจมาช่วยถือหรือขนสินค้า และให้บริการประชาชนด้วย น.ส.เรณู กล่าวว่า สำหรับไฮไลต์พิเศษในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรักจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย สำนักงานเขตดุสิต และสำนักงานเขตพระนคร มาตั้งรถโมบายล์ให้บริการจดทะเบียนสมรสแก่คู่รัก ให้บริการทำบัตรประชาชน และมีกิจกรรมสำหรับคู่รัก โดยนายกฯ ได้เชิญชวนให้นำดอกกล้วยไม้ ดอกกุหลาบ หรือดอกไม้อื่นๆ ที่ขายในตลาดน้ำวิถีไทยมอบให้แก่คนรักได้อีกด้วย ทั้งนี้หลังเสร็จสิ้นการจัดตลาดน้ำวิถีไทยริมคลองผดุงกรุงเกษมในวันที่ 1 มี.ค. ทางกทม.จะรับไปขยายผลจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ที่คลองอื่นๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่ค้าขาย และส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย มท.1 ให้ขรก.สงไลน์ทำงานได้ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กรมการปกครองออกคำสั่งห้ามข้าราชการใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือสื่อสารของทางราชการ ที่ติดตั้งในที่ว่าการอำเภอ ศาลากลางจังหวัด หรือสำนักงานของกรมการปกครองไปใช้ในโปรแกรมโซเชี่ยลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อีเมล์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการ โดยส่งข้อความหรือภาพที่อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา หรือเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น รวมทั้งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ว่า สาเหตุที่ออกคำสั่งเพราะมีข้าราชการประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดยใช้คอมพิวเตอร์ของราชการไปโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม จึงต้องออกคำสั่งป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้นำอุปกรณ์ของทางราชการไปกระทำการที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากข้าราชการที่จำเป็นต้องใช้เฟซบุ๊กหรือไลน์ในการทำงาน ก็สามารถอนุโลมให้ใช้ได้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็น และความเหมาะสมในการทำงาน และอยู่ที่วิจารณญาณ

บิ๊กตู่ เล็งเลิกอัยการศึก สั่ง'กุนซือ'หาอำนาจใหม่ใช้แทน ชี้ต่างชาติต้าน-กดดัน เรียกทูตมะกันเข้าสนช. 11 กพ.แจงปมจุ้นไทย'ป๊อก'เบรกถล่มสหรัฐ

บิ๊กตู่ เล็งเลิกอัยการศึก สั่ง'กุนซือ'หาอำนาจใหม่ใช้แทนชี้ต่างชาติต้าน-กดดัน เรียกทูตมะกันเข้าสนช. 11 กพ.แจงปมจุ้นไทย'ป๊อก'เบรกถล่มสหรัฐ

'บิ๊กตู่'เล็งยกเลิกอัยการศึก เหตุต่างชาติไม่ยอมรับให้กุนซือหาอำนาจใหม่ใช้แทน สนช.เรียกอุปทูตมะกันแจง กมธ.ต่างประเทศ 11 ก.พ. @ คสช.รับเลิกอัยการศึก-ตปท.ค้าน กรณีที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอให้ คสช.ยกเลิกกฎอัยการศึกและใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 44 ออกระเบียบที่คล้ายกับกฎอัยการศึกแทนเนื่องจากส่งผลกระทบในด้านต่างๆ นั้นล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม แหล่งข่าวระดับสูงใน คสช.เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่าแนวคิดนี้เกิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในที่ประชุม คสช.ว่า "ถ้าไม่มีกฎอัยการศึกจะให้ผมใช้อำนาจอะไร ท่านลองหาอำนาจมาให้ผมใหม่สิแต่ไม่ใช่การบังคับใช้ตามมาตรา 44" "ขณะนี้ฝ่ายกฎหมาย คสช.กำลังหาแนวทางที่เหมาะสมอยู่ โดยจะมีแนวทางลักษณะให้ผู้ที่กระทำผิดในคดีความมั่นคงไม่ต้องขึ้นศาลทหารแต่ให้ขึ้นศาลพลเรือนแทน แต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจในการจับกุมของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจให้สามารถปฏิบัติการได้ ซึ่งเหตุผลในการออกแบบแนวคิดนี้ คือ ต่างชาติไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับกับกฎอัยการศึกของไทย ทาง คสช.จึงมีแนวคิดในการใช้อำนาจอื่นในการบริหารแทน แต่มีหลักปฏิบัติคล้ายกับกฎอัยการศึกเพียงแต่ไม่เรียกชื่อนี้ และมีความเข้มข้นน้อยลง" แหล่งข่าวระบุ @ ยันไม่เกี่ยวท่าที'มะกัน'ค้าน ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นเพราะอุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลหรือไม่ แหล่งข่าว คสช. กล่าวว่า "ไม่เกี่ยว คสช.คุยมาก่อนที่สหรัฐจะเข้ามา แนวคิดนี้เกิดจากท่านนายกฯเองที่อยากใช้อำนาจบริหารที่ไม่ใช่กฎอัยการศึกเพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข และขณะนี้แนวคิดนี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแต่อย่างใด" เมื่อถามว่า แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ต่างชาติไม่ยอมรับหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า เนื่องจากต่างชาติไม่เข้าใจ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยไม่ได้รับการคุ้มครองและไม่มีประกันชีวิต แต่ในส่วนของประชาชนทั่วไปไม่ได้รับผลกระทบจากกฎอัยการศึก อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีกฎอัยการศึกเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย @ 'ไก่อู'เผยยังไม่ถึงเวลาใช้ยาแรง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะที่ปรึกษา คสช.เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกกฎหรือระเบียบอื่นมาใช้แทนกฎอัยการศึกว่า ยังไม่ทราบเรื่อง แต่จากประเมินสถานการณ์ขณะนี้ มองว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะใช้ยาแรง เพราะสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังไม่มีแรงกระเพื่อมเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น คสช.จะพิจารณาเพื่อเชิญตัวมาพูดคุยแล้วคิดว่าทุกฝ่ายคงเข้าใจกัน "ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจน เช่นกรณีของสหรัฐ นายกรัฐมนตรีบอกว่า เราทำได้เพียงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลได้เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง และแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่วนสหรัฐจะทำอะไร เป็นเรื่องที่สังคมพิจารณาถึงมารยาทของเขา แต่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องการทำให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น เพราะทั้งไทยและสหรัฐ ต่างฝ่ายต่างอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ ทุกคนต้องมีสังคม เพราะฉะนั้นจึงไม่น่ามีอะไรที่หนักหน่วงรุนแรง สิ่งที่สหรัฐต้องการจะทำก็ให้ทำไป ส่วนเราต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี คงไปห้ามเขาไม่ได้ แต่รัฐบาลเอาประชาชนเป็นหลักว่าสังคมเข้าใจเรา" พล.ต.สรรเสิรญกล่าว @ สวน'พท.'ยัน'บิ๊กตู่'ใจกว้าง พล.ต.สรรเสริญ กล่าวถึงกรณีที่นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ออกมาแนะให้รัฐบาลและนายกฯ เปิดใจให้กว้างกับท่าทีของ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกว่านายกรัฐมนตรีใจกว้างอยู่ แล้ว ผู้ที่พูดเรื่องนี้ก็ควรจะใจกว้างด้วยเหมือนกัน "นายกรัฐมนตรีควบคุมอำนาจการปกครองมาเพราะรัฐบาลขณะนั้นไม่มีอำนาจ ทุกอย่างหยุดชะงักหมด ทำให้ประชาชนเดือดร้อน หากปล่อยไว้จะเกิดภาวะที่หนักกว่านี้ และอย่างกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทุกอย่างก็เปิดให้เข้าสู่กระบวนการ ทุกคนเรียกร้องความยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มาได้เปิดข้อมูลให้สังคมรับรู้แบบมีกฎกติกา นี่คือความใจกว้างของนายกฯ แล้วคนที่พูดเปิดใจกว้างแล้วหรือยัง" พล.ต.สรรเสริญกล่าว @ เอกชนหนุนให้เลิกบางพื้นที่ นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากรัฐบาลยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก ถือเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเห็นว่าบรรยากาศการเมืองไทยมีแนวโน้มสงบมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญรัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์การเมืองไทยให้ดีก่อน เพราะหากยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก แต่สถานการณ์การเมืองกลับมาปะทุอีกครั้ง นักท่องเที่ยวก็จะไม่มาเช่นกัน เพราะเรื่องความปลอดภัยถือเป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรก ที่นักท่องเที่ยวจะตัดสินใจมาเที่ยวไทยหรือไม่ "สมาคมเห็นว่าจะยกเลิกคำประกาศดังกล่าวหรือไม่ ถือว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวในปัจจุบัน เพราะตอนนี้มีประเด็นอื่นๆ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวไทยหรือไม่ โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ อัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงิน จนส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยปีนี้ไม่สูงโดดเด่นเหมือนทุกปี หากจะยกเลิกประกาศจริง อาจพิจารณาเป็นรายพื้นที่ก่อน พื้นที่ท่องเที่ยวใดที่ไม่มีความเสี่ยงทางการเมืองก็นำร่องก่อนน่าจะดีกว่า" นายศิษฎิวัชรกล่าว และว่า สมาคมมองว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยปีนี้อย่างมากอยู่ที่ 27-28 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปี 2557 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 24.7 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขที่ไม่หวือหวาเท่ากับเป้าหมายที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งไว้ที่ 29.5 ล้านคน" นายศิษฎิวัชรกล่าว นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า อยากให้ยกเลิกบางพื้นที่ที่สำคัญและดูแลได้ อย่างภูเก็ตและ อ.เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐบาล ทั้งนี้ ต้องพิจารณาให้ดีว่าหากยกเลิกแล้วจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งนั่นจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอีกครั้ง เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวเริ่มเคยชินกับสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันแล้ว @ 'บิ๊กป๊อก'ไม่หวั่นทูตมะกันคุยแดง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีอุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยมีกำหนดการจะลงพื้นที่เสื้อแดงเพื่อรับทราบความจริงของสถานการณ์ในไทยว่า ยังไม่มีรายงานเข้ามา อย่างไรก็ตามอุปทูตสหรัฐมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือเราคนไทยทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์การเมืองบ้านเราเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหา รวมถึงนายกรัฐมนตรีไม่ได้เจตนาเข้ามาใช้อำนาจอย่างเดียว ส่วนประชาชนทุกคนก็ต้องช่วยกัน ทำตามโรดแมปเพื่อที่จะให้มีรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุดและเลือกตั้งตามแนวทางประชาธิปไตย นี่คือสิ่งที่เราต้องทำให้ขณะนี้ สิ่งต่างๆ ที่ต่างชาติไม่เข้าใจ คนไทยทุกคนก็ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์การปรองดองหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า อยากให้เรื่องกิจการภายในของไทยเป็นเรื่องที่คนไทยต้องจัดการ หากอุปทูตสหรัฐมีความต้องการข้อมูลใดๆ ก็เป็นเรื่องที่เขาสามารถทำได้เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่ของเขา แต่เราคนไทยด้วยกันต้องช่วยทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ในส่วนการดำเนินการทางกฎหมายของผู้กระทำความผิดเราก็ต้องดำเนินการต่อไปเพราะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม @ หวังคนไทยเข้าใจทำบ้านเมืองสงบ เมื่อถามว่าทางส่วนภูมิภาคได้รายงานภาพรวมสถานการณ์หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ทุกส่วนยังถือว่าเรียบร้อย ประชาชนมีความเข้าใจสถานการณ์ว่าเราสองฝ่ายจะขัดแย้งกันไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนทางสหรัฐจะดำเนินมาตรการอะไรกับเรานั้น หากคนไทยเข้าใจถือว่าไม่มีผลอะไร "เวลานี้ผมถือว่าคนไทยเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น การที่คนคนเดียวพูดแล้วมีผลกระทบกับคนทั้งประเทศ ก็ต้องช่วยกันคิดว่าอะไรเป็นผลประโยชน์กับชาติเรา คนไทยจะมีความสุขและเศรษฐกิจดีได้อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าคนไทยเข้าใจกันมากขึ้นหรือไม่ หากเข้าใจบ้านเมืองก็สงบ" พล.อ.อนุพงษ์กล่าว @ ปรามอย่าต้านมะกันเกินเลย ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสต่อต้านสหรัฐมากขึ้นในโซเชียลมีเดียจะจัดการอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า "อย่าไปทำอะไรขนาดนั้นเลยนะครับ คนเราต้องรู้จักแยกแยะ ผมว่าไทยกับสหรัฐหากพูดกันในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องพูดกันแบบสร้างสรรค์ อย่าไปคิดในแง่ร้ายทั้งหมด เนื่องจากในสังคมโลกทุกชาติต้องอยู่ร่วมกัน หากเรามองเขาในแง่ดี ก็หวังว่าเขาจะมองเราในแง่ดีเหมือนกัน หากเราไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องภายในเขา ก็หวังว่าเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของเราเช่นเดียวกัน" เมื่อถามว่าที่อุปทูตสหรัฐเดินทางไปพบแกนนำเสื้อแดงในภูมิภาคจะเป็นการปลุกกระแสความขัดแย้งหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ไม่ขอพูดในประเด็นนี้เพราะจะถูกจับให้เป็นประเด็นการเมืองได้ @ มั่นใจ'บิ๊กตู่'ไปโคราชไร้ต้าน พล.อ.อนุพงษ์กล่าวถึงการลงพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ว่า จะไปประชุมเรื่องนโยบายข้าวเนื่องจากเจ้าภาพหลักในการจัดประชุมคือกระทรวงพาณิชย์ ทราบมาว่านายกรัฐมนตรีอยากลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนในภูมิภาคบ้าง ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ที่เกรงว่าอาจเกิดเหตุเหมือนกับการลงพื้นที่ จ.ขอนแก่นนั้น ได้สอบถามไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว พบว่าสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพราะประชาชนในพื้นที่ทราบดีว่านายกรัฐมนตรีลงไปทำงานไปช่วยแก้ไขปัญหา และมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุเหมือน จ.ขอนแก่นแน่นอน @ 'มทภ.2'มั่นใจระบบรปภ. พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมระบบรักษาความปลอดภัย พล.อ.ประยุทธ์เพื่อพบปะเกษตรกร ว่า มีความมั่นใจในระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่ครั้งนี้ โดยได้ประสานการทำงานร่วมกันระหว่างทหาร ตำรวจ และพลเรือนในพื้นที่ เชื่อว่าประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีทำงานเพื่อประชาชน ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อาจจะออกมาแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านนายกรัฐมนตรีนั้น ทางการข่าวยังไม่มีรายงานปรากฏว่าจะมีกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหว แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ดูแลอยู่และไม่ประมาท ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเกิดเหตุการณ์กลุ่มบุคคลออกมาต่อต้านเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่นหรือไม่ พล.ท.ธวัชกล่าวว่าทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เตรียมความพร้อมและเพิ่มความระมัดระวังพร้อมกับนำเหตุการณ์ที่ขอนแก่นมาทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาใดๆ ขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับเหตุการณ์ต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ที่ จ.ขอนแก่น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระหว่างตรวจเยี่ยมเตรียมพร้อมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยมีใบปลิวโจมตีและนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น 5 คนประท้วงหน้าเวทีขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กำลังปราศรัยกับชาวบ้าน @ สนช.เชิญอุปทูตมะกันแจง11ก.พ. นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการต่างประเทศ สนช. กล่าวว่า คณะ กมธ.การต่างประเทศทำหนังสือเชิญนายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มาสอบถามและให้ความเห็นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ในกรณีที่นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐ แสดงความเห็นทางการเมืองที่กระทบกับประเทศไทย ระหว่างการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย "ทางนายแพทริคยังไม่ตอบรับว่า จะเดินทางมาตามคำเชิญในวันดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯจะสอบถามความเห็นของนายแพทริคต่อกรณีที่นายแดเนียล รัสเซล ได้พูดไป เพราะเรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจ และเป็นบาดแผลในใจของคนไทยตามที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้แถลงการณ์ไป คณะกรรมาธิการฯอยากจะฟังความเห็นจากปากของอุปทูตสหรัฐว่าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร" นายกิตติกล่าว @ เล็งถามลงพื้นที่พบเสื้อแดง นายกิตติกล่าวว่า จะสอบถามกรณีนายแพทริคระบุว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐจะเดินทางไปพบแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสานด้วยว่า เป็นความจริงหรือไม่ มีเหตุผลอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่า แม้ประเทศไทยจะเปิดเสรี แต่ในช่วงเวลาขณะนี้เป็นสถานการณ์พิเศษของประเทศ หากจะกระทำดังกล่าวจริง อาจนำไปสู่ผลกระทบทางการเมืองได้ "ขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่เหมาะสมที่จะไปทำกิจกรรมเช่นนี้ในช่วงนี้ ถ้าเป็นไปได้ ส่วนตัวอยากให้ทบทวนการเดินทางลงพื้นที่ เพราะจะส่งผล กระทบทางการเมืองขัดแนวทางการปรองดองที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตามยังมั่นใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ เพราะสหรัฐก็ต้องการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศไทย แต่อาจก้าวผิด เอาบางเรื่องไปพูดในที่สาธารณชน" นายกิตติกล่าว @ 'สพม.'ชงตั้งสภาพลเมืองจว. เวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) พร้อมผู้บริหารสภาพัฒนาการเมือง และตัวแทนสภาพัฒนาการเมืองทั่วประเทศ ส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอที่ประมวลจากการจัดสมัชชาพัฒนาการเมืองทั้ง 4 ภาคให้กับ น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่ 2 โดยเสนอให้จัดตั้งสภาพลเมืองในระดับจังหวัด เพื่อให้เป็นเวทีของพลเมืองที่สามารถพูดคุย นำเสนอปัญหาและทางออกของบ้านเมืองด้วยตนเอง โดยตัวแทนของคนในพื้นที่ระดับต่างๆ โดยให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน พร้อมทั้งให้รัฐสนับสนุนสภาพลเมืองให้มีความเข้มแข็งและรัฐบาลควรส่งเสริม โดยไม่มีการแทรกแซงหรือควบคุมจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทาง สพม.เสนอนโยบายด้านการศึกษาควรกำหนดให้มีไว้ในหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพลเมือง และเสนอว่าการปฏิรูปประเทศควรให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ให้ประชาชนมีสิทธิจัดการปัญหาและพัฒนามากขึ้น นายธีรภัทร์กล่าวว่า หลังจากนี้ สพม.จะรับฟังความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับสภาพลเมือง และรูปแบบของสภาพลเมือง คาดว่าจะสามารถเสนอต่อกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเชื่อจะเป็นทางออกของการลดความเหลื่อมล้ำทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม นำไปสู่คำว่าประชาธิปไตยที่กินได้ในท้ายที่สุด "คิดว่าสิ่งที่เราดำเนินการจะเป็นประโยชน์ต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และป้องกันปัญหาทางการเมืองในอดีตไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต" นายธีรภัทร์กล่าว @ เป็นสภาฯรองรับกระจายอำนาจ นายบรรเจิด สิงคะเนติ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งในงานเสวนา "สภาพลเมืองสู่การปฏิรูปประเทศไทย" ว่าแนวคิดในการจัดตั้งสภาพลเมือง เกิดจากข้อเสนอการกระจายอำนาจให้จังหวัดจัดการตนเอง เพื่อนำมาสู่การร่างพระราชบัญญัติจังหวัดปกครองตนเองขึ้นควบคุม 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารท้องถิ่น สภาท้องถิ่น และสภาพลเมือง ซึ่งสภาพลเมืองจึงเป็นองค์ประกอบหลักในการกระจายอำนาจ แก้ปัญหาอำนาจที่กระจุกตัวในส่วนกลางจุดกำเนิดของวิกฤตทางการเมือง "สภาพลเมืองยังเป็นอีกหลักการหนึ่งที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ภายใต้สมัชชาพลเมืองแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนขับเคลื่อนและมีส่วนร่วมในการบริหารพัฒนาแผ่นดิน เพื่อความเข้มแข็งของพลเมือง ถือเป็นการเปิดทางไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน" นายบรรเจิดกล่าว @ ห้ามนักการเมืองจุ้น'สภาพลเมือง' นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า สภาพลเมืองแต่ละจังหวัดจะต้องไม่ถูกกำหนดให้มีรูปแบบการจัดการที่ตายตัวแบบเดียวกัน แต่ต้องเป็นไปตามการพัฒนาของชุมชน ตามสภาพปัญหาของแต่ละสังคม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างจริงจัง และควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และห้ามนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อป้องกันนักการเมืองที่แพ้เลือกตั้งเข้ามาครอบงำสภาพลเมือง สิ่งคัญคือการสร้างคนคุณธรรมเข้ามาสู่สภาพลเมือง ซึ่งจะต้องมีการกำหนดไว้ในกฎหมายลูกต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีเสวนา ตัวแทนประชาชนจากจังหวัดต่างๆ เรียกร้องให้มีสภาพลเมืองกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช้สมัชชาพลเมืองแห่งชาติ เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อำนาจ เป็นการถ่วงดุลอำนาจและลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนด้วย @ 'สุนี'เหน็บ'บวรศักดิ์'สมใจรวมกสม. นางสุนี ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบให้ทำการยกสถานะของผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็น "ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความซ้ำซ้อนว่า ในที่สุด อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ สมประสงค์เสียที จากการพยายามไม่ให้มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่สภาร่างรัฐธรรมนูญและกระแสท่วมท้นจากประชาชนในการตอบแบบสอบถามนับล้านคนทั่วประเทศ และการผลักดันจากภาคประชาสังคม ทำให้เกิดองค์กรนี้ แต่ถูกล็อกไม่ให้คล่องตัวโดยกฎหมาย กสม.จำกัดให้สำนักงานเป็น "ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา" @ ซัดไม่ฟังปชช.-ชงเองแถลงเอง นางสุนีระบุด้วยว่า พอมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 คณะ กมธ.ยกร่างฯยังพยายามยุบให้รวมกับผู้ตรวจการแผ่นดินอีก แต่ภาคประชาสังคมไม่ยอม มีการเคลื่อนไหว เต็มที่ ทำให้มี กสม.อยู่ต่อมา และรัฐธรรมนูญต้องเพิ่มอำนาจหน้าที่เชื่อมโยงกับศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลยุติธรรม แต่มีความพยายามลดเกรดไม่ให้อยู่หมวดองค์กรอิสระ ให้เป็น "องค์กรตามรัฐธรรมนูญ" และที่สำคัญคือเปลี่ยนที่มาในการสรรหาให้บิดเบี้ยวเสียหายจากการยึดโยงกับประชาชนและภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวาง กลายเป็นจำกัดที่มาจากศาลกับนักการเมืองเท่านั้น "ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อ.บวรศักดิ์เป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯเอง เห็นชัดว่า กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมีจำกัดอย่างที่สุดในการรับฟัง จึงทั้งชงเองแถลงเอง ไม่ฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมมากมาย หรือคิดว่ายุคนี้เป็นยุคอำนาจผูกขาดรวบรัดทำอะไรก็ได้ ต้องดูที่เจตนารมณ์ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและประโยชน์ประชาชนด้วย" นางสุนีระบุ @ ผู้ตรวจการฯเคารพมติ'กมธ.' นายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบให้ทำการยกสถานะของผู้ตรวจการแผ่นดินและ กสม.เป็น "ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความซ้ำซ้อนว่า เคารพในการตัดสินใจของ กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งที่ผ่านมา สปช.ขอความเห็น ก็ส่งความเห็นไป "ก่อนหน้านี้ กมธ.ยกร่างฯก็เดินสายหารือกับหน่วยงานต่างๆ เราก็ให้ความเห็นไปแล้ว แต่ในเมื่อ กมธ.ยกร่างฯมีมติออกมารูปแบบนี้ ก็ต้องเคารพความเห็นของ กมธ.ยกร่างฯ กระบวนการนี้ถือเป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน และอาจแปรญัตติแก้ไขอีก ยังไม่ทราบว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร" นาย รักษเกชากล่าว @ 'พท.'บ่นกมธ.ยกร่างฯอืด นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำรัฐธรรมนูญในหลายๆ ประเด็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น อยากฝากให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการฯ รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ส่วนใดที่ดีมีประโยชน์ก็อยากให้หยิบไปปรับใช้ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง "ส่วนตัวเห็นว่าการดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญมีความล่าช้ามาก ช้าสุดสุด บางทีก็พิจารณาออกนอกกรอบ เหมือนการอ่านหนังสือจากข้างหลังมาข้างหน้า ดังนั้น ขอฝากกรรมาธิการฯว่าหากมีความจริงใจและตั้งใจ ขอให้เร่งพิจารณาให้ทันตามโรดแมป ที่สำคัญต้องเป็นประชาธิปไตย ต่อให้ไม่ต้องมีการทำประชามติ เชื่อว่าประชาชนจะรับได้ และจะไม่เสียของด้วย" นายอำนวยกล่าว @ 'มาร์ค'ค้านรวม'กสม.-ผู้ตรวจฯ' นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงมติคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีการควบรวมกสม.และผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกัน ว่าไม่เห็นด้วย เพราะภาระหน้าที่ของทั้งสององค์กรมีความแตกต่างกัน จึงยังไม่เข้าใจเหตุผลที่จะควบรวม โดยเฉพาะงานด้านสิทธิมนุษยชนถือว่ามีความสำคัญมากขึ้นและเป็นตัวชี้ที่ต่างประเทศจับตามอง หากมองว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิฯยังมีจุดอ่อนตรงไหน สามารถดำเนินการแก้ไขได้ แต่หากควบรวมเห็นว่ายังไม่เป็นไปตามแนวทางที่ควรจะเป็น "เป็นเรื่องจำเป็นที่ยังต้องมีองค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่ให้ความเป็นธรรมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรอิสระใดมีจุดอ่อน ก็ปรับปรุงได้ไม่เป็นปัญหา แต่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องมีความชัดเจนว่าบทบาทจะไปอยู่ที่ใคร" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นานาทรรศนะ... ใช้ ม.44 แทน

อนุสรณ์ อุณโณ - ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ ยอดพล เทพสิทธา - พัฒนะ เรือนใจดี
มติชนออนไลน์ :หมายเหตุ- ความเห็นของนักวิชาการ กรณีที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอความเห็นให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 โดยเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แทน อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาม.ธรรมศาสตร์ จากการประชุมของคณะที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อพิจารณาผ่อนปรนหรือยกเลิกกฎอัยการศึก แล้วหันมาใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เป็นการคืนสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนเลย แต่ในทางตรงกันข้ามหนักยิ่งกว่าเก่า ทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพการณ์ลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากที่สุดก็ว่าได้ ในเมื่อตัวกฎหมายเอื้อให้ตัวนายกฯทำอะไรก็ได้โดยไม่ผิด แถมมาตรา 44 ยังรองรับการกระทำไว้อีก ซึ่งไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย มิหนำซ้ำยังทำให้ปัญหาดูแย่เสียยิ่งกว่า ในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าท่าทีการกดดันของนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเองก็ตาม ก็ไม่ได้กดดันรุนแรงอย่างเสมอต้นเสมอปลาย มาเป็นเพียงช่วงๆ เป็นเพียงระยะเท่านั้น เพราะสหรัฐก็ต้องรักษาผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ และต้องรักษาดุลกับประเทศจีนอีกด้วย ส่วนความตึงเครียดและการแสดงออกของประชาชนจะทำอย่างไรได้ ทำอะไรได้ไม่มาก จะเห็นได้ว่ากลุ่มต่างๆ เช่น ประชาชนที่สุดโต่งก็ต้องลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ หรือกลุ่มประชาชนที่ต้องอาศัยผู้นำมวลชน ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะบางส่วนไปสมาทานกับแนวทางการปฏิรูป บางส่วนถ้าเคลื่อนไหวก็ต้องถูกเรียกปรับทัศนคติ ดังนั้น สภาพในช่วงนี้ก็ต้องทนๆ ไป ประกอบกับปัญหาทางเศรษฐกิจที่แก้ไม่ตก เช่น ปัญหาราคายางพารา ปัญหาพลังงาน ถ้ามีการเคลื่อนไหวก็ต้องถูกบล็อกอีกจากทหาร อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปัญหาอะไรต่างๆ ที่รุมเร้าตัวนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรัฐประหารผู้นี้ คงแก้ไขปัญหาประเทศไม่ได้ ปัญหาก็จะถมไปเรื่อยๆ และก็จะปะทุออกมาเอง ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ เท่าที่เข้าใจ กฎอัยการศึกและ ม.44 เหมือนทับซ้อนกันอยู่ คือต่อให้ยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่นั้น ม.44 ก็มีอำนาจอยู่แล้วเพราะอยู่ในรัฐธรรมนูญ การมีหรือไม่มีกฎอัยการศึก ไม่ได้มีผลทำให้ ม.44 มีอำนาจน้อยลงหรือมากขึ้น แต่กฎอัยการศึกต่างจาก ม.44 เล็กน้อยตรงที่ให้อำนาจฝ่ายทหารเต็มที่ ผู้ที่สามารถออกปฏิบัติการ ค้นที่อยู่อาศัย หรือจับกุม ล้อมพื้นที่ คือทหารและไม่จำเป็นต้องได้รับการสั่งการจากนายกฯหรือผู้บัญชาการสูงสุด นี่คือข้อแตกต่างของการมีและไม่มีกฎอัยการศึก หากมีการยกเลิกกฎอัยการศึกหลังจากนี้ หากว่ากันตามกฎหมาย ไม่พูดถึงทางปฏิบัติ คือการเข้าไปจับกุมตัวบุคคลต่างๆ อย่างที่ทำกันอยู่คือ จับเข้าค่ายทหารเพื่อ พูดคุย จะต้องเป็นคำสั่งจาก พล.อ.ประยุทธ์ ตาม ม.44 โดยไม่มีกฎอัยการศึก ส่วนตัวคิดว่าการใช้ ม.44 ไม่ได้ทำให้เสรีภาพถูกปิดกั้นมากขึ้นหรือน้อยลง เพราะตอนนี้ ก็ถูกปิดกั้นมากพอสมควรอยู่แล้ว คงแย่เท่าเดิม แต่อาจเห็นการบุกจับตัวน้อยลง เพราะอำนาจไม่ได้อยู่กับทหารแล้ว ทั้งนี้ แม้จะมี ม.44 แต่ไม่มีการออกคำสั่งใช้อำนาจที่จะก่อให้เกิดสถานการณ์ซึ่งเอื้อต่อความรุนแรง ก็คงไม่มีแรงต้านอะไรจากประชาชน ส่วนที่คนเป็นห่วงว่า ม.44 จะทำให้มีการดำเนินการเหมือนยุคจอมพลสฤษดิ์ เช่น ยิงเป้า ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ง่ายหรือไม่ เพราะสมัยนี้มีการสื่อสารที่รวดเร็ว การประกาศอะไรออกไปแพร่เร็ว อาจมีผลที่ทำให้เกิดการลุกฮือต่อต้านได้ กรณีท่าทีของต่างชาติ แม้ว่าจะยกเลิกกฎอัยการศึก ภาพลักษณ์ของรัฐบาลก็คงไม่ดีขึ้น แต่จะดูประนีประนอมมากขึ้นในสายตาต่างชาติเท่านั้น โดยไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะกฎอัยการศึกแทบไม่ส่งผลอะไรต่อการลงทุน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต่างชาติจะไม่จับตามอง ยอดพล เทพสิทธา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ม.นเรศวร ทั้งการใช้กฎอัยการศึก และ ม.44 ไม่ส่งผลดีทั้งคู่ ไม่ว่าจะใช้อะไร ดังนั้น ผมคิดว่าควรยกเลิกกฎอัยการศึกอย่างเดียวพอแล้ว ไม่ต้องใช้มาตรา 44 แทน เพราะตอนนี้คงไม่มีใครออกมาทำอะไร เงียบกันหมด ทั้งกลุ่มการเมืองและทุกกลุ่ม เนื่องจากโดนทัณฑ์บนเรื่องที่เรียกมารายงานตัวและเงื่อนไขการปล่อยตัว กฎอัยการศึกเป็นการโอนอำนาจให้ฝ่ายทหารหมดเลย ถ้ายกเลิกไป ข้าราชการพลเรือนก็ยังพอมีโอกาสหายใจบ้าง อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่ต้องขออนุญาตจากผู้บัญชาการกองทัพในเขตพื้นที่นั้น เช่น ผู้บังคับการกองพัน ส่วน ม.44 คือการใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการในคราวเดียว เพราะฉะนั้น เกิดวันไหนเฮี้ยนขึ้นมา จะมีการสั่งยิงเป้าใครก็ได้ เหมือนในอดีตในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เคยใช้มาตรานี้ยึดทรัพย์ ยิงเป้าคน แต่ทุกวันนี้ผมมองว่าน่าจะเป็นไปได้ยากมากในการใช้มาตรานี้สำหรับการประหารใคร คงเป็นแค่คำขู่ ไม่ได้ใช้จริง ถ้าใช้คงเป็นภาพลบแก่รัฐบาลชุดนี้มากพอสมควร สำหรับท่าทีของต่างชาติก็คงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะใช้กฎอัยการศึก หรือ ม.44 ท่าทีคงเท่าเดิม ไม่รุนแรงขึ้น เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ปัญหาคือไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะเป็นกิจการภายใน แต่อาจมีมาตรการอื่น เช่น การตอบโต้ทางการค้า เช่น การไม่รับสินค้าจากไทย แต่ตัดความสัมพันธ์กันเลยคงไม่ได้ ปัจจุบัน ผมมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษทั้ง 2 อันนี้ อย่าลืมว่าเรายังมี พ.ร.บ.ความมั่นคง กับพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่อีก สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดก่อนใช้ ม.44 คือ วินาทีที่ตัวเองหมดอำนาจ จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรมากกว่า พัฒนะ เรือนใจดี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ม.รามคำแหง การยกเลิกกฎอัยการศึกนั้นดีอยู่แล้ว เพราะขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ควบคุมอำนาจได้หมดแล้ว จะเห็นได้ว่าสถานการณ์การเมืองช่วงที่มีการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ไม่มีแรงกระเพื่อม หากยกเลิกกฎอัยการศึกได้จะเป็นการดี ส่วนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เป็นเรื่องของอำนาจหัวหน้า คสช. หากมีการใช้จริงต้องกำหนดว่ามีรายละเอียดการใช้อย่างไรบ้าง เพราะกว้างขวางเกินไป ให้อำนาจในการควบคุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถ้าไม่กำหนดอาจส่งผลกระทบแรงกว่ากฎอัยการศึกด้วยซ้ำ ถ้าใช้ ม.44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวจริง ต้องคำนึงถึงรายละเอียด เพราะให้อำนาจของหัวหน้า คสช. ซึ่งอาจกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตอนนี้บรรยากาศในบ้านเมืองดีอยู่แล้ว ประชาชนเฝ้ารอการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการร่างเสร็จแล้ว 1 ใน 3 สปช.ก็เดินสายในต่างจังหวัดเพื่อรับทราบความคิดเห็นของประชาชนในการปฏิรูปประเทศ เดินหน้าดีอยู่แล้ว ถ้าวกมาใช้ ม.44 มันสุ่มเสี่ยง ในที่สุดอาจเกิดการท้าทายอำนาจรัฐ หากต้องการบรรยากาศดีแบบนี้ ควรให้รายละเอียดของการใช้ ม.44 ถ้ายังไม่ออกรายละเอียด จะคงกฎอัยการศึกไว้ก็ไม่เสียหาย ส่วนกรณีที่นายแดเนียล รัสเซล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น เพราะมองว่าบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยต้องปลอดกฎอัยการศึก เราก็ควรรับฟังเอาไว้เพราะเป็นคู่ค้าสำคัญของเรา ส่วนบริษัทพาร์ตเนอร์กับเราก็มีจำนวนมาก การให้สิทธิพิเศษ ส่งเสริมและสนับสนุนคู่ค้าที่เป็นพาร์ตเนอร์กับเรา จะเห็นผลในระยะยาว แน่นอนว่าประเทศเรามีเอกราช นายกฯเสียใจที่นายแดเนียลเรียกร้องแบบนั้นยังไม่พอ แต่ต้องสร้างความเข้าใจว่านายกฯกำหนดโรดแมปคืนความเป็นประชาธิปไตยอย่างไร ถ่ายทอดธรรมนูญ 57 ให้ทราบ นอกจากนี้ยังควรให้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมายของไทย เล่าให้ฟังว่าการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ดำเนินการได้ ไม่ใช่บอกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้วต้องดำเนินการถอดถอน จะกลายเป็นการเมืองไป การมีโรดแมปว่าจะทำงานอย่างไร จะเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศแบบนี้ต่อไป

'สปช.'เสวนา-แบปัญหา ก่อนลงมีดผ่า'ตำรวจ'

'สปช.'เสวนา-แบปัญหา ก่อนลงมีดผ่า'ตำรวจ'

มติชนออนไลน์ : เป็นอีกประเด็นที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ สำหรับ "การปฏิรูปประเทศ" หนนี้ นั่นคือ การยกเครื่อง "โครงสร้างปฏิรูปองค์กรตำรวจ" ที่พยายามทำกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายยุคหลายสมัย ล่าสุดคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ได้จัดโครงการสัมมนาและรับฟังความคิดเห็นประเด็น "การปฏิรูปตำรวจ" ผ่านไอเดียของ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานสภาบันปฏิรูปประเทศไทย และสมาชิก สปช. นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) "สังศิต" เปิดประเด็นว่า การปฏิรูปตำรวจจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง เพราะตำรวจมักเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่มากที่สุดในหน่วยงานราชการ ล่าสุดคือ กรณีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บังคับการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ในฐานความผิดซื้อขายตำแหน่งมูลค่า 3-5 ล้านบาท นาน 5 ปี แต่จำเลยรับสภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปีครึ่ง ซึ่งใช้โทษจริงก็ไม่ถึงอยู่ดี ฐานความผิดทุจริตกับบทลงโทษยังไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปตำรวจให้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองอีกด้วย ขณะที่ "วันชัย สอนศิริ" สมาชิก สปช.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มองว่า การปฏิรูปประเทศมี 45 ด้าน การปฏิรูปตำรวจมีความสำคัญเป็นลำดับที่ 3 รองจากเรื่องการเมืองและการปราบปรามการทุจริต โดย กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมองว่า การปฏิรูปตำรวจจะต้องเชื่อมโยงกับ กมธ.อีก 4 ด้าน ได้แก่ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน กมธ.ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น กมธ.ปฏิรูปการทุจริตฯ และกมธ.ปฏิรูปด้านสังคม และที่ผ่านมาก็ได้ทำข้อเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ต้องยอมรับว่าตำรวจส่วนใหญ่ดี มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ดีแต่มีอำนาจ ทาง กมธ.ฯ จึง ได้มีแนวทางเบื้องต้น 5 ข้อ สำหรับการปฏิรูปตำรวจ 1.ตำรวจขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่งตั้งโยกย้าย ขาดระบบจริยธรรม การวิ่งเต้นโยกย้ายใช้เงินเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราควรปฏิรูปให้องค์กรตำรวจมีความอิสระให้ห่างจากการเมือง 2.ต้องมีการกระจายอำนาจตำรวจเป็น ตำรวจส่วนกลาง ตำรวจส่วนภูมิภาค หรือ ตำรวจส่วนท้องถิ่น โดยให้มีหน่วยงานควบคุมตามกฎหมายบัญญัติ 3.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยให้มีหน้าที่กำกับดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามามีส่วนร่วม 4.จัดโครงสร้างตำรวจปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้มีขนาดกะทัดรัด ยกเลิกบางหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจปรับอำนาจการปราบปราม สืบสวนสอบสวนให้เป็นของหน่วยงานอื่นตามความเหมาะสม 5.สภากิจการตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลการทำงานของตำรวจโดยมีกรรมการที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านความมั่นคง ด้านยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารงานมากขึ้น นี่คือ สิ่งที่กรรมาธิการปฏิรูปต้องการเสนอและดำเนินการให้สำเร็จ ส่วนอดีตนายตำรวจ "พล.ต.อ.วสิษฐ" กล่าวถึงอุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปตรวจว่า อยู่ที่ตัวตำรวจเอง เพราะที่ผ่านมามีความพยายามปฏิรูปตำรวจมาแล้วหลายหน โดยเฉพาะในสมัยของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีการต่อต้านจากฝ่ายการเมือง และนายตำรวจอาวุโส ประเด็นของการต่อต้านมีอยู่ประเด็นเดียวเท่านั้น คือความพยายามสงวนอำนาจให้อยู่ในมือของตำรวจ และฝ่ายการเมืองไว้ที่ศูนย์กลางอำนาจเท่านั้น สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูปตำรวจของคณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช.นั้น "พล.ต.อ.วสิษฐ" เห็นด้วยว่า การให้อิสระกับตำรวจในการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะหากเราแก้ไขเรื่องการโยกย้ายให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ปราศจากการแทรงแซงจะเป็นประโยชน์แก่องค์กรตำรวจเองและประชาชนก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ถ้าการปฏิรูปตำรวจทำไม่ได้ในคราวนี้ก็จะต้องรอไปอีกนาน ซึ่งความพยายามของคณะ กมธ.ที่จะปฏิรูปตำรวจจะต้องเจอการต่อต้านอย่างแน่นอน แต่จะมาในรูปแบบไหนต้องติดตามและเตรียมรับมือไว้ให้ดี ส่วนประเด็นการกระจายอำนาจการบริหารราชการตำรวจนั้น "พล.ต.อ.วสิษฐ" มองว่า มีความจำเป็นอีกเช่นกัน เพราะที่ผ่านมามีการกระจุกอำนาจมาอย่างยาวนาน และทำความเสียหาย ขณะเดียวกัน เมื่อมีกระจายอำนาจแล้วก็ต้องเน้นเรื่องกระจายงบประมาณลงไปด้วย "ผมคิดว่าการตรวจสอบการทุจริตของตำรวจเวลาเกิดเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนที่ผ่านมาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะที่ผ่านมา ตำรวจจะเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนด้วยกันเอง จึงทำให้เกิดการลูบหน้าปะจมูก มีการวิ่งเต้น และช่วยเหลือกัน จึงมักจะจบลงด้วยการลงโทษเบาๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีนายตำรวจที่เคยมีความผิดยังได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญๆ อยู่ ซึ่งในต่างประเทศมีคณะกรรมการอิสระที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ตำรวจเป็นผู้ถูกกล่าวหา การปฏิรูปคราวนี้ผมหวังว่าเราทำระบบตรวจสอบดังกล่าวให้สำเร็จ" พล.ต.อ.วสิษฐ ฝากข้อเสนอ ปิดท้ายที่ "บิ๊กนวย" "พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน" ผบช.ภาค 1 ในฐานะตัวแทน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เสนอความเห็นว่า อยากให้การแสดงความเห็นต่อการปฏิรูปครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะรัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จก็คงไม่มีโอกาสได้ทำอีก ที่ผ่านมามักวิจารณ์ตำรวจกันว่า เป็นสุนัขรับใช้นักการเมือง แต่ไม่เคยถามตำรวจเลยว่าอยากรับใช้หรือไม่ หรือมันมีสถานการณ์อะไรมาบีบบังคับ ซึ่งมองเห็นว่าการแก้ไขไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรตำรวจได้ง่ายนิดเดียวคือ การปรับโครงสร้างไม่ให้มีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กตช.ที่มีหน้าที่เสนอและแต่งตั้ง ผบ.ตร. และ ก.ตร. ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายพลตำรวจ เพราะมันเป็นช่องทางที่ทำให้มีการวิ่งเต้นได้ "คณะทำงานของตำรวจที่รับผิดชอบในการแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ได้มีการแก้กฎหมายให้ นายกรัฐมนตรี ออกจากโครงสร้าง กตช.และ ก.ตร.มานานแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปนำเสนอต่อสภาไหน เพราะเป็นการริบอำนาจฝ่ายการเมือง เพราะทาง ผบ.ตร.เองก็พร้อมจะให้ตำรวจออกจากการกำกับของฝ่ายการเมือง ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจของ สปช.สามารถร่วมมือทำงานกับทาง สตช.ได้" พล.ต.ท.อำนวยกล่าวทิ้งท้าย ส่วนการยกเครื่อง ปรับโฉม องค์กรตำรวจในยุค "คสช." จะสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม หรือจะยังเป็นข้อเสนอที่ล่องลอยไปในอากาศเหมือนเดิมๆ นับว่าท้าทายการตัดสินใจของ คสช.อย่างยิ่ง

พล.ท.นคร สุขประเสริฐ คอมเฟิร์ม'รธน.ไร้ธง-ขจัดสองมาตรฐาน'

พล.ท.นคร สุขประเสริฐ คอมเฟิร์ม'รธน.ไร้ธง-ขจัดสองมาตรฐาน'

มติชนออนไลน์ :สัมภาษณ์พิเศษ หมายเหตุ- พล.ท.นคร สุขประเสริฐ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จังหวัดร้อยเอ็ด ให้สัมภาษณ์พิเศษ "มติชน" ถึงแนวทางการยกร่างรัฐธรรมนูญตามโรดแมปและการกำหนดทิศทางในการยกร่างฯรายมาตรา การทำงานของกมธ.ยกร่างฯถึงขณะนี้เป็นอย่างไร รูปแบบการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯ คือ การทำงานต้องมีการแสดงความคิดเห็น ขณะนี้การทำงานเป็นไปตามกรอบภายในระยะเวลาที่เรากำหนด คือในเดือนเมษายนจะเสร็จสิ้น เพื่อนำไปสู่การพิจารณาร่วมกันกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คาดว่าจะทันตามกำหนดโรดแมปและระหว่างที่ร่างรัฐธรรมนูญ เราได้ออกไปฟังความคิดเห็นในพื้นที่ต่างจังหวัด พื้นที่ส่วนภูมิภาค หลังจากนี้ในพื้นที่ทุกจังหวัดจะมีการจัดเวทีในแต่ละจังหวัด อย่างน้อย 11 เวที เพื่อเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ความเห็นจาก สปช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และพรรคการเมืองที่เสนอมา เราจะนำประเด็นมาสรุปว่าอะไรที่มีความสอดคล้องกัน และเป็นการปฏิรูปที่ดีที่เป็นที่ต้องการของประชาชาชน เราจะนำมาประกอบการพิจารณาในรายมาตราต่างๆ หลายประเด็นที่กมธ.ยกร่างฯพิจารณาออกมามีเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างกรณีลดอำนาจคณะกรรมการการลือกตั้ง (กกต.) จริงๆ แล้วตามหลักการที่ถูกต้อง การปฏิบัติงานจะต้องแยกกันระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้ที่ควบคุม ที่ผ่านมาเรายังให้ความสำคัญกับหน่วยงานมาก อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่เราก็ให้เขามีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและกำกับตรวจสอบหน่วยงาน ที่เราตั้งขึ้นมาใหม่จะเรียกว่า คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง หรือ กจต. ทั้งที่แต่ก่อน กกต.มีหน้าที่จัดเลือกตั้ง กำกับ ให้โทษ ซึ่งขัดกับหลักโดยทั่วไปที่ให้อำนาจ กกต.ฝ่ายเดียว ทำทั้งจัดการเลือกตั้งและการพิจารณาให้โทษ และพอเรามาดูแล้วเห็นว่า เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลจึงให้มีหน่วยหนึ่งคือ กจต.ที่เข้ามาดำเนินการจัดการเลือกตั้ง และให้อำนาจ กกต.ควบคุมการเลือกตั้งและดูแลเรื่องงบประมาณ โดยให้มีอำนาจมากขึ้น แต่ในเรื่องของหน่วยปฏิบัติเรายังไม่ได้สรุปชี้ชัด อาจให้มีหน่วยราชการที่ไปร่วมกันจัดจากหลายกระทรวง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กกต.ก็จัดการเลือกตั้งโดยใช้บุคลากรจากกระทรวงอื่นๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นเหล่านี้อยู่แล้ว ตอนนี้เปรียบเสมือน กกต.เป็นครู มีไม้เรียว ใครไม่ฟัง สามารถไปเสนอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อเรียกร้องว่าเกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดเลือกตั้งขึ้น กกต.สามารถเสนอเรื่องขึ้นมาพิจารณาในแต่ละระดับ เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เกิดความถ่วงดุลกัน ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการลดอำนาจ กกต.แต่ให้อำนาจมากขึ้น ข้อเสนอให้มี'กจต.'มีเสียงสะท้อนว่ากมธ.ยกร่างฯเดินถอยหลัง เราทำอะไรที่พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอยู่แล้ว ที่ผ่านมา กกต.ทำหน้าที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยรวมแต่อย่างใด ค่อนข้างเรียบร้อย แต่ถ้ามองว่าสิ่งที่ กมธ.ยกร่างฯทำนั้นกำลังเข้าสู่ยุคเดิม คือการมอบอำนาจให้ข้าราชการจัดการเลือกตั้ง ทั้งที่ที่ผ่านมาข้าราชการเขาก็เป็นฝ่ายทำ ในอดีตเคยให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ก่อนมี กกต. ทั้งนี้ หากมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีข้าราชการถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง กกต.ต้องเข้าไปดูว่าฝ่ายที่คุณพบว่าทุจริตเขาเอนเอียงไปทางพรรคการเมืองไหน ก็ให้โยกย้ายออกมาเลย ส่วนการให้ใบแดงก็ให้เป็นอำนาจของศาล เพราะเราอยากให้โอกาสกับผู้ที่ถูกร้องเรียนในการตรวจสอบและสอบสวนให้ได้รับความเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เราอาจยังไม่มีการสื่อสารกันที่ตรงประเด็นชัดเจน เรายังไม่ได้มีการชี้แจงอะไรกับ กกต.เป็นการส่วนตัว คงต้องมีการพูดคุยกันในส่วนไหนที่ไม่เข้าใจ อาจมีการชี้แจงว่าอะไรที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศบ้างในเรื่องของการเลือกตั้ง การพิจารณาเรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีกรอบอย่างไร ส่วนตัวคิดเห็นอย่างไรกับการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ภาพรวมเราจะมีการพูดคุยกัน บางอย่างยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เรื่องการถอดถอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยกัน แต่ส่วนตัวมองว่าการลงโทษย้อนหลังนั้น เท่าที่ผมฟังดูจะไม่มีผลย้อนหลัง ส่วนการกำหนดโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต ผมคิดว่าคงไปไม่ถึงตรงนั้น แต่ถ้าเป็นกรณีทุจริต คดีซื้อเสียง เราต้องมีมาตรการในการห้ามเข้าสู่ทางการเมืองที่เข้มข้นมากขึ้น ไม่เช่นนั้นเราจะขจัดระบบทุจริตนี้ออกไปจากประเทศไม่ได้ หมวดการปรองดองในรัฐธรรมนูญดำเนินการอย่างไร เราตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปรองดอง ชุดที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯได้ดำเนินการไปพอสมควรแล้ว การปรองดองผมว่ามันมีหลายมิติ ถ้ามองมิติทางการเมืองเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมองหลายมิติ เพราะฉะนั้นเราจึงมีภาคการปฏิรูป ในหมวดปรองดอง ถือว่าเป็นของใหม่ที่เราจะเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ความปรองดองไม่ได้อยู่ที่แนวคิดอย่างเดียว แนวคิดที่ขัดแย้งกัน การไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่เรื่องต่างๆ เหล่านี้ต้องได้รับการปรับปรุง รวมถึงปัญหาที่เป็นรากเหง้าพื้นฐาน เรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาทางด้านกระบวนการยุติธรรม ที่สำคัญคือเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า "สองมาตรฐาน" เรื่องนี้จะต้องทำอย่างไรให้ได้รับการยอมรับ ฉะนั้น เมื่อเราจะมาสู่จุดนี้เราจะมองกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูเรื่องต่างๆ ประกอบด้วย ภาคปฏิรูปที่เพิ่มเข้ามาจะมีการบัญญัติอย่างไร มาตราของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเพิ่มขึ้นเกิน 250 มาตราหรือไม่ เราพยายามจะร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ถึง 250 มาตรา แต่ต้องยอมรับว่าการที่เรามีภาคปฏิรูปเข้ามาอีกภาคหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ฉะนั้นจะมีมาตราที่เกี่ยวกับภาคปฏิรูปเพิ่มออกมา อาจจะต้องมาดูว่าจะออกมากี่มาตรา การมีภาคปฏิรูปนั้นเป็นการวางอนาคตไปข้างหน้าด้วย ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญเฉยๆ โดยไม่เอาเรื่องปฏิรูปขึ้นมา มันก็ไม่มีเครื่องช่วยยืนยันว่า ในอนาคตสิ่งต่างๆ ที่เราต้องการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ของ สปช. ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่าอะไรที่จะนำไปสู่การถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในหมวดว่าด้วยการปฏิรูปและปรองดอง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยเราจมปลักกับปัญหาตรงนี้มา 9-10 ปีแล้ว การปรองดองจึงต้องลงรายละเอียด จึงต้องมีหมวดปฏิรูปขึ้นมาเพื่อปฏิรูปทุกเรื่อง มองอย่างไรที่ข้อเสนอของ กมธ.ยกร่างฯเสียงส่วนน้อยมักถูกตีตกจาก กมธ.ยกร่างฯเสียงข้างมาก ผมถือว่าบรรยากาศของ กมธ.ยกร่างฯชุดนี้ เป็น กมธ.ที่มีส่วนผสมที่กลมกล่อมมากกว่าชุดอื่นๆ เพราะที่ผ่านมามีทั้งภาพของนักวิชาการและนักกฎหมายเป็นหลัก แต่ กมธ.ยกร่างฯชุดนี้มีหลายภาคส่วน อย่างผมเองก็มาจาก สปช.จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้แทนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเรายังมีผู้แทนภาคเหนือ ภาคใต้ จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลาย ซึ่งคนนอกอาจมองว่ารัฐธรรมนูญมันมีธงอยู่แล้ว ผมยืนยันว่าไม่มีธง อย่างไรก็ตาม ในการประชุมแต่ละครั้ง กมธ.ยกร่างฯทั้ง 36 คน อาจมีเสียงออกมาไม่เหมือนกัน ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในเรื่องของความคิดเห็น แต่ว่าเรานั่งหารือกัน เราจะรู้ทิศทางเองว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการแบบนี้ ถ้าเราเป็นเสียงส่วนน้อย เราต้องรู้และยอมรับ แต่ที่ประชุมเขาก็จะมีการบันทึกเอาไว้ว่าเราเสียงส่วนน้อยต้องการแบบนี้ เมื่อเรารู้ว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการแบบนี้เราก็ยอมรับ ก็ถอนเรื่อง หรือยุติข้อเสนอไป เพราะการทำงานต้องมีกรอบในเบื้องต้นอยู่แล้ว เราจะมีข้อสรุปในเบื้องต้นของ กมธ.ยกร่างฯว่าจะไปในทิศทางนี้โดยผ่านการพูดคุยกันมาแล้ว ทุกคนใน กมธ.ยกร่างฯมีสิทธิเท่ากัน ส่วนผู้เป็นประธานก็ต้องควบคุมการประชุม ไม่เช่นนั้นก็จะยืดเยื้อไปจนไม่มีการคืบหน้า คาดหวังกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร เราอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กมธ.ยกร่างฯพยายามทำอย่างกว้างขวางและทั่วถึง เราไม่ได้เอาความคิดเห็นของประชาชนในเวทีต่างๆ มาเป็นเพียงพิธีกรรม อย่างที่หลายๆ คนพูด แต่เราสะท้อนขึ้นมาทุกอย่างเป็นหมวดหมู่ เราจะมาดูว่าเรื่องนี้เหมาะที่จะอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ การที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความยืนยาว คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน และเป็นรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองความอยู่ดีมีสุขของประชาชนและประเทศชาติ

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 4 ปี นายกสมาคมกล้วยไม้ดอกประเทศไทย คดีแจ้งความเท็จ-ฟ้องเท็จ

ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 4 ปี นายกสมาคมกล้วยไม้ดอกประเทศไทย คดีแจ้งความเท็จ-ฟ้องเท็จ

นายเจตน์ มีญานเยี่ยม
มติชนออนไลน์ : เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาธนบุรี ถนนเอกชัย ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่ นายฟรานเซสโก วาดาล่า ชาวอิตาลี อาชีพพนักงานการตลาดบริษัท ต๊อก อิตาเลี่ยน จำกัดประเทศอิตาลี เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท กล้วยไม้ไทย จำกัด จำเลยที่ 1, นายเจตน์ มีญานเยี่ยม นายกสมาคมกล้วยไม้ดอกประเทศไทย จำเลยที่ 2 จำเลยในความผิดฐานแจ้งความเท็จและฟ้องเท็จ คดีนี้โจทก์ ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 1-2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ในฐานะทนายความ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ ว่าโจทก์ทุจริตใช้อุบายหลอกลวง อ้างเป็นเจ้าของ บ.ต๊อก อิตาเลี่ยน ประกอบธุรกิจส่งออกกล้วยไม้ดอกรายใหญ่ ทำให้จำเลยหลงเชื่อส่งกล้วยไม้ให้โจทก์รวมมูลค่าประมาณ 5,231,000 บาทเศษ แล้วโจทก์ไม่ชำระค่าสินค้า ทั้งที่โจทก์เป็นเพียงผู้ติดต่อซื้อขายตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยมีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งจำเลยทราบดี ดังนั้นการกระทำของจำเลย จึงเป็นการแจ้งความเท็จ ทำให้โจท์ถูกออกหมายจับและห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกา พิเคราะห์พยานหลักฐานคำเบิกความโจทก์-จำเลยนำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1-2 และบริษัทต๊อก อิตาเลี่ยน เคยติดต่อซื้อขายกันมานานตั้งแต่ปี 2545 ก่อนที่จำเลยจะเข้าแจ้งความและฟ้องคดีต่อศาลในปี 2548 ดังนั้นจำเลยย่อมต้องทราบดีว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของบริษัทต๊อก อิตาเลี่ยน และความจริงแล้วโจทก์ไม่ใช่เจ้าของ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษปรับเงิน บริษัท กล้วยไม้ไทย จำกัด จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ และฟ้องเท็จ 2 สำนวน ๆ ละ 10,000 บาท รวมปรับ 20,000 บาท ส่วนนายเจตน์ มีญานเยี่ยม นายกสมาคมกล้วยไม้ดอกประเทศไทย จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเดียวกัน พิพากษาจำคุก กระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุกรวม 4 ปี และให้ยกฟ้องนายอุดมเดช เตชะดิลก จำเลยที่ 3 เนื่องจากกระทำในฐานะทนายความ

JSP เปิดบ้านให้ข้อมูล

JSP เปิดบ้านให้ข้อมูล นายรังสรรค์ หวังไพฑูรย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ(ซ้าย) นายสิทธิพร รัตนาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (ที่สองจากขวา) บริษัท เจ.เอส.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดบ้านต้อนรับนักวิเคราะห์ จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) นำโดย นาย กิจพล ไพรไพศาลกิจ รองผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ (ที่สองจากซ้าย) และนายปฐมพล เหล่าวิระยะศักดิ์ ผู้ช่วยฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน (ขวา)พร้อมให้ข้อมูลบริษัท และพาเยี่ยมชมโครงการสัมเพ็ง 2 เมื่อเร็วๆนี้ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มีเดีย แพลนเนอร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด ในนาม บมจ.เจ เอส พี พร็อพเพอร์ตี้ : รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ พงศกร แจ้งประภากร (ก้อง) 085-218-7999 , กิตติคุณ พิษาจารย์ (โอ๊ต) 089-989-6896 โทร: 02-664-3856 E-mail : Pr.mediaPlanner@gmail.com , media-planner@hotmail.com

ข่าวดี ชายไทยผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก

ข่าวดีสำหรับชายไทยผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก กลับมาอีกครั้ง นายแพทย์วิรุณ โทณะวณิก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนไทยที่ไปสร้างชื่อในระดับนานาชาติ จากศูนย์รักษามะเร็งด้วยรังสีคริสเตียน่าแคร์ สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การรักษาที่ประสบความสำเร็จ กว่า 2,200 ราย ซึ่งตอนนี้ได้บินตรงกลับมา หอบความรู้ความสามารถกลับมาเพื่อช่วยพี่น้องคนไทย โดยจะออกตรวจและให้คำปรึกษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยเทคโนโลยีการฝังแร่ ณ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 เทพารักษ์ กม 14.5 ระหว่างวันที่ 2 – 12 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 08.00 - 16.00 น. ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และขอคำปรึกษาได้ที่ Call Center 1609 และ 085-111-2095 Urologist Consult โทร 02-769-2900 ติดต่อแผนกทางเดินปัสสาวะ Best regards,The Way Communications Co.,Ltd Noble Cube Pattanakarn 1104/374 Pattanakarn Road, Suan Luang Sub-district, Suan Luang District Bangkok, Thailand 10250 Tel: 02-170-8011 Fax: 02-170-8012 Website: www.theway.co.th

Creativity Mall ลูกบ้านใหม่!!

Creativity Mall ลูกบ้านใหม่!! หลังจากได้สร้างแลนด์มาร์คแหล่งช้อปปิ้งใหม่ในรูปแบบ Creativity Mall แห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อโครงการ'วนิลา มูน' บน ถ.จันทน์ (สะพาน 2) ล่าสุด วรพจน์ พรธิสาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเวลลอปเมนท์ แบงคอก จำกัด กำลังเป็นปลื้มกับลูกบ้านรายใหม่อย่าง'มเวนพิค'(Mövenpick) จ้าวแห่งศิลปะไอศกรีมจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่โดดเด่นด้วยส่วนผสมเข้มข้นจากธรรมชาติที่ดีที่สุด ซึ่งได้มาเปิดร้าน 'โมเวนพิค ไอศกรีม บูติค' ในโครงการ เพราะแว่วว่ายอดขายดีมาก เนื่องจากถูกใจคอไอศกรีมย่านนั้นและบริเวณใกล้เคียงที่แห่ไปอุดหนุนกันอื้อ!!
ข่าว​เด่น​ทั้งหมด »


   
×

Message

Warning: file_get_contents(http://www.newsdatatoday.com//index.php?option=com_multicontent&c=multicontents&task=article&type=single&id=77212&md5=2a4d013b5a9ebf57af26ae8d5cbd122b): failed to open stream: HTTP request failed! HTTP/1.1 404 Not Found in /home/mtmultim/domains/thaidailymirror.com/public_html/components/com_multicontent_client/helper/helper.php on line 49
   
   

   
อาคารเอสซีจี 100 ปี ต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานแห่งอนาคต ผ่านการรับรอง LEED Platinumตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
อาคารเอสซีจี 100 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประเภทอาคารสร้างใหม่ (The Leadership in Energy and Environmental Design for Building Design and Construction: LEED BD+C) ระดับสูงสุด LEED Platinum จากสภาอาคารเขียวสหรัฐอเมริกา ตอกย้ำความเป็นองค์กรต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานรุ่นใหม่ พร้อมให้คำปรึกษาด้านอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อาคารเอสซีจี 100 ปี ต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานแห่งอนาคต ผ่านการรับรอง LEED Platinumตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส(ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ และประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล(ที่ 2 จากขวา)ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง เอสซีจี นายชลธร ดำรงศักดิ์(ขวา)ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศและความยั่งยืน เอสซีจี และนางวีนัส อัศวสิทธิถาวร (ซ้าย)ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี ร่วมเปิดตัว'อาคารเอสซีจี 100 ปี ต้นแบบอาคารยั่งยืนที่เคารพต่อธรรมชาติและนอบน้อมต่อสังคม'
   

SME

   

BAACx60

   

CPALLxx

   
โครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย ครั้งที่ 3 Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)
โครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย ครั้งที่ 3 Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)
โครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย ครั้งที่ 3 Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015)
   
© ALLROUNDER
บริษัท เพาเวอร์ ไทม์ มีเดีย จำกัด
: 387/9 ลาดพร้าว 87 แยก 9 วังทองหลาง กทม.10310
โทรศัพท์ : 081-431-6381 แฟกซ์ : 02-530-4424 
Emai : icorehoon@yahoo.com ,ipipat.n@gmail.com